ไม่เพียงแต่เซียวอวี้เท่านั้นที่อยากรู้ว่าท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งที่อยู่บนหลังคาเป็นผู้ใด องค์หญิงใหญ่ก็อยากรู้เช่นกัน
องค์หญิงใหญ่พลางมองไปที่เฟิ่งจิ่วเหยียน ทว่า กลับเห็นการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของฝ่าบาทแทน ทำเอานางถึงกับถลึงตามองด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟไปในทันที
มือนี่เอาวางไว้ที่ใดกัน!
ช่างไม่มีสง่าราศีของฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย!
ขณะเดียวกัน เซียวอวี้ก็ยังคงรอคำตอบจากเฟิ่งจิ่วเหยียน
ทว่า ประโยคหลังกลับยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเซียวอวี้มากขึ้นไปอีก
“ท่านลองเดาดู”
บนหลังคานั้น ท่านแม่ทัพน้อยพลันเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็หายไปจากสายตาของผู้คนในทันที
พร้อมด้วยสายตาของเหล่ากองทัพอินทรีเหินที่มองส่งเขาไปจนลับตา
ภายในใจของเซียวอวี้ได้แต่หัวเราะเยาะเย้ยออกมา
“พวกเขาถูกเจ้าหลอกจนหัวปั่นไปหมดแล้ว ในยามนี้ยังมิมีผู้ใดรู้เลยว่า ความจริงแล้วท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งตัวจริงเป็นผู้ใดกันแน่”
เฟิ่งจิ่วเหยียนจับมือของเซียวอวี้ออกจากเอวของนาง
“พูดถึงคนอื่น คำพูดนั้นเข้าตัวเองเช่นกัน”
เซียวอวี้:......
เซียวอวี้ราวกับถูกปิดบังอยู่นานเช่นกัน
ละครฉากนี้ ทำให้ผู้คนรับรู้ความจริงที่ถูกเก็บซ่อนมานาน
เฟิ่งจิ่วเหยียนเตือนสติเขาขึ้นมา
“บทพูดท่านจำหมดแล้วหรือยัง อีกไม่นานจักถึงเวลาที่ท่านต้องออกโรงแล้ว”
เซียวอวี้หัวเราะออกมาเบา ๆ
นางจัดการทุกคนเอาไว้อย่างชัดเจนเสียจริง
ทว่า บทพูดที่นางเตรียมมานั้นมันอ่อนโยนเกินไป
ไม่นานนักเซียวอวี้จึงลุกขึ้นยืน พลางป่าวประกาศออกมาว่า
“ละครที่ถูกจัดแสดงขึ้นเมื่อครู่นั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
“ท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งเป็นขุนนางคนสำคัญของหนานฉี เราทั้งรักและห่วยใยเขาเป็นอย่างยิ่ง เมิ่งเฉียวม่อที่มิได้สำนึกในบุญคุณนั้น ทั้งยังทำร้ายกองทัพมังกรพยัคฆ์ทั้งสามร้อยนายจนตกตายไป นับว่าเป็นโทษทัณฑ์ที่มิอาจให้อภัยได้!
“นับแต่นี้เป็นต้นไป หากผู้ใดยังคิดว่านางเป็นผู้บริสุทธิ์อีกละก็ จักต้องมีชะตากรรมที่มิต่างกับนาง!”
หลังจากการตายของเมิ่งเฉียวม่อนั้น นี่เป็นการชี้แจงครั้งแรกที่มาจากปากของฮ่องเต้
ทุกคนในยามนี้ต่างพากันหวาดกลัวไปตาม ๆ กัน เวลาเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกผิดกับเรื่องที่มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ที่แท้ ฝ่าบาทหาได้เป็นฮ่องเต้โง่เง่าที่สังหารขุนนางผู้ภักดีไม่
ที่แท้ เมิ่งเฉียวม่อต่างหากที่เป็นคนโกหก!
คนเช่นนี้มิคู่ควรจะถูกฝังอยู่ในสุสานวีรบุรุษด้วยซ้ำ!
“ฝ่าบาทปราดเปรื่องยิ่งนัก! เมิ่งเฉียวม่อสมควรตาย!”
บรรดาขุนนางข้าราชบริพารมากมายต่างพากันโค้งกายทำความเคารพ
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมมิคิดเลยว่าพระองค์จักมีเมตตาห่วงใยในขุนนางเช่นนี้! กระหม่อมยังคิดไปเองว่าท่านพยายามปกปิดความผิดทุกสิ่งของตนเองเอาไว้ กระหม่อมสมควรตายเสียจริง!”
“ที่แท้ฝ่าบาทก็พยายามที่จะช่วยปกป้องท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งที่ปลีกตัวไป ช่างเป็นฮ่องเต้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรม!”
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ หลายวันที่ผ่านมาพระองค์คงทุกข์ทรมานใจไม่น้อย! กระหม่อมนึกละอายใจยิ่งนัก กระหม่อมมิรู้เลยว่า... ตนเองจักไปมีหน้าพบกับอดีตฮ่องเต้ได้อย่างไร!”
แต่เขามิเข้าใจเลยว่า ในเมื่อท่านแม่ทัพน้อยเมิ่งยังชีวิตอยู่เช่นนี้ เหตุใดยังต้องให้เขาใส่ชุดเกราะปลอมตัวในเทศกาลบูชาเพธิดาบุปผาเช่นนี้ด้วย?
เมื่อบรรยากาศเข้าสู่ช่วงพลบค่ำนั้น
นั่นจึงเป็นสัญญาณว่าเทศกาลบูชาเทพธิดาแห่งบุปผาก็ใกล้จะจบลงแล้วเช่นกัน
เหล่าผู้คนที่เลือกราชาแห่งบุปผานั้น เป็นดอกบัวเจ็ดสีดอกหนึ่งที่บัณฑิตผู้หนึ่งได้เพาะเลี้ยงเอาไว้
“บุปผาเงินทอง” ที่มิได้ถูกรับเลือกนั้น จึงเผยท่าทีกรุ่นโกรธออกมา
“ฮึ่ม! เห็นได้ชัดว่าดอกไม้ของข้าดีกว่า!”
มุมบนสูงนั้น
เซียวอวี้ใช้สายตากวาดตามองผู้คนรอบด้านมากมาย
“คืนนี้เหล่าราษฎรจักพากันไปปล่อยโคมลอยที่ริมแม่น้ำข้างเมือง ฮองเฮาอยากจะไปเที่ยวเล่นกับเราหรือไม่?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนที่คิดอยากจะปฏิเสธออกไปนั้น จู่ ๆ เซียวอวี้พลางกล่าวขึ้นมาอีกว่า
“การปล่อยโคมลอยก็ถือเป็นการอวยพรให้กับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วเช่นเดียวกัน”
พูดจบ สายตาของเซียวอวี้จึงเจือไปด้วยความมืดครึ้มในทันที
เพื่อให้ฮองเฮาตกปากรับคำ เขาจำเป็นต้องใช้ขออ้างคนตายมาช่วยก่อน!
ทว่า เฟิ่งจิ่วเหยียนกับตอบกลับมาด้วยท่าทีเฉยเมยว่า
“หม่อมฉันไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้”
เซียวอวี้พลางเอ่ยแกมบังคับออกมา “เราเชื่อ เราจักปล่อยโคมลอยแทนเจ้า เจ้าต้องไปกับเรา!”
ยังไงซะ นางก็ต้องไปด้วย!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
สนกมากค่ะ...
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...