ภายในรถม้า ยามที่จะกลับไปที่อี้จ้านนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเอ่ยถามเซียวอวี้ว่า
“เหตุใดท่านถึงคิดได้ ไปจับกุมเจ้าของสนามประลองยุทธ์กัน?”
ใบหน้าของเซียวอวี้จึงเผยท่าทีเคร่งครัดออกมา
“กลยุทธ์จับโจรต้องเอาหัวโจกก่อน เราเองก็เคยออกรบมาก่อน”
ดวงตาของเฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเจือไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามลองเชิงออกไปด้วยท่าทีสงสัยว่า
“ท่านมิกลัวว่าข้าจักแพ้ให้กับอู๋เซียงหรือ?”
เซียวอวี้พลันขมวดคิ้วเป็นปมไปในทันที เขามิเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงถามคำถามเช่นนี้ออกมา
ทว่า บทเรียนจากขนมเกาลัดในคราก่อน
นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาถึงตระหนักได้ว่า ยามที่สตรีเอ่ยถามอันใดออกมานั้น ห้ามตอบกลับแบบมิคิดอันใดอีก จักต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนค่อยตอบนางกลับไป
“เราย่อมต้องรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง ในสถานการณ์เช่นนั้น เรามีแต่จักต้องเชื่อใจเจ้าเท่านั้น สิ่งที่เราทำได้ มีเพียงจัดการทางหนีทีไล่ให้กับเจ้า เพิ่มเติมแผนการที่ขาดไปของเจ้าให้ครบสมบูรณ์”
พูดจบ เฟิ่งจิ่วเหยียนพลันเงียบอยู่นาน
ทำเอาเซียวอวี้คิดว่าตนเองเอ่ยอันใดผิดไป ก่อนที่นางจะค่อย ๆ เอ่ยออกมาว่า
“ในปีนั้น หลังจากที่ข้าพบเจอร่องรอยของอู๋เซียงแล้ว หาได้มีเวลาบอกกับผู้ใดไม่ รีบร้อนออกไปตามหาเขาเพียงลำพัง
“เขาซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ราวกับว่าเขาคาดการณ์ได้ว่าข้าจักต้องไปที่นั่น จึงได้ทำการควบคุมเหล่าชาวบ้านส่วนหนึ่งเอาไว้ให้เชื่อในตัวเขาว่า ระหว่างเขากับข้าเป็นเพียงแค่ศัตรูที่มีแค้นต้องชำระ หาได้ต้องการลากพวกเขามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่
“ก่อนที่เขาจะเริ่มต่อสู้กับข้านั้น เขาขอให้ชาวบ้านเลือก เฉกเช่นเมื่อคืนวานนี้ พนันว่าผู้ใดจักได้ชัย...”
สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อคืนวานก็คือ การพนันของชาวบ้านนั้น หาได้เดิมพันด้วยทองคำหรือเงินไม่ แต่เป็นการเดิมพันด้วยตัวพวกเขาเอง
ในยามที่นางต่อสู้กับอู๋เซียงนั้น เหล่าชาวบ้านยังสามารถเปลี่ยนข้างการเดิมพันได้
“ยามนั้นข้าอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น นับว่ายังเด็กยิ่งนัก จึงเลือดร้อนมิอาจควบคุมตนเองได้
“เมื่อเห็นว่าเหล่าชาวบ้านคนแล้วคนเล่าไปเข้าข้างอู๋เซียง เชื่อว่าเขาจะชนะ จนกระทั่งคอยรบกวนข้าเพื่อช่วยอู๋เซียง ช่วยเตือนเขาให้คอยระมัดระวังข้าลอบโจมตี... ข้าจึงว้าวุ่นใจมาก
“ ยิ่งไปกว่านั้น วรยุทธ์ของอู๋เซียงยังเหนือกว่าข้าอีกด้วย
“ข้าแพ้แล้ว
“จนแล้วจนรอดผู้ที่ยืนอยู่ข้างข้าตั้งแต่ต้นจนจบนั้น มีเพียงแม่นางน้อยที่อายุมิถึงสิบปี หลังจากที่อู๋เซียงทำให้ข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น เขาก็สังหารแม่นางน้อยต่อหน้าต่อตาข้า
“ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่ค่อย ๆ ถูกอู๋เซียงสังหารทีละคน
“ข้ามิอาจหยุดยั้งเขาเอาไว้ได้ ที่จริงแล้ว ในครานั้นเขาสามารถสังหารข้าได้ แต่เขาไม่ทำ ปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดต่อไป”
“หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมานั้น บรรดาเหล่าชาวบ้านที่รอดชีวิตก็มาล้อมตัวข้าเอาไว้ พวกเขาต่างก็โทษข้าที่ลากผู้คนในหมู่บ้านไปพัวพันกับความแค้นของตนเอง โทษข้าที่ข้ามิอาจเอาชนะอู๋เซียงได้”
ในวันนั้น ข้าหาได้เอ่ยอธิบายอันใดออกมาไม่ ไม่แม้แต่จะแก้ตัว มีเพียงแค่คุกเข่าลงต่อหน้าศพเหล่านั้น
“เป็นระยะเวลานานมาก ที่ข้าพลันรู้สึกว่าสิ่งที่อู๋เซียงพูดนั้น สมเหตุสมผลยิ่งนัก หากว่าพันธมิตรอู่หลินมิได้ไปกดดันเขา เขาก็คงหลบซ่อนตัวไปนานแล้ว คงมิต้องมาสังหารผู้คนมากมายเช่นนี้ หรือบางทีเป็นเพราะพวกข้ากดดันจนเขาต้องเดินมาถึงทางตัน ฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ข้าคิดไม่ตกคือ ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วสำคัญที่การลงโทษผู้ที่ทำชั่ว หรือการปล่อยให้เขามีโอกาสแก้ตัวนั้นสำคัญกว่า
“ดังนั้น ข้าจึงออกจากพันธมิตรอู่หลิน
“ประจวบเหมาะกับที่ศิษย์พี่เมิ่งจากไปพอดี ท่านอาจารย์และท่านอาจารย์หญิงต่างก็มิรู้จะอธิบายกับท่านผู้เฒ่าฟังเช่นไร ข้าจึงเป็นคนเสนอตัวที่จะปลอมตัวเป็นศิษย์พี่เมิ่ง
“พวกเขาต่างก็คิดว่าข้าหาได้เห็นแก่ตนไม่ เพียงทำเพื่อศิษย์พี่ของตนเท่านั้น จึงยอมที่จะสวมหน้ากากปลอมตัวไปตลอดชีวิต
“แต่แท้จริงแล้ว ข้าเพียงมิอยากเป็นซูฮ่วนอีกต่อไป มิอยากเป็นตัวของตัวเอง
“ตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าก็มิรู้เลยว่าตนเองคือผู้ใด
“ข้าคล้ายกับเป็นบุตรของตระกูลเฟิ่ง แต่ก็คล้ายกับว่าไม่ใช่
“ฉะนั้น ข้าจึงยินยอมอยู่ใต้หน้ากากตลอดไปดีกว่า”
คำพูดเหล่านี้ นางเอ่ยกับเซียวอวี้เท่านั้น
“เรื่องของอู๋เซียงนั้น เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ข้าจักไม่มีทางหวั่นไหวไปกับคำพูดของเขาอีก ในยามนี้ มีคนยืนอยู่ข้างกายของข้าเพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้ว หาได้เลวร้ายไม่ คงจักเป็นเพราะอนึ่งใจเดียวของสามีภรรยากระมัง”
จากนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเชยคางขึ้นประทับจูบไปที่ริมฝีปากของเซียวอวี้ในทันที
“ใช่แล้ว สามีภรรยาอนึ่งใจเดียวกัน” เซียวอวี้ใช้แขนกดเข้าที่ท้ายทอยของนางเพื่อจูบตอบ
พวกเขาจูบกันอยู่ครู่หนึ่งใหญ่ ๆ จู่ ๆ เซียวอวี้พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยท่าทีจริงจังว่า
“ระหว่างเจ้ากับเหลิ่งเซียนเอ๋อร์เป็นเช่นไรกันแน่?”
เรื่องในยามเช้านั้น ทำเอาเขานึกพะว้าพะวงยิ่งนัก
มุมปากของเฟิ่งจิ่วเหยียนยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ข้าบอกกับท่านแล้ว เป็นแค่ความเข้าใจผิดกันเท่านั้น”
“หร่วนฝูอวี้เล่า?” เซียวอวี้ยังคงซักถาม
เฟิ่งจิ่วเหยียนพลางเอียงหัวของตนเองเล็กน้อย ก่อนจะมองดูสีหน้าที่จริงจังของเซียวอวี้ พลางยิ้มออกมาบาง ๆ
“ฝ่าบาทเพคะ ข้าชอบบุรุษหล่อเหลา”
พูดจบ เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงขึ้นไปนั่งบนขาของเขา ก่อนจะก้มหน้าลงไปจุมพิตเซียวอวี้อีกครั้ง พลางไล่ริมฝีปากลงไปจูบที่ลูกกระเดือกของเขา
เซียวอวี้รับรู้ได้ถึงช่วงล่างที่กำลังแน่นตึง ราวกับมีไฟค่อย ๆ ลุกโหมไปทั่วร่าง ก่อนที่เขาจะจับเอวของนางให้เข้ามาประชิดตัวเองมากขึ้นไปอีก
……
อี้จ้าน
เซียวอวี้ลากเฟิ่งจิ่วเหยียนเข้าไปในห้อง เพื่อไปทำธุระที่ทำบนรถม้ายังไม่เสร็จต่อ
ปั้ง!
เซียวอวี้พลันใช้เท้าเตะประตู ก่อนจะอุ้มตัวคนขึ้นมา พลางก้าวเท้าไว ๆ เข้าไปในห้องในทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...