เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 388

ราชทูตของเป่ยเยี่ยนพยายามขู่เข็ญ ตลอดทั้งวันจะเฝ้ารออยู่แต่ในกรมศัสตราวุธ

พวกเขาค้นพบคลังสมบัติห้องหนึ่ง ทว่ากลับถูกห้ามไม่ให้เข้าไปด้านใน หัวหน้าราชทูตสงเหยียนจึงไม่พอใจอย่างมาก

“ฮ่องเต้ฉีทรงรับปากแล้วว่า จะให้พวกข้าเยี่ยมชมปืนหอกไฟนั่น พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาขัดขวาง!”

หัวหน้ากรมศัสตราวุธเดินมาขออภัยด้วยตนเอง

“ท่านราชทูต ปืนหอกไฟนั้นยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โปรดรออีกสักสองสามวัน”

สงเหยียนมองออกว่าพวกเขามีเจตนาจะถ่วงเวลา

ทว่าหนานฉีก็ยอมอ่อนข้อให้แล้ว หากเป่ยเยี่ยนบีบบังคับมากเกินไป เกรงว่าผลที่ได้จะตรงข้ามกับที่คาดหวัง

ถึงอย่างไรก็แค่รอเพิ่มอีกสองสามวัน เขามีเวลาเหลือเฟือ

ก่อนจะกลับ สงเหยียนเอ่ยประโยคหนึ่งที่มีความหมายเป็นนัย ๆ ว่า

“ไม่ว่าจะหลบหน้าอย่างไรก็ไม่มีทางหลบพ้นได้”

หลังเขาจากไป คนในกรมศัสตราวุธต่างพากันเหงื่อตกเย็นวาบ

เป่ยเยี่ยนข่มเหงมากเกินไปแล้ว!

ในเวลากลางคืน

ภายในตำหนักหย่งเหอ

เซียวอวี้ทานอาหารมื้อค่ำร่วมกับเฟิ่งจิ่วเหยียน

เขาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในกลางวัน น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยน

“เมิ่งเฉียวม่อทำความผิดไว้มาก ถึงแม้ครั้งนี้นางจะสร้างความดีความชอบ เราก็จะไม่อภัยโทษให้นาง”

นี่คือการหลอกล่อให้ตายใจเพื่อที่เขาจะเอ่ยคำพูดถัดไป

จากนั้นเขากุมมือเฟิ่งจิ่วเหยียนและเอ่ยอย่างจริงจัง

“มีคำพูดหนึ่งที่เสด็จพี่หญิงเอ่ยไว้ก็ไม่ผิด คนเพิ่มมาหนึ่งคน กำลังก็เพิ่มมาอีกหนึ่งแรง

“เราให้เมิ่งเฉียวม่อวาดภาพพิมพ์เขียวอยู่ในคุก หากเป็นผลสำเร็จ มันจะแก้ปัญหาเร่งด่วนในยามนี้ได้

“เรารู้ว่าเจ้าโกรธแค้นนาง ทว่าเรื่องนี้เกี่ยวโยงเป็นวงกว้าง เจ้าควรทำใจให้กว้างสักหน่อย อย่าทำเรื่องวุ่นวายจนเสียการใหญ่”

“เฟิ่งจิ่วเหยียนดึงมือของตนกลับมา และมองด้วยท่าทางนอบน้อม

“หม่อมฉันรู้เพคะ”

เมื่อมองสาวงามใต้แสงไฟ เซียวอวี้รู้สึกหัวใจร้อนรุ่ม

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มและแฝงด้วยความรู้สึกเสน่หา

“ต่อไปอย่าพูดเรื่องถอดถอนฮองเฮาอีก เราไม่อยากได้ยิน”

เฟิ่งจิ่วเหยียนตอบตกลงอย่างเอื่อยเฉื่อย ในใจของนางไม่ได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย

นางไม่สนใจว่าเขาอยากจะได้ยินหรือไม่

ภารกิจเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ นั่นก็คือการแก้ไขปืนหอกไฟ

ไม่อาจปล่อยให้เป่ยเยี่ยนแอบลักจำไปอย่างง่าย ๆ

วันนี้เซียวอวี้มีสาส์นกราบทูลตั้งกองพะเนิน หลังอาหารมื้อค่ำเขาจึงออกจากตำหนักหย่งเหอ

ทว่าทางด้านตำหนักวั่นโซ่ว สำหรับเรื่องที่ฮ่องเต้มักจะเสด็จไปตำหนักหย่งเหอบ่อย ๆ นั้น เริ่มสร้างความไม่พอใจแล้ว

วันรุ่งขึ้น ไทฮองไทเฮาทรงเรียกฮองเฮามาเข้าเฝ้า

นางมองเฟิ่งจิ่วเหยียนอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โดยเฉพาะมองไปยังท้องของนาง

“ฝ่าบาททรงโปรดปรานเจ้ามาสักพักแล้ว เหตุใดจึงไม่มีความคืบหน้าเลย?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้แสดงสีหน้าใด แต่ซุนหมัวมัวกลับลังเลที่จะพูด

ในคืนวันนั้น เมื่อเขามาถึงตำหนักหย่งเหอก็เห็นฮองเฮานั่งอยู่ที่โต๊ะ และกำลังตั้งหน้าตั้งตาคัดลอก

เขาเดินไปพร้อมกับหยิบสิ่งที่นางเขียนขึ้นมา

“เสด็จย่าทรงเข้มงวดกับผู้น้อยเสมอมา ทว่าก็หาใช่คนที่ไร้เหตุผล

“เจ้าทำสิ่งใดถึงยั่วยุให้หญิงชราอย่างนางเกิดความโมโหได้?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนเก็บพู่กันและยืนขึ้นทำความเคารพ

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

นางรักษาธรรมเนียมเสมอมา ทว่าภายในห้องนี้มีเพียงพวกเขาสองคน การแสดงความเคารพจึงมองดูเหมือนห่างเหิน

เซียวอวี้พยุงนางขึ้น “ไม่ต้องคัดแล้ว ส่วนที่เหลือนั่น เราจะไปพูดกับเสด็จย่าเพื่องดเว้นโทษให้เจ้า”

เฟิ่งจิ่วเหยียนหลบเลี่ยงเขาโดยไม่ให้จับพิรุธได้

“หม่อมฉันสามารถคัดลอกจนเสร็จได้”

เซียวอวี้จับแขนของนางไว้ “เราบอกว่าไม่ต้องคัดแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคัด ไม่สู้เอาเวลานั้นมานอนให้เร็วขึ้นจะดีกว่า”

เฟิ่งจิ่วเหยียน: ถ้าเช่นนั้นนางยอมคัดลอกต่อจะดีกว่า

“คำสั่งของผู้อาวุโสไม่อาจขัดขืนได้” นางเอ่ย

เซียวอวี้เชยคางของนางขึ้นมา และมองด้วยสายตาบังคับข่มขู่

“ถ้าเราจำไม่ผิด วันนี้เป็นวันที่เจ็ด”

สตรีมีระดูอย่างมากก็เจ็ดวัน

สีหน้าของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเปลี่ยนไป

ยังไม่ทันที่นางจะตอบสิ่งใด เซียวอวี้ก็อุ้มนางขึ้นมาแล้ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย