เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 450

เฟิ่งจิ่วเหยียนถูกเซียวอวี้ลากไปที่แม่น้ำข้างเมืองในที่สุด

ทั้งสองต้องสวมหน้ากากเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนจดจำเอาได้

นับว่าโชคดีที่คืนนี้มีผู้คนสวมใส่หน้ากากออกมาท่องเที่ยวมากมายเช่นกัน นั่นจึงทำให้พวกเขามิได้ดูเตะตาผู้อื่นมากเท่าใดกัน

เฉินจี๋เดินติดตามทั้งสองคนอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งในมือที่ถือโคมไฟจำนวนมากมายเอาไว้

ริมแม่น้ำมีผู้คนอยู่มากมายนัก ทว่า ส่วนมากมักจะเป็นคู่รักชายหญิงเสียมากกว่า

เซียวอวี้จึงตามหาสถานที่ที่มิมีผู้คนพลุกพล่านมาก ก่อนจะใช้มือ “โยน” โคมไฟลงไปในแม่น้ำด้วยท่าทีมั่นใจ

เฟิ่งจิ่วเหยียน: ?

เฉินจี๋: ?

โคมไฟทั้งหมดจึงจมลงไปในแม่น้ำด้วยความรวดเร็ว

เซียวอวี้ขมวดคิ้วเป็นปมไปในทันที พลางหันไปกล่าวโทษเฉินจี๋ว่า

“เจ้าซื้ออะไรมากัน?”

หาได้มีอันใดลอยขึ้นมาได้ไม่

เฉินจี๋:กระหม่อมเป็นผู้บริสุทธิ์! ทว่า กระหม่อมมิอาจพูดออกมาได้

เมื่อเซียวอวี้กำลังจะโยนโคมไฟอันสุดท้ายลงแม่น้ำไปนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเข้าไปห้ามเขาเอาไว้

นางมองเขาราวกับกำลังมองคนต่างเผ่าอยู่ก็ไม่ปาน

“ท่านมิเคยปล่อยโคมลอยหรือ?”

“อื้ม”

เซียวอวี้มิคิดว่าการปล่อยสิ่งของเล็ก ๆ เช่นนี้จักต้องใช้มีประสบการณ์ใด ๆ ไม่

เมื่อมีเขามาเปรียบเทียบนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงกลายเป็นผู้มีความอดทนขึ้นมาทันที

เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งยอง ๆ ลง ก่อนจะเปิดฐานของตะเกียงออกมา และค่อย ๆ วางมันลงไปในน้ำ

เมื่อนางดึงมือกลับมานั้น ตะเกียงไฟก็ยังคงลอยอยู่เหนือน้ำเช่นเดิม

เมื่อเซียวอวี้เห็นเช่นนั้น เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า

“บุรุษแซ่ต้วนผู้นั้นก็เคยปล่อยโคมลอยกับเจ้างั้นรึ?”

เฟิ่งจิ่วเหยียนมิได้ปิดบังอะไร

“ใช่เพคะ”

ขณะที่เฟิ่งจิ่วเหยียนจ้องมองไปที่ตะเกียง นางก็เกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นจนหวนคิดไปถึงเรื่องราวในอดีต

เซียวอวี้รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ทว่า มิอาจแสดงทางสีหน้าออกมาได้

“เขาช่างเป็นบุรุษคารมดีเสียจริง”

ไม่ว่าคนผู้นี้จักดีเพียงใด แต่เขาก็ตายไปแล้ว!

ในมุมมองของเฉินจี๋นั้น รอยยิ้มของฝ่าบาทช่างน่ากลัวกว่ายามที่พระองค์โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก มิต่างอันใดกับสนมในวังหลังที่ใบหน้าบูดเบี้ยวไปด้วยความหึงหวงเลยแม้แต่น้อย

……

เมื่อเวลาใกล้จะถึงเที่ยงคืนแล้วนั้น เซียวอวี้จึงคว้ามือเฟิ่งจิ่วเหยียนแล้วพานางไปยังหอไจซิงที่สูงที่สุดในทันที

ในวันปกติธรรมดานั้น มักจะมีเหล่าบัณฑิตมากมายต่างพากันมาถกเถียงบทกลอนเล่นหมากล้อมกันที่นี่

ทว่า ราตรีคืนนี้กลับไร้ผู้คนยิ่งนัก

มิต้องคิดสิ่งใดเลย นั่นต้องเป็นเพราะอำนาจของฮ่องเต้อย่างแน่นอน

เฟิ่งจิ่วเหยียนหาได้สนใจการดูดาวไม่

เซียวอวี้เองก็มิได้พานางมาดูดาวเช่นกัน

ทว่า หลังจากขึ้นมาด้านบนสุดแล้วนั้น ก็จักเห็นโคมลอยที่มิอาจนับได้กำลังทะยานขึ้นสู่บนท้องฟ้าอย่างช้า ๆ

