เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 625

ณ ห้องด้านข้าง

ต้วนไหวซวี่กระอักเลือดดำออกมาเป็นจำนวนมาก

เขานอนเอนกายอย่างอ่อนแรง ร่างกายส่วนบนพิงอยู่ที่ไหล่ของต้วนเจิ้ง จนดูคล้ายกับหญิงงามเอนอิงกิ่งหลิว ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาคู่งามราวกับหยกกลายเป็นสีขุ่นมัว

เมื่อเห็นเขาแล้ว เฟิ่งจิ่วเหยียนก็นึกถึงเรื่องราวมากมายในอดีต

ครั้งแรกที่เจอเขา นางรู้สึกว่าคนผู้นี้อบอุ่นอ่อนโยนไปถึงกระดูก

เมื่อเผชิญหน้ากับการหยอกล้อยั่วเย้าของเหล่าทหาร เขาไม่หน้าแดงเลยแม้แต่น้อย และมักจะตอบสนองอย่างอ่อนโยนอยู่เสมอ

ด้วยฐานะหมอทหาร เขาจึงมีความอดทนเป็นอย่างยิ่ง

ยามนั้นนางชอบกลิ่นอายที่สุขสงบบนตัวเขา เมื่ออยู่กับเขา นางก็จะรู้สึกสบายใจอยู่เสมอ

ดังนั้นต่อให้นางรู้ว่าเขาเป็นคนของพรรคเทียนหลง นางก็ไม่เคยสงสัยในความเมตตากรุณาของเขาเลย

บางสิ่งบางอย่าง ไม่อาจปลอมแปลงออกมาได้

สถานะกับอดีต เขาไม่อาจเลือกเองได้

แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อนางชอบใคร ก็มักจะมองแต่ปัจจุบันเท่านั้น

เรื่องที่นางเคยชอบเขามาก่อน นางไม่เคยเสียใจและไม่เคยแค้นเคืองเลย

เฟิ่งจิ่วเหยียนยกเก้าอี้กลมมาตัวหนึ่งแล้วนั่งอยู่ข้างเตียง

ก่อนหน้านี้มักจะคิดว่าอยากจะพบกันอีกครั้ง ยามนี้เมื่อได้พบกัน ถ้อยคำมากมายกลับกลายเป็นความว่างเปล่า

นางอยากถามเขาว่าหลายปีมานี้เป็นอย่างไรบ้าง ทว่า กลับพูดไม่ออก

ความเจ็บปวดทรมานที่เขาได้รับ ต่างถูกเขียนเอาไว้ในจดหมายอย่างชัดเจน

“หลังจากนี้จะต้องดีขึ้นแน่” น้ำเสียงของนางแหบแห้ง

ต้วนไหวซวี่รู้สึกว่าหนังตาหนักมาก ทว่าก็ยังพยายามลืมตามองคนตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ

อาเหยียนของเขา ดูเย็นชาเด็ดเดี่ยวมากกว่าสมัยก่อนอยู่หลายส่วน

เสื้อผ้าบนร่างของนางเปรอะไปด้วยฝุ่น นิ้วมือถูกพันเอาไว้ นางพยายามสุดชีวิตเพื่อช่วยเขา

แต่ก่อนความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือหวังว่านางจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่เอาตัวเองมาผูกไว้กับคนไร้ประโยชน์อย่างเขา

ทว่ายามนี้เขาเกิดอยากเห็นแก่ตัวขึ้นมา

ได้เจอนางอีกครั้ง ช่างดีจริง ๆ...

สายตาของต้วนเจิ้งวนมองคนทั้งสองไปรอบหนึ่ง จากนั้นเขาก็พยุงต้วนไหวซวี่ให้นอนลง “ท่านพี่ ข้าไปดูยาก่อน”

มีเขาอยู่ คงมีคำพูดมากมายที่พวกเขาไม่สะดวกจะพูดออกมา

หลังจากต้วนเจิ้งออกไป เฟิ่งจิ่วเหยียนก็จัด ๆ ดึง ๆ ผ้าห่มบนตัวต้วนไหวซวี่โดยไม่แสดงสีหน้าอะไรเท่าใดนัก

ยามนี้เองนางก็ได้ยินเสียงเขาพูด

ประโยคแรกที่พูดกลับเป็น

“อาเหยียน ระวังประมุขพรรคเอาไว้ เขา...เขาทำเพื่อที่จะกอบกู้แว่นแคว้น...”

ต้วนไหวซวี่ไม่สนใจร่างกายของตัวเองแม้แต่น้อย คิดเพียงอยากบอกเรื่องทั้งหมดให้นางฟัง เพื่อให้นางรู้เรื่องราวจะได้ไม่ถูกทำร้ายเข้า

เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้ว

“หยางเหลียนซั่ว...เขาเป็น...คนรุ่นหลังของชาวแคว้นเฉิน”

เพิ่งจะพูดได้ครึ่งเดียว ลมหายใจของเขาก็ถี่กระชั้นขึ้นราวกับไม่มีเรี่ยวแรง

น้ำเสียงของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันหนักแน่นขึ้น

“ไม่ต้องพูดแล้ว ฟื้นฟูร่างกายก่อนสำคัญกว่า”

เมื่อเห็นเขาที่ผอมบางราวกับกระดาษและดูซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง นางก็ฟังสิ่งที่เขาพูดไม่เข้าหัว

อะไรกอบกู้แว่นแคว้น

ทั้งแคว้นเฉินอะไรนั่น

ล้วนไม่สำคัญเท่าเขาที่ต้องมีชีวิตอยู่ในขณะนี้

ต้วนไหวซวี่เชื่อฟังนางมาก รวมกับที่ร่างกายอ่อนแอไร้เรียวแรงจริง ๆ ตาของเขาก็ค่อย ๆ ปิดลง

จากนั้นไม่นานหมอประจำจวนก็มา

เมื่อเขาจับชีพจรเสร็จก็ลุกขึ้น “แม่นาง พวกเราไปคุยกันด้านนอกเถิด”

ด้านนอกห้อง

ท่านหมอพูดอย่างตรงไปตรงมา

ตงฟางซื่อทำท่าทางราวกับดูเรื่องอย่างสนุก โดยไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ เขายิ้มจนตาเป็นเส้นโค้ง

“อย่าสร้างเรื่องให้ข้า” เฟิ่งจิ่วเหยียนน้ำเสียงเย็นชาเคร่งขรึม

เซียวอวี้ที่อารมณ์ร้ายนั่น เรื่องนิดเดียวก็โมโห ส่วนต้วนไหวซวี่ยามนี้ร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจทนรับการกระตุ้นได้ หากตงฟางซื่อไปพูดเช่นนี้ เกรงว่าต้วนไหวซวี่จะโมโหจนกระอักเลือดอีก

แน่นอนว่าตงฟางซื่อเพียงพูดเล่นเพื่อให้นางผ่อนคลายลงเท่านั้น

เรื่องนี้เขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งด้วยหรอก

ตาที่หรี่ลงของเขาพลันกลับมาเป็นปกติแล้วมองไปทางห้องที่อยู่ด้านนอกภูเขาอวี้หลิง เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ยามนี้สิ่งที่ข้าเป็นห่วงที่สุดก็คือหยางเหลียนซั่ว วิทยายุทธ์ของเขาลึกล้ำมาก เกรงว่าภูเขาที่ถล่มนี้จะทำให้เขาตายไม่ได้”

เฟิ่งจิ่วเหยียนเองก็มองตามไปเช่นกัน “ก็จริง”

ยามค่ำ เฟิ่งจิ่วเหยียนแบ่งยาที่ต้มเสร็จแล้วไปส่งที่ห้องของเซียวอวี้และต้วนไหวซวี่

เซียวอวี้กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง แขนข้างที่บาดเจ็บนั้นยกไม่ขึ้นจึงตกไปอยู่อีกฝั่ง ผ้าพันแผลหลุดก็ยังไม่รู้ตัว

“เหตุใดเจ้าจึงเป็นคนมาส่งยา?” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ เขาวางหนังสือลง สายตาที่มองมาที่นางมีความอ่อนโยนสายหนึ่ง

เฟิ่งจิ่วเหยียนตอบนิ่ง ๆ “ข้าว่าง”

เขามองความทุกข์ใจของนางออกราวกับภรรยาหลวงที่ใจกว้าง ทั้งยังพูดปลอบนางว่า

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องรู้สึกว่าจำเป็นต้องมาหาข้า ต้วนไหวซวี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

ที่จริงแล้ว คนผู้นั้นเป็นอย่างไรเขาย่อมรู้ดี

เฟิ่งจิ่วเหยียนเลี่ยงที่จะพูด นางช่วยเขาพันผ้าพันแผลด้วยตัวเอง พลางถามไปด้วย “ท่านจะกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่?”

มืออีกข้างหนึ่งของเซียวอวี้กำแน่น ทว่าใบหน้ากลับยิ้มน้อย ๆ

“ทำไม รังเกียจที่เรามาเกะกะหรือ?”

“เปล่า ข้าเพียงเห็นเรื่องแคว้นเป็นสำคัญ”

แววตาของเซียวอวี้คมราวกับมีด ช่องอกอัดอั้นไปด้วยรังสีอำมหิตที่ซ่อนเอาไว้ไม่แสดงออกมา

เกรงแต่ว่านางจะไม่อยากให้ต้วนไหวซวี่รู้เรื่องของพวกเขา

ยามที่เขากำลังคิดจะพูด ด้านนอกก็มีเสียงไอดังขึ้น

เป็นหนานซานอ๋องกับอ๋องผู้เฒ่า

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย