เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 596

เมื่อเศษละอองฝุ่นจางหายออกไปแล้วนั้น ก็พลันพบกับสตรีที่สวมใส่ผ้าคลุมหน้านางหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังของท่านประมุข ก่อนจะใช้มีดด้ามเดียวปลิดชีพประมุขพรรคเทียนหลง

เพียงแค่มองครั้งเดียว เฟิ่งจิ่วเหยียนก็จำได้ในทันทีว่าสตรีผู้นี้คือคนที่ยืมมือมาช่วยเหลือนางภายในอารามเต๋าคืนนั้น ทั้งยังเรียกขานตัวเองว่า “จางเสวี่ย”

“แม่นางหร่าน! เจ้ากำลังทำอะไร!” เหล่าลูกศิษย์พรรคเทียนหลงที่จดจำนางได้จากไกล ๆ นั้น พลางเอ่ยถามด้วยความโกรธแค้น

ประมุขพรรคที่ถูกแทงนั้น พลันหันมาคว้าคอของหร่านชิวเอาไว้

เขามิเคยคิดเลยว่า ลูกศิษย์ที่รักของตนเอง จักกล้ากระทำตัวหักหลังต่อตนเองเช่นนี้ได้

ประมุขพรรคที่กำลังรวบรวมกำลังภายในเมื่อครู่นั้น เขาย่อมมิมีทางรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นได้ทัน ผู้ที่ลงมือกับเขาในยามนี้ ถือว่าเป็นการมุ่งร้ายจะเอาชีวิตเลยทีเดียว!

เขาต้องการฆ่านังคนทรยศผู้นี้!

หากแต่เซียวอวี้ก้าวไวกว่าเขาไปหนึ่งก้าว พลางประทับฝ่ามือไปที่ด้านหลังประมุขพรรคในทันที

ฉึก—

เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นบนผ้าคลุมหน้าของหร่านชิว แววตาของนางเจือไปด้วยความอำมหิต พร้อมทั้งแทงมีดลงไปที่ทรวงอกของประมุขพรรคเทียนหลงในทันที

มิคิดมิฝันใช่หรือไม่ ว่าผู้ที่มีวรยุทธ์สูงส่งเช่นประมุขพรรคจักมาตกตายอยู่ในเงื้อมมือของนางเช่นนี้ได้

ไส้เดือนตัวเล็ก ๆ ยังสามารถโค้นล่มไม้ใหญ่ได้

หร่านชิวพลันดึงมีดออกมา พร้อมกับร่างของประมุขพรรคที่ล้มลงบนพื้น เรี่ยวแรงที่ค่อย ๆ หายไป มิอาจรวบรวมกลับมาได้อีกครั้ง

ประมุขพรรคพลางจ้องมองที่หร่านชิวอย่างเอาเป็นเอาตาย

“อาหร่าน...อาหร่าน! เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้!”

หร่านชิวพลันแสดงท่าทีจริงจังออกมา

“ท่านประมุขพรรค เหตุใดท่านจึงคิดก่อกบฏขึ้นมาเช่นนี้ได้?

“ข้ากำลังผดุงความยุติธรรมให้ใต้หล้า!”

พูดจบ นางพลันทิ้งมีดลงพื้น ก่อนจะหันมาโค้งกายทำความเคารพแก่เซียวอวี้

“ฝ่าบาทเพคะ กบฏผู้นี้ใช้พรรคเทียนหลงวางแผนก่อกบฏขึ้นมา หม่อมฉันที่มิอาจเห็นความอัปยศอดสูเช่นนี้ได้ จึงตัดสินใจสังหารเขาทิ้งเสีย!”

เซียวอวี้พลางเผยสีหน้าทะมึงทึงออกมา ก่อนจะสั่งการให้จับกุมกลุ่มกบฏเหล่านั้น

จู่ ๆ พลันมีเงาสายหนึ่งพุ่งไปข้างหน้า

นั่นก็คือเฟิ่งจิ่วเหยียน

นางพุ่งตัวเข้าไปกดบาดแผลที่หน้าอกของพรรคเทียนหลงเอาไว้ ด้วยสีหน้าภายใต้หน้ากากพลันเจือไปด้วยความโล่งอก

“พี่ชายของข้า...พี่ชายของข้าอยู่ที่ใดกัน!” ต้วนเจิ้งที่ค่อย ๆ พยายามลุกขึ้นมาจากพื้น พลางเอ่ยถามด้วยความโกรธเกรี้ยว

หร่านชิวพลันตกใจไปในทันที

ต้วนเจิ้งหาต้วนไหวซวี่มิเจองั้นหรือ?

เซียวอวี้เองก็ประหลาดใจเช่นกัน

พลางเข้าใจได้ในทันทีว่า ผู้ที่รู้ว่าต้วนไหวซวี่อยู่ที่ใดนั้น คงมีเพียงแค่ประมุขพรรคเทียนหลงเท่านั้น

มิแปลกใจเลยที่เฟิ่งจิ่วเหยียนมิอยากให้เขาตายเช่นนี้...

เมื่อเห็นสองมือของนางเต็มไปด้วยเลือดของบุรุษตรงหน้า ใบหน้าของเซียวอวี้จึงเผยความมืดมนออกมา หาได้เอ่ยคำพูดใดออกมาอีกไม่

รุ่ยอ๋องพลางยื่นเสื้อคลุมมาให้เซียวอวี้ พลางกล่าวว่า “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ รถม้าพร้อมแล้ว พระองค์มิสมควรรั้งอยู่ด้านนอกนานเกินไปนัก เสด็จกลับวังเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ในฐานะฮ่องเต้ของแว่นแคว้น การกระทำของฝ่าบาทเสี่ยงอันตรายเกินไปแล้ว เหตุใดถึงลงมาจัดการกับกลุ่มกบฏด้วยตนเองเช่นนี้ได้กัน

หากเกิดอะไรขึ้นมา แว่นแคว้นย่อมต้องเผชิญหน้ากับหายนะอย่างแน่นอน!

……

ในเมื่อยังมิอาจช่วยเหลือต้วนไหวซวี่ออกมาได้ ในยามนี้ ไม่เพียงมีแต่เฟิ่งจิ่วเหยียนเท่านั้น แม้แต่หร่านชิวเองยังเข้ามาช่วยกดบาดแผลบนหน้าอกของประมุขพรรคเอาไว้ ยังมิอาจปล่อยให้เขาตกตายไปในยามนี้ได้

“พี่ไหวซวี่อยู่ที่ใด! ท่านขังเขาเอาไว้ที่ใดกัน! บอกข้ามา!”

ประมุขพรรคพลางหัวเราะออกมาฉากใหญ่

เขามิคิดเลยว่า หร่านชิวที่คิดหักหลังเขาเพียงเพราะต้วนไหวซวี่ผู้นั้น

พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้น พลันล้มทะลักออกมาราวกับน้ำที่เอ่อล้น เพียงแค่เปิดน้ำออกมา ร่างกายก็มิอาจรับได้ไหว จนทำให้เลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด

“เขา... กลายร่างเป็นเทพไปแล้ว!”

เมื่อเห็นว่าลมหายใจของประมุขพรรคค่อย ๆ อ่อนแรงจนใกล้จะหมดลมไปนั้น สองมือของเฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเย็นยะเยือกขึ้นมา

ด้านนอกโรงพักแรมนั้น ต้วนเจิ้งกำลังรอนางอยู่

บาดแผลจากลูกธนูบนร่างกายของเขานั้น สาหัสเป็นอย่างมาก ยามที่เขาปลดหน้ากากลงมานั้น พลันเผยให้เห็นสีหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษได้ในทันที

“ข้ารู้แล้วว่า พี่ชายถูกขังเอาไว้ที่ใด!

“ที่ท่านประมุขพรรคพูดถึงกลายเป็นเทพนั้น ทำให้ข้านึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมาได้คือเจดีย์เก้าชั้น”

“มีคำเล่าขานเกี่ยวกับเจดีย์เก้าชั้นของพรรคเทียนหลงว่า เจดีย์เก้าชั้นหรือเทพเก้าตน ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่ทางราชสำนักซักถามเหล่าลูกศิษย์พรรคเทียนหลงที่เหลือ มีคนกล่าวว่า พรรคเทียนหลงมีผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาที่เข้าไปยังเจดีย์เก้าชั้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยามที่เขาออกมานั้น ก็เป็นช่วงจังหวะที่พี่ชายของข้าถูกย้ายเข้าไปช่วงนั้นพอดี เจ้าว่า การที่มีผู้พิทักษ์ไปจัดการเรื่องราวด้วยตนเอง ย่อมต้องเป็นเรื่องของประมุขพรรค เช่นนั้นจะมีอะไรสำคัญไปมากกว่าการชุบชีวิตบุตรชายของตนเองอีก

“พี่ชายของข้าจักต้องถูกขังอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน!”

“เจดีย์เก้าชั้นอยู่ที่ใด” เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยถามออกมาด้วยความเย็นชา

“ข้าไม่รู้ ทว่า ฝ่าบาทจักต้องรู้อย่างแน่นอน!”

ต้วนเจิ้งพลางกล่าวออกมาด้วยท่าทีมั่นใจว่า “เจดีย์เก้าชั้นยังเป็นที่ตั้งของโลหิตหงส์ โลหิตมังกรคือหยาง โลหิตหงส์ย่อมคือหยิน เพื่อป้องกันความวุ่นวายชะตาของราชวงศ์นั้น ที่ตั้งของโลหิตหงส์จึงต้องถูกปิดเป็นความลับ พร้อมทั้งร่ายอาคมปราบปรามวิญญาณร้าย ระหว่างความเป็นเทพและมารนั้น มันจึงถูกเรียกว่าเจดีย์เก้าชั้น!”

เรื่องนี้มิอาจรั้งรอต่อไปได้อีก

เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในทันที

ทว่า สงครามเพิ่งจะสิ้นสุดไปได้ไม่นาน เซียวอวี้จึงยุ่งยิ่งนัก มิได้ให้นางเข้าพบในทันที

ภายในวังหลวง

หลังจากผ่านเหตุการณ์หน้าสิวหน้าขวานมาแล้วนั้น เหล่านางสนมรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

ในที่สุดพวกนางก็ได้พักกันเสียที

มีเพียงหรงเฟยเท่านั้นที่เป็นห่วงเป็นใยฝ่าบาท จนมาขอเข้าเฝ้าถึงห้องทรงพระอักษร ทว่า ฝ่าบาทยุ่งเกินกว่าที่จะสละเวลามาหานางได้

ภายในห้องทรงพระอักษรนั้น สายตาของเซียวอวี้พลันเจือไปด้วยความเย็นชา ก่อนจะสั่งการกับรุ่ยอ๋อง ให้จัดการตรวจสอบเศษซากของพรรคเทียนหลงอย่างละเอียด เพื่อเป็นการขุดรากถอนโคนพวกเขาออกให้หมด

เซียวอวี้ที่ยุ่งตั้งแต่เช้าจนเย็นนั้น ในที่สุดก็พอจะมีเวลาให้หายใจได้คล่องคอเสียบ้าง

องครักษ์ข้างกายพลางเอ่ยรายงานขึ้นมา

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ซูฮ่วนยังคงรั้งรออยู่ด้านนอกประตูวังหลวง”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย