เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 442

คุกเทียนเหลา

ภายในห้องทรมาน พลันมีเสียงกรีดร้องดังออกมา

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมหาได้...หาได้ทรยศต่อแว่นแคว้นไม่! มิได้มีผู้ใดมาชี้นำกระหม่อม กระหม่อมทำทั้งหมดก็เพื่อยุทธภพของแคว้นหนานฉี...อ๊าก! กระหม่อมรู้สึกจากใจว่าท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องนี้!”

“ฝ่าบาท กระหม่อมก็เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน...”

ผู้ที่ถูกมัดติดเก้าอี้ไม้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่คอยกระทำการปลุกปั่นผู้คนหลังจากที่เมิ่งเฉียวม่อตายไป

บรรดาเหล่าขุนนางที่กระทำกล่าวหาว่าฮ่องเต้ทำร้ายขุนนางผู้ภักดีนั้น ล้วนแต่เป็นขุนนางที่โง่เง่าหูเบา ทว่า ผู้ที่ชักใยคอยปลุกปั่นอยู่เบื้องหลังที่แท้จริง ทั้งยังเป็นผู้ที่กระจ่ายข่าวลือออกไปนั้น คือผู้กระทำผิดที่แท้จริงต่างหาก

ในเมื่อตามหาพวกมันพบแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยคนเหล่านี้ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน

ทำให้ข้าราชบริพารราษฎรมากมายในหนานฉีต้องเกิดความโกลาหลเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่าพวกมันจักต้องร่วมมือกับคนนอกแคว้นอย่างแน่นอน

ทว่า ถึงแม้จะทรมานเพื่อเค้นถามความจริงออกมาหลายวันแล้วก็ตาม พวกมันก็ยังคงปากแข็งอยู่

วันนี้ เซียวอวี้จึงเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง

เฉินจี๋โค้งกายคำนับมือ พลางเอ่ยรายงานออกมา

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าจักทรมานอย่างหนักแล้ว แต่พวกมันก็ยังไม่ยอมสารภาพออกมา”

นัยน์ตาของเซียวอวี้ที่เจือไปด้วยความเฉียบคมนั้น ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบ ๆ รอยแผลเป็นทั่วร่าง พร้อมทั้งคนที่เอาแต่ตะโกนร้องกล่าวว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์

ในเมื่อพวกเขาได้มาพบหน้าฝ่าบาทเช่นนี้แล้ว จึงพากันเอ่ยคำแก้ตัวออกมาเป็นพันวัน

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจงรักภักดีต่อท่าน...กระหม่อมมิอยากท่านหลงผิดไปมากกว่านี้ ท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นขุนนางที่ภักดี…”

“ฝ่าบาทพ่ะน่ะค่ะ ที่กระหม่อมส่งคนไปแพร่ข่าวลือเรื่องที่พระองค์ทรงทำร้ายขุนนางภักดีนั้น ก็เพื่อต้องการให้พระองค์มีคำอธิบายต่อผู้คนในใต้หล้า...กระหม่อมหาได้มีเจตนาคิดคดทรยศไม่...”

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หากมิเชื่อใจ เช่นนั้นก็สังหารกระหม่อมเสียเถอะ! ถึงแม้กระหม่อมจักต้องตายก็ขอตายอย่างบริสุทธิ์ใจ!”

ใบหน้าหล่อเหลาของเซียวอวี้พลันเต็มไปด้วยความเย็นชาในทันที

เขาค่อย ๆ เดินช้า ๆ ไปยังเตาผิง ก่อนจะหยิบเหล็กร้อนแดง ๆ ขึ้นมา พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบสงบ ทั้งยังเจือไปด้วยความอำมหิตว่า

“ในเมื่อพวกเจ้าอ้างว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์จงรักภักดีนั้น เราย่อมมิยอมปล่อยให้พวกเจ้าตายอย่างแน่นอน”

พูดจบ ใบหน้าของเซียวอวี้พลันปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายและกลิ่นอายความอำมหิตออกมาในทันที

ภายในใจของพวกคนเหล่านั้นถึงกับสั่นรัวไปในทันที ราวกับว่าพวกเขาเห็นประตูนรกค่อย ๆ เปิดทางให้พวกเขา...

คืนนั้น

เซียวอวี้กลับมาที่ตำหนักจื้อเฉินด้วยมือที่เปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือด พลางมองไปยังห้องบรรทมของตนเองอย่างไม่รู้ตัว

คล้ายกับว่าภายในใจที่ว่างเปล่าของเขา มิอาจหาสิ่งใดเข้ามาเติมเต็มได้เลยแม้แต่น้อย

ทว่า ก็ยังดีกว่ามีก้อนเนื้อมาอยู่ตรงหน้า แต่ตนเองกลับต้องอดทนมิสามารถแตะต้องมัน มิต่างอันใดกับเป็นการทรมานตนเองเลยสักนิด

ตำหนักหย่งเหอ

ถึงแม้ว่าจะดึกแล้ว ทว่า เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ยังมิอาจหลับตาได้ลง

นางอ่านบันทึกแปลก ๆ หรือการจดบรรทึกทั้งหมดภายในวังหลวงแล้ว แต่ก็ยังมิอาจหาเบาะแสเกี่ยวกับอสรพิษเก้าหางไม่พบ

ทำเอานางอดสงสัยได้ว่า ยามนี้นางกำลังหลงทางอยู่หรือไม่

บางที อสรพิษเก้าหางนั้นอาจจะมิได้มีความหมายแฝงอื่นใดก็เป็นได้ เป็นเพียงรูปภาพสัญลักษณ์ธรรมดาเท่านั้น

ยามที่เหลียนซวงกำลังเก็บตำราหนังสือโบราณอยู่นั้น นางพลางเอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า

“ฮองเฮาเพคะ ท่านกำลังหาสิ่งใดอยู่งั้นหรือเพคะ?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกปวดตาทั้งสองข้างยิ่งนัก นางจึงใช้มือกดไปยังจุดชิงหมิงระหว่างดวงตา พลางเอ่ยออกมาว่า

“อสรพิษเก้าหาง”

ปั้ง

ตำรามากมายที่อยู่ในมือของเหลียนซวงพลันตกลงบนพื้นอย่างแรงในทันที

ทำเอาเฟิ่งจิ่วเหยียนถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นเหลียนซวงมีสีหน้าที่ตกตะลึงไปนั้น พร้อมทั้งเผยอารมณ์ความเจ็บปวดออกมา

เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีจริงจังว่า “เจ้าเคยเห็นงั้นหรือ?”

รอบดวงตาของเหลียนซวงเป็นรอยสีแดงเล็กน้อย “บ่าว... บ่าวไม่รู้เพคะ ทว่า จู่ ๆ บ่าวก็รู้สึกปวดหัว...”

“นางอาจจะเคยเห็นรูปอสรพิษเก้าหางเพคะ” เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาด้วยความกระชับ

คิ้วของเซียวอวี้จึงขมวดขึ้นมาในทันที

“หากเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทว่า หากให้เจ้าออกจากวังไปคนเดียวนั้น เราไม่ไว้วางใจ นำเฉินจี๋ติดตามไปด้วย”

เฉินจี๋เป็นราชองครักษ์ของเขา ทั้งยังเป็นคนข้างกายที่สนิทสนมกับเขามากที่สุด

การมอบคนผู้นี้ให้นางใช้งานนั้น เห็นได้ชัดว่านางมีความสำคัญกับเซียวอวี้มากเพียงใด

เฟิ่งจิ่วเหยียนปฏิเสธออกมาด้วยท่าทีเฉยเมย

“ความปลอดภัยของท่านสำคัญกว่า หากท่านเป็นกังวลจริง ๆ เช่นนั้นมอบองครักษ์มาให้ข้าสักคนก็พอแล้ว”

เซียวอวี้ทวนคำพูดของนางอีกครั้ง

“เจ้ารู้ด้วยหรือว่าเราเป็นห่วง”

เฟิ่งจิ่วเหยียนถึงกับชะงักไปในทันที เมื่อเซียวอวี้จับมือนาง

ฝ่ามือใหญ่ของเซียวอวี้จับมือของนางเอาไว้ “ให้เฉินจี๋ติดตามเจ้าไป เราเชื่อใจเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น มิเช่นนั้นเจ้าอย่าได้หวังว่าตนเองจักได้ออกจากวังไปเลย”

เฟิ่งจิ่วเหยียนที่เห็นว่าตัวเองมิอาจขัดขวางเขาได้นั้น จึงได้แต่ตกปากรับคำ

หลังจากที่เซียวอวี้จากไป บรรดาเหล่านางสนมก็เดินทางมาเข้าเฝ้าที่ตำหนักหย่งเหอเพื่อแสดงความเคารพในทันที

มู่หรงฉานก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน ทว่า ในยามนี้นางมีเพียงสถานะเป็นกุ้ยเหริน ดังนั้นนางจึงอยู่แถวด้านหลังสุด

บรรดาเหล่านางสนมคนอื่นที่เคยญาติดีกับนางก่อนหน้านั้นพลันพากันแล่นเรือตามลม พลางเผยสีหน้าเย็นชาออกมาในทันที

มู่หรงฉานยังคงมีท่าทีอดทนเช่นเดิม พร้อมทั้งแย้มยิ้มอ่อนโยนส่งกลับไปอีกด้วย

……

ห้องทรงพระอักษร

หลังจากเสร็จจากการว่าความยามเช้านั้น มีคนจากตำหนักวั่นโซ่วเดินทางมาในทันที

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! ไทฮองไทเฮามีอาการพระประชวรหนัก!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย