เฟิ่งจิ่วเหยียนถูกเซียวอวี้ลากไปที่แม่น้ำข้างเมืองในที่สุด
ทั้งสองต้องสวมหน้ากากเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนจดจำเอาได้
นับว่าโชคดีที่คืนนี้มีผู้คนสวมใส่หน้ากากออกมาท่องเที่ยวมากมายเช่นกัน นั่นจึงทำให้พวกเขามิได้ดูเตะตาผู้อื่นมากเท่าใดกัน
เฉินจี๋เดินติดตามทั้งสองคนอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งในมือที่ถือโคมไฟจำนวนมากมายเอาไว้
ริมแม่น้ำมีผู้คนอยู่มากมายนัก ทว่า ส่วนมากมักจะเป็นคู่รักชายหญิงเสียมากกว่า
เซียวอวี้จึงตามหาสถานที่ที่มิมีผู้คนพลุกพล่านมาก ก่อนจะใช้มือ “โยน” โคมไฟลงไปในแม่น้ำด้วยท่าทีมั่นใจ
เฟิ่งจิ่วเหยียน: ?
เฉินจี๋: ?
โคมไฟทั้งหมดจึงจมลงไปในแม่น้ำด้วยความรวดเร็ว
เซียวอวี้ขมวดคิ้วเป็นปมไปในทันที พลางหันไปกล่าวโทษเฉินจี๋ว่า
“เจ้าซื้ออะไรมากัน?”
หาได้มีอันใดลอยขึ้นมาได้ไม่
เฉินจี๋:กระหม่อมเป็นผู้บริสุทธิ์! ทว่า กระหม่อมมิอาจพูดออกมาได้
เมื่อเซียวอวี้กำลังจะโยนโคมไฟอันสุดท้ายลงแม่น้ำไปนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเข้าไปห้ามเขาเอาไว้
นางมองเขาราวกับกำลังมองคนต่างเผ่าอยู่ก็ไม่ปาน
“ท่านมิเคยปล่อยโคมลอยหรือ?”
“อื้ม”
เซียวอวี้มิคิดว่าการปล่อยสิ่งของเล็ก ๆ เช่นนี้จักต้องใช้มีประสบการณ์ใด ๆ ไม่
เมื่อมีเขามาเปรียบเทียบนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงกลายเป็นผู้มีความอดทนขึ้นมาทันที
เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งยอง ๆ ลง ก่อนจะเปิดฐานของตะเกียงออกมา และค่อย ๆ วางมันลงไปในน้ำ
เมื่อนางดึงมือกลับมานั้น ตะเกียงไฟก็ยังคงลอยอยู่เหนือน้ำเช่นเดิม
เมื่อเซียวอวี้เห็นเช่นนั้น เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“บุรุษแซ่ต้วนผู้นั้นก็เคยปล่อยโคมลอยกับเจ้างั้นรึ?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนมิได้ปิดบังอะไร
“ใช่เพคะ”
ขณะที่เฟิ่งจิ่วเหยียนจ้องมองไปที่ตะเกียง นางก็เกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นจนหวนคิดไปถึงเรื่องราวในอดีต
เซียวอวี้รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ทว่า มิอาจแสดงทางสีหน้าออกมาได้
“เขาช่างเป็นบุรุษคารมดีเสียจริง”
ไม่ว่าคนผู้นี้จักดีเพียงใด แต่เขาก็ตายไปแล้ว!
ในมุมมองของเฉินจี๋นั้น รอยยิ้มของฝ่าบาทช่างน่ากลัวกว่ายามที่พระองค์โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก มิต่างอันใดกับสนมในวังหลังที่ใบหน้าบูดเบี้ยวไปด้วยความหึงหวงเลยแม้แต่น้อย
……
เมื่อเวลาใกล้จะถึงเที่ยงคืนแล้วนั้น เซียวอวี้จึงคว้ามือเฟิ่งจิ่วเหยียนแล้วพานางไปยังหอไจซิงที่สูงที่สุดในทันที
ในวันปกติธรรมดานั้น มักจะมีเหล่าบัณฑิตมากมายต่างพากันมาถกเถียงบทกลอนเล่นหมากล้อมกันที่นี่
ทว่า ราตรีคืนนี้กลับไร้ผู้คนยิ่งนัก
มิต้องคิดสิ่งใดเลย นั่นต้องเป็นเพราะอำนาจของฮ่องเต้อย่างแน่นอน
เฟิ่งจิ่วเหยียนหาได้สนใจการดูดาวไม่
เซียวอวี้เองก็มิได้พานางมาดูดาวเช่นกัน
ทว่า หลังจากขึ้นมาด้านบนสุดแล้วนั้น ก็จักเห็นโคมลอยที่มิอาจนับได้กำลังทะยานขึ้นสู่บนท้องฟ้าอย่างช้า ๆ
สายลมเอื่อย ๆ ในยามค่ำคืนที่พัดให้โคมลอยขึ้นไปนั้น ถึงแม้ภายนอกจักดูบอบบาง หากแต่ดวงไฟภายในโคมกลับสว่างพร่างพราว มิต่างอันใดกับดวงดาวในยามราตรีที่กำลังส่องแสงระยิบระยับออกมา ทั้งยังดูอบอุ่นและน่ามองเสียยยิ่งกว่าดวงดาวเหล่านั้นเสียอีก
ภาพตรงหน้าดูงดงามมากเสียจน ทำเอาเฟิ่งจิ่วเหยียนมินึกหลงใหลไปกับมันไม่ได้
แสงไฟเหล่านั้นพลันลอยเข้ามายังในดวงตาอันแสนเย็นชาของนาง คล้ายกับว่าร่างกายของนางถูกชำระล้าง ยิ่งโคมลอยบินขึ้นไปสูงมากเท่าใด ราวกับว่าพวกมันอิสระโบยบินอยู่บนท้องฟ้าในยามราตรี
ลมหายใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่น
เฟิ่งจิ่วเหยียนมองโคมลอย เซียวอวี้จ้องมองมาที่นาง
ใบหน้าของเฟิงจิ่วเหยียนพลันเผยความโล่งใจออกมาในทันที
“ทุกคนต่างก็มีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ทั้งท่านและข้าล้วนมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ประทานลงมาให้ได้
“หม่อมฉันเพียงหวังว่าฝ่าบาทจักคิดถึงเหลาราษฎร ดูแลรักษาหนานฉีให้ดี เพื่อมิให้เลือดของเหล่าทหารผู้กล้ามากมายที่หลั่งไหลออกมาต้องสูญเปล่า”
เซียวอวี้จับมือของนางเอาไว้
“เราชื่นชมในความสามารถของเจ้า ทั้งยังชื่นชอบความซื่อสัตย์และจงรักภักดีของเจ้าอีกด้วย
“หากมีเจ้าอยู่ข้างกายเราละก็ หนานฉีจักต้อง…”
เฟิ่งจิ่วเหยียนปัดมือของเซียวอวี้ออกในทันที ก่อนจะหันกายกลับมาโค้งคำนับให้แก่เขา
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเข้าใจความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดี ทว่า ใจของหม่อมฉันหนักแน่นยิ่งนัก มิอาจหันเหเปลี่ยนผันไปได้ง่าย”
หากนางตกหลุมรักผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย มันคงไม่ยุติธรรมกับต้วนไหวซวี่ที่ยินยอมตายเพื่อนาง
แม้ว่าในฐานะฮ่องเต้นั้น เซียวอวี้จักปกครองแว่นแคว้นด้วยความมุมานะและเข้มงวดมากก็ตาม ทั้งยังดีกว่าเหล่าฮ่องเต้องค์ก่อนที่มักจะเสเพลมิเอาไหนอีกด้วย
สำหรับนางแล้วนั้น นิสัยที่เอาแน่เอานอนมิได้ ทั้งยังชอบหันมาใส่อารมณ์กับนางนั้น นางมิชอบเอามาก ๆ
ที่นางสัญญาว่าจะลองดูใจเขา ทั้งยังเข้าอยู่เป็นเพื่อนเขาภายในห้องพระอักษรทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยาม นับว่าเป็นความอดทนของนางแล้ว
เซียวอวี้มิสามารถก้าวข้ามเส้นที่ขีดเอาไว้ได้ เพื่อให้เฟิ่งจิ่วเหยียนยอมรับในตัวเขา
ท้ายที่สุดแล้ว เซียวอวี้ก็มิได้ทำอันใดที่ทำให้นางรู้สึกว่าเขาจริงใจเลยแม้แต่น้อย
“ถึงเวลาที่พวกเราจักต้องกลับวังแล้วเพคะ”
เซียวอวี้คว้าแขนของนางเอาไว้ด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“ความตั้งใจจริงของเรา มิใช่เป็นการบีบบังคับให้เจ้ายอมรับมันเอาไว้ เราเพียงอยากให้เจ้าเข้ามาใกล้เราอีกสักนิด อยากให้เจ้าหลงลืมอดีตที่ผ่านไปให้หมด”
เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกว่ามันน่าขันยิ่งนัก
อดีตของนาง เหตุใดเพียงแค่เขาร้องขอแล้วนางจักต้องลืมมันด้วย?
ยามที่ทั้งสองกำลังประชันหน้ากันนั้น พลันมีองครักษ์ผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามารายงานตัวในทันที
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทางชายแดนใต้มีรายงานเข้ามาว่า หนานเจียงและกองทัพใหญ่แห่งเป่ยเยี่ยนร่วมมือกันบุกมาประชิดที่ชายแดนใต้แห่งหนานฉีแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานสงครามกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
สนกมากค่ะ...
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...