สายลมเอื่อย ๆ ในยามค่ำคืนที่พัดให้โคมลอยขึ้นไปนั้น ถึงแม้ภายนอกจักดูบอบบาง หากแต่ดวงไฟภายในโคมกลับสว่างพร่างพราว มิต่างอันใดกับดวงดาวในยามราตรีที่กำลังส่องแสงระยิบระยับออกมา ทั้งยังดูอบอุ่นและน่ามองเสียยยิ่งกว่าดวงดาวเหล่านั้นเสียอีก

ภาพตรงหน้าดูงดงามมากเสียจน ทำเอาเฟิ่งจิ่วเหยียนมินึกหลงใหลไปกับมันไม่ได้

แสงไฟเหล่านั้นพลันลอยเข้ามายังในดวงตาอันแสนเย็นชาของนาง คล้ายกับว่าร่างกายของนางถูกชำระล้าง ยิ่งโคมลอยบินขึ้นไปสูงมากเท่าใด ราวกับว่าพวกมันอิสระโบยบินอยู่บนท้องฟ้าในยามราตรี

ลมหายใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่น

เฟิ่งจิ่วเหยียนมองโคมลอย เซียวอวี้จ้องมองมาที่นาง

ใบหน้าของเฟิงจิ่วเหยียนพลันเผยความโล่งใจออกมาในทันที

“ทุกคนต่างก็มีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ทั้งท่านและข้าล้วนมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่สวรรค์ประทานลงมาให้ได้

“หม่อมฉันเพียงหวังว่าฝ่าบาทจักคิดถึงเหลาราษฎร ดูแลรักษาหนานฉีให้ดี เพื่อมิให้เลือดของเหล่าทหารผู้กล้ามากมายที่หลั่งไหลออกมาต้องสูญเปล่า”

เซียวอวี้จับมือของนางเอาไว้

“เราชื่นชมในความสามารถของเจ้า ทั้งยังชื่นชอบความซื่อสัตย์และจงรักภักดีของเจ้าอีกด้วย

“หากมีเจ้าอยู่ข้างกายเราละก็ หนานฉีจักต้อง…”

เฟิ่งจิ่วเหยียนปัดมือของเซียวอวี้ออกในทันที ก่อนจะหันกายกลับมาโค้งคำนับให้แก่เขา

“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันเข้าใจความรู้สึกของท่านเป็นอย่างดี ทว่า ใจของหม่อมฉันหนักแน่นยิ่งนัก มิอาจหันเหเปลี่ยนผันไปได้ง่าย”

หากนางตกหลุมรักผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย มันคงไม่ยุติธรรมกับต้วนไหวซวี่ที่ยินยอมตายเพื่อนาง

แม้ว่าในฐานะฮ่องเต้นั้น เซียวอวี้จักปกครองแว่นแคว้นด้วยความมุมานะและเข้มงวดมากก็ตาม ทั้งยังดีกว่าเหล่าฮ่องเต้องค์ก่อนที่มักจะเสเพลมิเอาไหนอีกด้วย

สำหรับนางแล้วนั้น นิสัยที่เอาแน่เอานอนมิได้ ทั้งยังชอบหันมาใส่อารมณ์กับนางนั้น นางมิชอบเอามาก ๆ

ที่นางสัญญาว่าจะลองดูใจเขา ทั้งยังเข้าอยู่เป็นเพื่อนเขาภายในห้องพระอักษรทุกวัน วันละหนึ่งชั่วยาม นับว่าเป็นความอดทนของนางแล้ว

เซียวอวี้มิสามารถก้าวข้ามเส้นที่ขีดเอาไว้ได้ เพื่อให้เฟิ่งจิ่วเหยียนยอมรับในตัวเขา

ท้ายที่สุดแล้ว เซียวอวี้ก็มิได้ทำอันใดที่ทำให้นางรู้สึกว่าเขาจริงใจเลยแม้แต่น้อย

“ถึงเวลาที่พวกเราจักต้องกลับวังแล้วเพคะ”

เซียวอวี้คว้าแขนของนางเอาไว้ด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“ความตั้งใจจริงของเรา มิใช่เป็นการบีบบังคับให้เจ้ายอมรับมันเอาไว้ เราเพียงอยากให้เจ้าเข้ามาใกล้เราอีกสักนิด อยากให้เจ้าหลงลืมอดีตที่ผ่านไปให้หมด”

เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกว่ามันน่าขันยิ่งนัก

อดีตของนาง เหตุใดเพียงแค่เขาร้องขอแล้วนางจักต้องลืมมันด้วย?

ยามที่ทั้งสองกำลังประชันหน้ากันนั้น พลันมีองครักษ์ผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามารายงานตัวในทันที

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ทางชายแดนใต้มีรายงานเข้ามาว่า หนานเจียงและกองทัพใหญ่แห่งเป่ยเยี่ยนร่วมมือกันบุกมาประชิดที่ชายแดนใต้แห่งหนานฉีแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นานสงครามกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย