วันรุ่งขึ้น
ด้านนอกโรงพักแรม
หลังจากที่ทุกคนจัดเตรียมของเสร็จแล้วนั้น ก็เตรียมตัวออกเดินทางในทันที
รถม้ามีเพียงหนึ่งคันเท่านั้น ย่อมเป็นคันที่ให้ฮ่องเต้นั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนและตงฟางซื่อจึงขี่ม้า
จู้กั๋วกงออกมาส่งเซียวอวี้พลางเอ่ยพูดคุยกับเขา
เฟิ่งจิ่วเหยียนที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวภายในรถม้าเล็กน้อยนั้น ยามที่คิดจะเข้าไปดู จู่ ๆ กลับมีหัวโผล่ออกมา ที่แท้เป็นองค์หญิงน้อยที่นั่งอยู่ด้านในนั่นเอง
นางกอดผ้าห่อของสีชมพูดเอาไว้ พลางหันมามองเฟิ่งจิ่วเหยียนด้วยท่าทีตื่นเต้น
“พี่ชายใหญ่ ข้าจะไปพักอยู่กับพี่ชายฮ่องเต้ที่เมืองหลวงสักระยะ! ท่านเข้ามานั่งกับข้าเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วเหยียนรีบถอยตัวออกมาในทันที
“องค์หญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ ชายหญิงสมควรจักมีระยะห่างต่อกัน”
ขณะที่นางกำลังถอยตัวออกมานั้น นางเกือบจะชนเข้ากับเซียวอวี้ที่อยู่ด้านหลังของนาง
ข้างหูพลันมีน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความเย็นชาดังออกมาว่า
“มิเป็นอันใด ในเมื่อองค์หญิงน้อยเห็นว่าเจ้าเป็นสหาย คุณชายซู อย่าได้ปฏิเสธไปเลย”
องค์หญิงน้อยพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนจะใช้แรงดึงมือของเฟิ่งจิ่วเหยียนเอาไว้
“พี่ชายใหญ่...”
เฟิ่งจิ่วเหยียนยังคงถอนมือของนางออกมาด้วยท่าทีเรียบเฉย พลางเอาไว้ด้านหลัง
“ข้าคุ้นชินกับการขี่ม้ามากกว่า”
“ก็ได้” องค์หญิงน้อยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ทว่า นางมิอยากถูกเกลียด
ในขณะเดียวกัน จู้กั๋วกงพลันเดินเข้ามาเอ่ยถามด้วยท่าทีมิค่อยวางใจว่า
“หย่าหยา จักมิเอาเสี่ยวเถาไปด้วยจริง ๆ หรือ? ระหว่างทางไม่มีสาวใช้คอยดูแลเจ้าเช่นนี้ ข้ามิวางใจนัก”
องค์หญิงน้อยพลางเอ่ยออกมาด้วยท่าทีมั่นใจในทันที “ข้าอายุแปดขวบแล้ว! ข้าทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้แล้ว!”
นางหาได้บอกกับบิดาของตนเองไม่ ว่านางอยากเป็นเฉกเช่นพี่ชายใหญ่ เป็นจอมยุทธ์หญิง มีจอมยุทธ์หญิงคนใดมีสาวใช้อยู่ข้างกายกันเล่า เช่นนั้นนับว่าขายขี้หน้าผู้คนยิ่งนัก
จู้กั๋วกงที่มิอาจหว่านล้อมอันใดได้นั้น “เจ้าอย่าลืมเขียนจดหมายส่งถึงพ่อด้วย”
ยังมิทันที่จู้กั๋วกงจะพูดจบ ม่านพลันถูกปิดลงมาในทันที ราวกับว่าบุตรสาวของเขามิชอบวาจาจ้ำจี้จ้ำไชของตนเอง
ในเวลาเดียวกัน เซียวอวี้พลางเหลือบตามองเฟิ่งจิ่วเหยียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นรถม้าไป
ข้างกายของฝ่าบาทมีเพียงเฉินจี๋เป็นองครักษ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
หลังจากออกจากเมืองเซวียนแล้วนั้น ทางด้านหน้าพลันมีทางแยกอยู่หนึ่งสาย
เฟิ่งจิ่วเหยียนและตงฟางซื่อต้องเดินทางขึ้นไปยังทางทิศตะวันออก เพื่อกลับไปเมืองตงซิ่น
เมืองหลวงนั้น เพียงแค่มุ่งหน้าไปยังถนนสายหลักทางใต้เป็นพอ
เซียวอวี้พลางส่งสายตาให้กับองค์หญิงน้อย ไม่นานนางก็เข้าใจได้ในทันที
องค์หญิงน้อยจึงลุกขึ้นยืน พร้อมกล่าวว่า
“พี่ชายใหญ่ เสด็จพ่อเตรียมของขวัญมากมายเอาไว้ให้ข้า ต้องขอบคุณพวกท่านที่ให้อยู่อาศัย ให้อาหารข้ากิน ข้าจักไปหมู่บ้านเสิ่นเจียอู่กับพวกท่านด้วย เพื่อเป็นการขอบคุณพวกท่านจากใจจริง”
ตงฟางซื่อหาได้สนใจไม่ “ความตั้งใจขององค์หญิงน้อยเช่นนี้ พวกเราย่อมมิอาจปฏิเสธไปได้ เกรงว่าจะเป็นการทำให้ฝ่าบาทเสียเวลาในการกลับเมืองหลวงเสียมากกว่า”
เซียวอวี้พลางเอ่ยออกมาด้วยความเย็นชา
“มิเป็นอันใด”
ดวงตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันมืดครึ้มลง ทว่า นางหาได้เอ่ยอันใดออกมาไม่
……
นี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้เสด็จเยือนกลุ่มพันธมิตรอู่หลินด้วยตนเอง
แท้จริงแล้ว เซียวอวี้เคยมาที่นี่ในตอนที่เขาปลอมตัวเป็นองครักษ์ใบ้ ทว่า เขามัวแต่ให้ความสนใจกับการก่อกบฏในเมืองเซวียน จึงมิได้คิดที่จะทักทายหรือทำความรู้จักกับผู้คนในยุทธภพมากนัก
องค์หญิงน้อยมอบของขวัญให้กับผู้คนมากมาย ด้วยรูปร่างหน้าตาที่น่ารักไร้เดียงสา จึงทำให้นางเป็นที่รักของคนทุกคน
เซียวอวี้ยังคงนั่งอยู่บนรถม้า ด้วยใบหน้าที่มืดครึ้ม หาได้พูดเล่นหยกล้ออันใดไม่
ในฐานะคนสนิทของฝ่าบาทนั้น แม้แต่เฉินจี๋เองก็ไม่อาจเดาได้ว่าฝ่าบาทกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ราวกับว่าฝ่าบาทหาได้รีบร้อนกลับไปที่เมืองหลวงไม่
เมื่อมอบของขวัญหมดแล้วนั้น ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางเสียที
หากแต่ องค์หญิงน้อยพลางเอ่ยออกมาด้วยท่าทีน่าสงสารว่า
อีกทั้ง เขาหาได้ตัดสินใจแทนซูฮ่วนได้ไม่
ตงฟางซื่อจึงคิดที่จะปฏิเสธก่อน “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ซูฮ่วนเคยชินกับการไปมาผู้เดียว รักความอิสระมิชอบกฎเกณฑ์ ในพันธมิตรอู่หลินยังมีผู้มากฝีมืออีกมากมายนัก ทั้งยังเหมาะสมมากกว่าเขาอีกด้วย”
เซียวอวี้หาได้ตอบอันใดไม่ ก่อนทอดสายตาจะไปหยุดที่องค์หญิงน้อยและผู้ที่ถูกองค์หญิงน้อยคอยพัวพันอยู่
“ในพันธมิตรอู่หลินทั้งหมดนั้น เราไว้ใจรองผู้นำพันธมิตรซูเพียงคนเดียวเท่านั้น”
ตงฟางซื่อ :? ? ?
แล้วเขาเล่า?
การก่อกบฏที่เมืองเซวียนนั้น เป็นเขาที่เสี่ยงชีวิตของตนเองปลอมตัวเป็นฮ่องเต้ เพื่อไปเปิดค่ายกลของประตูเมือง
เหตุใดเขาถึงไว้ใจไม่ได้แล้วเล่า?
ฝ่าบาทช่างโหดเหี้ยมไร้ใจยิ่งนัก ใช้งานเสร็จก็คิดจะเฉดหัวทิ้งไปเลยงั้นหรือ
ยิ่งคิดมากเท่าใดตงฟางซื่อยิ่งไม่สบอารมณ์มากเท่านั้น ตงฟางซื่อพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ พลางแย้มยิ้มเอ่ยถามกลับไปว่า
“ทูลถามฝ่าบาท ที่พระองค์มิอาจไว้ใจผู้อื่นได้เป็นเพราะเกิดความหวาดระแวงในใจงั้นหรือ?”
ดวงตาสีน้ำหมึกเข้มพลันฉายแววลึกล้ำออกมา
“หาใช่ไม่ ซูฮ่วนกับอดีตฮองเฮานั้นเป็นคนสนิทชิดเชื้อกัน เป็นเพราะเหตุนี้ เราถึงได้เชื่อใจเขา”
พูดจบ เซียวอวี้พลันลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปที่ริมหน้าต่างพลางเอามือไพล่หลังเอาไว้
“ผู้นำตงฟางยินยอมหรือไม่?”
ประโยคสุดท้ายแสดงให้เห็นถึงความสงบเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยอำนาจที่มิอาจขัดขวางของฮ่องเต้ได้
ดูเหมือนจะมีทางให้เลือกเดิน ทว่า หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ตงฟางซื่อพลางมองตามสายตาของฝ่าบาทที่ทอดมองออกไปไกล ก่อนจะไปหยุดตรงที่ซูฮ่วนและองค์หญิงน้อย
หากแต่สายตาของฝ่าบาทนั้น หาได้เหมือนกับมองดูลูกพี่ลูกน้องของตนไม่ กลับเจือไปด้วยความเยือนเย็น ราวกับว่าพบเห็นศัตรูคู่แค้นของตนเองมารวมตัวกัน จนอดมิได้ที่จะเข้าไปขยำร่างของพวกเขาให้แหลกสลายเป็นชิ้น ๆ.......
เมื่อตงฟางซื่อคิดอะไรบางอย่างออกมาได้นั้น ทั่วฝ่ามือพลันเย็นเยียบไปในทันที
อดีตฮองเฮาที่เพิ่งหย่าร้างไป สหายสนิท... ทั้งยังมี “ความเชื่อใจ” ของฝ่าบาทที่มีต่อซูฮ่วนเป็นพิเศษอีก
ซูฮ่วนผู้นี้ คงมิได้ไปขโมยสตรีของฝ่าบาทมาใช่หรือไม่! ! !

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...