เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 646

สิ่งที่เฟิ่งจิ่วเหยียนเขียนภายในจดหมายนั้น เป็นเพียงการเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ เท่านั้น ในยามนี้จึงได้โอกาสเล่ารายละเอียดขอ

งเหตุการณ์ให้กับฮูหยินเฟิ่งได้ฟังเสียที

หลังจากนั้น ทั้งสามแม่ลูกก็พากันหารือว่าควรจะจัดการกับความสัมพันธ์ของตระกูลซ่งอย่างไร

เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงแนะนำออกไปว่า: “สิ่งที่สำคัญที่สุดในยามนี้คือการเปิดเผยเรื่องรางให้ทั้งสองฝั่งได้ทราบ หากพวกท่านมิมีความเห็นอันใดละก็ ข้าจักได้จัดเตรียมรถม้าไปหาตระกูลซ่งที่จางโจวเลย เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของฝั่งพวกเรา”

ฮูหยินเฟิ่งพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เจ้าพูดถูก พวกเราต้องไปหาตระกูลซ่ง”

“แล้วท่านพ่อ...” เวยเฉียงเอ่ยเสียงเบาถึงคนที่ถูกละเลยออกมา

ใบหน้าของฮูหยินเฟิ่งดูไม่พอใจเล็กน้อย

เมื่อคิดไปถึงสิ่งที่เขาทำนั้น นางอยากจะบีบคอเขาให้ตายเสียด้วยซ้ำ

เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเป็นคนกล่าวออกมาว่า: “ข้าจะไปคุยกับท่านพ่อเอง”

ห้องข้าง ๆ

นายท่านเฟิ่งร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว พลางเอ่ยถามเฟิ่งจิ่วเหยียน

“แทนที่จะให้ตระกูลซ่งมาหาพวกเราแทน เหตุใดพวกเราต้องไปจางโจวด้วย? ข้าไม่ไป! บุตรสาวของข้ายังต้องกังวลด้วยหรือว่าจะแต่งออกไปไม่ได้? ในเมื่อตระกูลซ่งไม่ต้องการนาง มีอีกหลายตระกูลที่ต้องการนางเช่นกัน!”

ท่าทีของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นมาในทันที

“หากท่านมิอยากไป มารดาไปเพียงผู้เดียวก็ย่อมได้

“ สิ่งที่ตระกูลซ่งต้องการนั้น คือความจริงใจจากตระกูลเฟิ่ง

“ขาดท่านไปสักคนก็หาได้เป็นอันใดไม่”

นายท่านเฟิ่งพันตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที

“เจ้าเด็กหัวรั้น! ข้าเป็นถึงหัวหน้าครอบครัว บุตรสาวจักแต่งออกไปทั้งที ต้องเป็นข้าที่เป็นคนจัดการเท่านั้น!”

เย็นวันนั้น ทั้งสองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งมาพร้อมกับของขวัญ

นายท่านเฟิ่งจึงหาเรื่องในทันที ยืนกรานจะอยู่ในห้องไม่ยอมออกไปพบปะพวกเขาที่ข้างนอก

“จะไปหาพวกเขาทำไมกัน! เลี้ยงดูบุตรสาวที่น่ารักของข้าจนกลายมาเป็นเช่นนี้ ยังคิดว่าข้าต้องไปขอบคุณพวกเขาอีกหรือ!”

ดังนั้น คนอื่น ๆ ต่างพากันพูดคุยหัวเราะเฮฮาอยู่ภายในห้องโถง มีเพียงนายท่านเฟิ่งที่มัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องอยู่คนเดียวเท่านั้น

เขาคิดว่าจักมีคนมาเชื้อเชิญเขา จนกระทั่งสองสามีภรรยาตระกูลเมิ่งออกไปแล้ว ก็หาได้มีผู้ใดมาตามเขาไม่

นายท่านเฟิ่งโกรธเกรี้ยวมากเสียจนกัดฟันกรอดออกมา

เขาเกลียดชายแดนเหนือแห่งนี้

ยามที่อยู่ในเมืองหลวงนั้น เขาเป็นถึงหัวหน้าตระกูล หาได้มีผู้ใดกล้าดูถูกเขาไม่

พอมาถึงชายแดนเหนือ ทุกคน... ต่างก็รังแกเขา! ! !

วันรุ่งขึ้น

ทุกคนในครอบครัวต่างพากันขึ้นรถม้า

นายท่านเฟิ่งก็อยากขึ้นรถม้าด้วยเช่นกัน ทว่า กลับถูกฮูหยินเฟิ่งเอ็ดกลับมา

“ข้าอยากจะคุยกับบุตรสาว ท่านไปนั่งคันข้างหลังเสีย!”

คนขับรถม้าที่อยู่คันด้านหลังคือต้วนเจิ้ง เป็นคันที่บรรทุกสัมภาระ อาหารแห้งและแม้แต่หญ้าม้าเอาไว้

นายท่านเฟิ่งจึงได้แต่ปีนขึ้นไปนั่งด้วยความหดหู่

เมื่อคืนเขานอนแยกห้องกับฮูหยิน เดิมทีคิดว่านางจะหายโกรธเขาบ้างแล้ว ผู้ใดจักไปคิดกันว่านางยังโกรธเขาอยู่

จางโจวอยู่ไม่ไกลจากชายแดนเหนือมากนัก ใช้เวลาขับรถม้าเพียงห้าวันก็มาถึง

เมื่อขบวนพากันมาถึงโรงพักแรมนั้น สองพี่น้องจึงพากันนอนห้องหนึ่ง อู๋ไป๋และต้วนเจิ้งนอนอยู่หนึ่ง

นายท่านเฟิ่งและฮูหยินเฟิ่งที่ถูกทิ้งเอาไว้นั้น ฮูหยินเฟิ่งยังมิยอมให้อภัยสามีที่ส่งบุตรสาวของนางไปทนทุกข์ยากได้ ไม่ว่าอย่างไรก็มิคิดจะนอนร่วมห้องกับเขา

เฟิ่งเวยเฉียงที่สูญเสียความทรงจำไปนั้น ย่อมมิเข้าใจเรื่องราว

นายท่านเฟิ่งรู้สึกน้อยใจยิ่งนัก เขามิผิด! เขาทำทุกอย่างเพื่อตระกูลเฟิ่ง!

วันพรุ่งนี้จะเป็นการไปเยี่ยมเยียนตระกูลซ่งแล้ว เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงมาที่ห้องของนายท่านเฟิ่ง เพื่ออธิบายบางสิ่งบางอย่างให้เขาฟัง

นายท่านเฟิ่งจึงตั้งใจฟังเป็นอย่างดี หาได้มีท่าทีโต้แย้งอันใดไม่

จนกระทั่งเฟิ่งจิ่วเหยียนกำลังจะจากไป จู่ ๆ นายท่านเฟิ่งก็พูดขึ้นมา

“ฝ่าบาทยังมิได้สถาปนาฮองเฮาคนใด ทั้งยังปลดนางสนมในวังหลังจนหมด ทั้งเจ้าและฝ่าบาท…”

นี่เป็นอดีตฮองเฮาเช่นนั้นหรือ?

นายท่านเฟิ่งจึงเอ่ยขึ้นมาอีกว่า

“อย่างที่พวกท่านทราบดีว่า เวยเฉียงนั้นมีชะตาชีวิตที่น่าสงสาร หลังจากที่ถูกลักพาตัวไปทำร้ายนั้น ร่างกายของนางจึงได้รับบาดเจ็บ มิอาจมีทายาทได้อีก ข้าที่เป็นบิดานั้นทำเรื่องที่โง่เง่าลงไป จึงสั่งให้พี่สาวของนางแต่งเข้าไปแทน ก่อนจะส่งตัวเวยเฉียงมารักษาตัวอยู่ข้างนอก

“ต้องขอบคุณความดีและมีเมตตาของบุตรชายท่าน ที่ช่วยรักษาเวยเฉียงเอาไว้”

ใบหน้าของแม่ซ่งที่ดูเฉยเมยนั้น แต่ภายในใจกลับนึกอดรนทนมิได้แทน

แม่นางผู้นั้นต้องพบเจอเรื่องทุกข์ยากมากมายเช่นนี้ นับว่าชีวิตไม่ง่ายเสียจริง

พ่อซ่งจึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาออกมา

“เรื่องอื่นหาได้จำเป็นต้องสนใจไม่ เพียงแค่เรื่องมิอาจมีทายาทได้นั้น พวกเราตระกูลซ่ง…”

จางโจวเคยเกือบถูกภาวะความแห้งแล้งและความอดอยากทำลายเมืองมาแล้ว ดังนั้นผู้คนภายในเมืองจึงเปิดกว้างยิ่งนัก โดยส่วนมากมักจะมีสตรีที่ตบแต่งสองรอบ ฉะนั้นพวกเขาหาได้หมกมุ่นกับพรหมจรรย์ของสตรีไม่ ทว่า การที่มิอาจมีทายาทได้นั้น นับว่าเป็นปัญหาใหญ่

นายท่านเฟิ่งจึงเอ่ยต่อในทันที

“หากพวกท่านมิเห็นด้วยกับงานแต่งในครานี้ พวกข้าก็หาได้ถือโทษโกรธเคืองไม่

“ทว่า พวกข้าเองต้องการแสดงความจริงใจในเรื่องนี้ นี่คือสินสมรสของเวยเฉียง พี่ซ่ง ท่านลองดูเสียก่อน”

พ่อซ่งมิได้แม้แต่จะกวาดตามอง “ตระกูลซ่งของพวกเราหาได้ขาดแคลนเงินทองไม่ ใต้เท้าเฟิ่ง ท่านทำเกินไปแล้ว”

ฮูหยินซ่งจึงเอ่ยสมทบขึ้นมา

“ใต้เท้าเฟิ่งเจ้าคะ สามีของข้าหมายถึง ทายาทของตระกูลซ่งนั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการที่บุตรีของท่านมิอาจให้กำเนิดทายาทได้นั้น มัน...”

นางเว้นช่วงเอาไว้ พร้อมความหมายที่ชัดเจนภายในประโยค

ฮูหยินเฟิ่งหลับตาลง “พวกเราทั้งคู่ต่างก็เป็นพ่อคนแม่คน ความกังวลของพวกท่านนั้นข้าเข้าใจเป็นอย่างดี ทว่า... เวยเฉียงนั้นเป็นเด็กดีมาก ตราบใดทำให้นางได้สมความปรารถนาแล้วละก็ พวกท่าน... แม้ว่าพวกท่านจะให้ซ่งหลีแต่งอนุเข้ามาก็ตาม พวกเราก็หาได้มีสิ่งใดจะทัดท้านไม่!

นายท่านเฟิ่งกัดฟัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมทั้งแย่งใบรายการสินสมรสจากพ่อซ่งมาในทันที

“บุตรสาวของข้า มิสมควรจักต้องได้รับความอยุติธรรมเช่นนี่! ไม่แต่งก็ไม่แต่ง! ข้าจักเลี้ยงดูนางไปตลอดชีวิตเอง!”

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้ากำลังจบไปไม่สวยนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงลุกขึ้นยืน พลางเปิดปากกล่าวออกมาด้วยท่าทีสุขุมว่า

“เท่าที่ผู้น้อยรู้มา ทายาทของตระกูลซ่งมีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ฉะนั้นแล้วเรื่องการสืบต่อทายาทจึงสำคัญต่อพวกท่านเป็นอย่างมาก ผู้น้อยมีหนทางแก้ไขในเรื่องนี้”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย