องค์หญิงน้อยสวมชุดสีสันสดใส ดวงตากลมโตงดงามเต็มไปด้วยความยินดี
นางทำความเคารพเซียวอวี้ตามประสา จากนั้นก็นั่งลงบนม้านั่งตัวเดียวกับเฟิ่งจิ่วเหยียน
“เสด็จพี่ฮ่องเต้ ท่านพ่อฟื้นแล้ว! ท่านหมอบอกว่าท่านพ่อปลอดภัยแล้ว ขอเพียงทานยาตรงเวลา ไม่นานก็จะกลับมาแข็งแรง!”
องค์หญิงน้อยเดิมทีก็อยู่ในวัยไร้เดียงสาและไร้ความกังวล ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายได้คลี่คลายแล้ว รอยยิ้มจึงยิ่งเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์
เซียวอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มโดยใบหน้าไม่แสดงความรู้สึก
“เซียวหย่า ชายหญิงมิควรแตะเนื้อต้องตัวกัน”
องค์หญิงน้อยมองดูคล้ายนกกระทา นางก้มหัวลง
“หม่อมฉันรู้”
รุ่ยอ๋องที่มีสีหน้าดูอ่อนโยน เอ่ยโน้มน้าวว่า “ฝ่าบาท องค์หญิงยังเด็ก บวกกับจู้กั๋วกงเพิ่งจะฟื้นตัว การดีใจชั่วครั้งชั่วคราวก็เป็นอารมณ์ปกติของคนเรา”
เซียวอวี้สั่งการองครักษ์: “เพิ่มที่นั่งให้องค์หญิงด้วย”
ผลสุดท้าย...
บุรุษสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกัน ส่วนองค์หญิงน้อยนั่งอยู่ลำพังที่โต๊ะด้านข้าง มองดูโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
นี่ถือว่าเพิ่มที่นั่งแบบใดกัน?
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเพิ่มโต๊ะ!
ฮือฮือ...เสด็จพี่ฮ่องเต้ทรงใจร้ายจริง ๆ!
หลังอาหาร เซียวอวี้ต้องการจะไปจวนจู้กั๋วกง และถือโอกาสไปส่งองค์หญิงน้อยกลับด้วย
องค์หญิงน้อยจู่ ๆ ก็คว้าแขนเสื้อของเฟิ่งจิ่วเหยียน พร้อมเอ่ยด้วยใบหน้าที่จริงใจ
“พี่ชายใหญ่ ท่านกลับไปจวนอ๋องกับข้าได้หรือไม่? ข้าบอกท่านพ่อแล้วว่า เป็นท่านที่ช่วยข้าไว้ ท่านพ่ออยากจะพบท่าน และขอบคุณท่านต่อหน้า”
เฟิ่งจิ่วเหยียนปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ฝากองค์หญิงน้อยไปบอกท่านอ๋องด้วย มันมิใช่บุญคุณยิ่งใหญ่อันใด...”
“พี่ชายใหญ่ ไปเถิด ท่านพ่อได้เตรียมของขวัญอันงามไว้ให้ท่านแล้ว!”
ตงฟางซื่อผลักเฟิ่งจิ่วเหยียนเข้าไปในรถม้าทันที
“ยากที่จะปฏิเสธน้ำใจเช่นนี้ เจ้าอย่าปฏิเสธเลย”
ท้ายที่สุด เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ถูกบังคับให้ขึ้นไปนั่งในรถม้า
สิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจคือ เนื่องจากชายหญิงมิควรแตะเนื้อต้องตัวกัน นางจึงต้องขึ้นรถม้าคันของเซียวอวี้
องค์หญิงน้อยนอนฟุบอยู่ข้างหน้าต่างรถม้า และหันหลังไปมองอยู่บ่อยครั้ง ทำเหมือนกลัวว่าพี่ชายใหญ่จะหายไป
ภายในห้องโดยสาร
เฟิ่งจิ่วเหยียนนิ่งเงียบมิเอ่ยสิ่งใด
เซียวอวี้พลันถามขึ้นว่า
“นางเคยไปหาเจ้าหรือไม่”
เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “คนที่ท่านพูดถึงคือผู้ใด?”
เซียวอวี้เงยหน้าขึ้นและมองไปที่นาง ทว่ากลับมิตอบสิ่งใด ราวกับว่าคำพูดเมื่อครู่นี้มิได้เอ่ยกับนาง
ทว่าหลังจากนั้น ทั้งสองคนก็นิ่งเงียบเช่นนี้ไปตลอดจนกระทั่งถึงจวนจู้กั๋วกง
จู้กั๋วกงบาดเจ็บทั้งตัว ทว่ายังลุกขึ้นมาต้อนรับ
“กระหม่อม ถวายบังคมฝ่าบาท”
จากนั้นก็กลายเป็นสภาพเช่นนี้...
ตงฟางซื่อหัวเราะจนน้ำตารื้นตรงหางตา
......
ณ จวนจู้กั๋วกง
ในห้องหนังสือ
เซียวอวี้กับจู้กั๋วกงกำลังคุยกันเรื่องสำคัญ องค์หญิงน้อยกำลังวาดภาพเล่นอยู่ใกล้ ๆ พวกเขา
เรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน นางฟังไม่เข้าใจ จึงมิได้พูดขัดจังหวะอย่างเชื่อฟัง
ทว่าเซียวอวี้กลับยังไม่ละเว้นนาง
ก่อนจะกลับ เขาตั้งใจบอกเตือนจู้กั๋วกง
“เซียวอวี้อายุแปดขวบแล้ว ควรรู้ว่าชายหญิงมิควรแตะเนื้อต้องตัวกัน”
จู้กั๋วกงก็สังเกตเห็นเช่นกัน เด็กผู้นี้สนิทสนมกับซูฮ่วนเป็นพิเศษ
หูขององค์หญิงน้อยตั้งชัน รีบเงยหน้าขึ้นเอ่ยทันที
“เสด็จพี่ฮ่องเต้ ท่านกำลังพูดว่าร้ายหม่อมฉัน!”
จู้กั๋วกงตำหนิอย่างรุนแรง
“ฝ่าบาททรงเตือนเพราะความหวังดี ถึงแม้ซูฮ่วนจะช่วยเจ้าไว้ เจ้าก็มิควรทำตัวเกินความเหมาะสมเช่นนั้น ทั้งแนบชิดตัวเขา ทั้งยังคล้องแขนเขา…”
“ทว่า...” องค์หญิงน้อยทรงรู้สึกคับข้องใจ “ทว่าพี่ชายใหญ่เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเป็นสตรี!”
เซียวอวี้ถึงกับตะลึงงันในทันที ราวกับร่างกายถูกทำให้หยุดนิ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...