เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 546

หาได้เหมือนตอนที่อยู่ในเมืองหลวงไม่ หลังจากที่อู๋ไป๋มาที่พันธมิตรอู่หลินแล้วนั้น เขาก็มักจะสวมใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา มิยอมเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของตนเองให้ผู้ใดเห็น

เมื่อฮ่องเต้มาเยือนที่พันธมิตรอู่หลินในวันนี้ อู๋ไป๋จึงไม่กล้าที่จะเผยตัวตนออกมามากกว่าเดิม

เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ทัพน้อยจะคุ้มกันฮ่องเต้และองค์หญิงไปที่เมืองหลวงนั้น เขาก็เริ่มตื่นตระหนกออกมาในทันที

เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีใจเย็นว่า

“เจ้ามิเหมาะสมที่จะติดตามข้าอีก ไปเมืองผางก่อนเสีย”

อู๋ไป๋พลางรับคำ “ขอรับ!”

……

อีกด้านหนึ่ง

สถานที่ถิ่นทุระกันดารในหนานฉี

หลังจากฟังคำรายงานของผู้บังคับบัญชาของตนเองแล้วนั้น นายท่านที่อยู่ภายในห้องพลันมีอาการโกรธเกรี้ยวไปในทันที

“หวังโซ่วเหรินต้องการลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้? เป็นผู้ใดสั่งให้เขาทำกัน!”

ในขณะเดียวกัน พลันมีชายชุดคลุมสีขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง พร้อมทั้งปิดบังหน้าตาของตนเองจนมองไม่ออกว่าเป็นผู้ใด

เขาเอ่ยกับผู้ที่อยู่ด้านในฉากกั้นว่า

“ข้าเคยพบกับหวังโซ่วเหริน ในยามนั้นเขาหาได้เปิดเผยถึงแผนการที่จะลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ไม่ เกรงว่าเขาคงตัดสินใจทำลงไปเช่นนั้นยามที่ตนเองเดินมาถึงทางตัน”

“ข้าบอกกับเขาไปอย่างละเอียดแล้วว่า การแสร้งยักยอกเบี้ยหวัดทหารนั้นเป็นแผนปลอม จุดประสงค์ที่แท้จริงคือขุมสมบัติในเมืองเซวียนต่างหาก หวังโซ่วเหรินกลับก่อเรื่องโดยการปลงพระชนม์ฮ่องเต้เช่นนี้ ช่างเป็นการรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากเรื่องวุ่นวายอื่น ๆ ”

น้ำเสียงของชายเสื้อคลุมสีขาวพลางเอ่ยออกมาด้วยความเย็นชา

“มิอาจเชื่อใจหวังโซ่วเหรินได้ ผู้พิทักษ์ซ้ายท่านลองคิด ๆ ดูเถิดว่าตนเองจักเอ่ยกับประมุขพรรคเช่นไร

“เกรงว่าทางราชสำนักจะระแคะระคายอันใดออกมาได้จนตามสืบมาถึงพรรคเทียนหลงของพวกเรา

“ท่านก็รู้ดีว่า ประมุขพรรคมิอยากเผชิญหน้ากับราชสำนักโดยตรง อย่างน้อยก็ในตอนนี้”

คำพูดเหล่านั้นราวกับโยนหินใส่คนที่ตกลงไปในบ่อ จากนั้นชายเสื้อคลุมสีขาวก็เดินจากไป

ผู้พิทักษ์ซ้ายที่อยู่ภายในฉากกั้นนั้น พลันเอ่ยถามกับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“ยังหาแผนที่สมบัติไม่เจออีกหรือ!”

ผู้ใต้บังคับบัญชาพลันตอบกลับว่า “นายท่านขอรับ ยังไม่เจอขอรับ ทว่า มีข่าวว่าแผนที่สมบัติได้ไปอยู่ในมือของฮ่องเต้แล้ว ท่านผู้นำต้องการใหส่งคนไปแย่งมันมาหรือไม่ขอรับ? ถึงอย่างไรองครักษ์รอบกายของฮ่องเต้หาได้มีมากมายไม่”

ปั้ง

เพียงแค่ผู้ที่อยู่ในฉากกั้นส่งกำลังภายในออกมานั้น ก็ทำเอาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาล้มลงไปกับพื้นในทันที

พลางหัวเราะเยาะเย้ยออกมาว่า

“เจ้ามิได้ยินราชามังกรขาวกล่าวออกมาหรือว่า ในยามนี้ห้ามแตะต้องราชสำนัก

“เจ้ายังกล้าไปแย่งชิงของที่อยู่ในมือของฮ่องเต้มาอีกหรืออย่างไร?”

ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงลุกขึ้นยืนในทันที พลางกล่าวว่า “นายท่านได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย! เป็นข้าน้อยที่โง่เขลายิ่งนัก!”

พูดจบ ผู้พิทักษ์ซ้ายจึงสั่งการออกมาว่า

“แผนการการลอบปลงพระชนม์ของหวังโซ่วเหรินนั้น จักต้องมีคนคอยสั่งการอย่างแน่นอน ไปสืบหามาเสีย หากว่าเป็นคนในราชสำนักแล้วละก็ พวกเราอาจจะสามารถใช้ประโยชน์จากเขาได้ หากว่าเป็นคนของพรรคเทียนหลงละก็ ย่อมหมายความว่าเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับเรา! คนเช่นนี้ กำจัดทิ้งเสีย!”

ภายในพรรคเทียนหลงนั้น มีคนมากมายที่ละโมบอยากได้ตำแหน่งของเขามากนัก

ถึงอย่างไรนอกจากท่านประมุขแล้วนั้น ผู้พิทักษ์ทั้งซ้ายขวาล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุด

แม้กระทั่งอ๋องเก้าเองก็มีเพียงแค่นาม ฐานะเท่านั้น หาได้มีอำนาจที่แท้จริงไม่

คนที่เรียกว่า “คนของตัวเอง” นั้น ก็ต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังไว้

“ขอรับ!” หลังจากได้รับคำสั่งนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาก็รายงานเรื่องสำคัญขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งว่า “นายท่านขอรับ ซูฮ่วนปรากฏตัวขึ้น ยามที่มีการก่อกบฏภายในเมืองเซวียน”

ซูฮ่วน!

เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ บุรุษที่อยู่ด้านในฉากกั้นถึงกับลุกขึ้นยืนในทันที เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะกดเสียงต่ำกล่าวออกมาว่า “ในที่สุดก็ยอมเผยตัวออกมาเสียที”

……

ในเวลาเดียวกัน ในมุมที่มิมีผู้ใดรู้จัก สตรีที่สวมผ้าคลุมหน้านางหนึ่งนั้นกำลังเป่าขลุ่ยหยกของตนเอง พร้อมด้วยแววตาที่แสดงความเศร้าใจออกมาเล็กน้อย

ทั่วร่างของเซียวอวี้สวมใส่อาภรณ์สีดำ บนหัวมีมงกุฎหยกประดับเอาไว้ เรียวคิ้วและสายตาที่เจือไปด้วยความเย็นชา

……

ภายในหมู่บ้านเสิ่นเจียอู่มิได้มีงานรื่นเริงมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะงานมงคลที่เป็นเรื่องดี ๆ ย่อมไม่แบ่งปันไปยังคนภายนอกเช่นนี้

งานแต่งงานของหมู่บ้านแห่งนี้นั้น จะเริ่มขึ้นหลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินไปจนกระทั่งพระอาทิตย์โผล่ขึ้นฟ้าในวันที่สอง

หลังจากเสร็จพิธีการต่าง ๆ นั้น เหล่าญาติมิตรสหายสนิทก็จะพากันออกมาร้องเล่นเต้นรำรอบกองไฟเพื่อเฝ้ายามข้ามคืนให้คู่บ่าวสาว

นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอวี้ได้เห็นธรรมเนียมเช่นนี้

ตงฟางซื่อที่อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยอธิบายให้เขาฟัง

“นี่เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานานหลายร้อยปีก่อน จนส่งต่อมาถึงทุกวันนี้

“ในคราแรกเป็นเพราะความวุ่นวายจากศึกสงคราม ทำให้การจัดงานแต่งงานนั้นหาใช่เรื่องง่ายไม่ พวกเขากลัวว่าคู่บ่าวสาวจักถูกข้าศึกเข้ามาก่อกวน ดังนั้นเหล่าญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงทั้งหลายจึงพากันมารวมตัวเพื่อปกป้องพวกเขายามเข้าไปในเรือนหอ

“ในยามนี้ เมื่อหมู่บ้านเสิ่นเจียอู่มิถูกผู้คนภายนอกเข้ามารบกวนแล้วนั้น การเฉลิมฉลองจึงค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นการร้องเพลงและเต้นรำแทน

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะพวกเราร้องตะโกนเสียงดังเกินไป จนรบกวนการพักผ่อนของพระองค์หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ตงฟางซื่อยิ้มตาหยี่ออกมาราวกับสุนัขจิ้งจอก

เซียวอวี้กล่าวออกมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า “มิมีอันใด”

สายตาของเซียวอวี้จับจ้องมองไปยังซูฮ่วนที่อยู่ไม่ไกล

ในยามนี้ นางนั่งอยู่ตรงกลางฝูงชน โดยมีกลองเล็ก ๆ อยู่ข้างหน้า ก่อนจะตีหัวกลองด้วยความครื้นเครง เพื่อให้เหล่าสตรีมากมายร้องเต้น

ไม่นานนัก พลันมีแม่นางผู้หนึ่งเดินเข้ามาเชื้อเชิญนางให้ลุกขึ้นมาเต้นด้วย เฟิ่งจิ่วเหยียนได้แต่ส่ายหัวไปมา ก่อนจะรับจอกสุราในมือของแม่นางผู้นั้นมากินหมดจอก

หลังจากที่แม่นางผู้นั้นเดินออกไปแล้ว ยังคงหันมามองเฟิ่งจิ่วเหยียนด้วยแววตาตัดพ้อ

ตงฟางซื่อแย้มยิ้มกล่าวออกมา

“นี่ถือเป็นวิธีการขอความรักของสตรีในหมู่บ้านเสิ่นเจียอู่อย่างหนึ่ง จะยอมรับนางหรือจะยอมดื่มสุรา เกรงว่าคืนนี้ซูฮ่วนคงมิผ่านไปได้ง่าย ๆ แน่ ฝ่าบาทเชิญตามอัธยาศัยเลยนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจักเข้าไปช่วยเขาเสียหน่อย”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย