เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 693

ช่วงหัวค่ำนั้น

เมฆฝนค่อย ๆ หยุดลงแล้ว

เซียวอวี้ยังคงกอดคนในอ้อมแขนเอาไว้ พลางเชยคางขึ้นมาจุมพิตไปที่หน้าผาก

ในยามนี้ เฟิ่งจิ่วเหยียนหลับสลบไสลไปแล้ว

เมื่อครู่เซียวอวี้หาได้สุขสมไม่

เนื่องจากเป็นห่วงนางได้รับบาดเจ็บจากการประลองเมื่อคืนนี้นั้น เขาจึงมิกล้ากระทำนางมากเกินไป

เมื่อมองดูรอยฟกช้ำขนาดใหญ่บนไหล่ซ้ายของนางแล้ว แววตาของเซียวอวี้พลันเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันในทันที

อู๋เซียงสมควรตายยิ่งนัก...

สายตาของเขาจับจ้องไปที่ข้อมือของเฟิ่งจิ่วเหยียนอีกครั้ง

โดยเฉพาะง่ามมือที่มีผ้าเช็ดหน้าของเหลิ่งเซียนเอ๋อร์ผูกเอาไว้

ทำเอาคิ้วของเซียวอวี้ขมวดไปในทันที

เมื่อคิดอีกที เขากลับรู้สึกว่าตนเองโง่เง่ายิ่งนัก เขาจักต้องไปแข่งกับสตรีเหล่านั้นทำไมกัน

จิ่วเหยียนมิได้บอกแล้วหรือ ว่านางชอบบุรุษหล่อเหลา

ไม่ พูดให้ถูกก็คือชอบเขาเท่านั้น

เซียวอวี้เม้มริมฝีปากด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้มลงไปจุมพิตที่ริมฝีปากของเฟิ่งจิ่วเหยียนอีกครั้ง

ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็ปลุกเฟิ่งจิ่วเหยียนให้ตื่นขึ้นมาจนได้

นางค่อย ๆ ผลักเขาออกไป พลางเอ่ยถามด้วยท่าทีสะลึมสะลือว่า

“ยังไม่นอนอีกหรือ?”

เมื่อคืนเขาไม่ได้นอนมาทั้งคืน ตอนเช้ายังตามนางไปที่โรงพักแรมเวี่ยหลัยอีก เมื่อครู่ยังทรมานเสียยกใหญ่ เหตุใดจึงมิรู้จักผักผ่อนตัวเองเสียบ้าง?

เซียวอวี้มองดูคอเสื้อของนางที่เปิดออก ด้วยแววตาที่มืดดำ

ก่อนที่เขาจะก้มลงไปงับไปที่ใบหูของเฟิ่งจิ่วเหยียน พลางกระซิบเสียงเบา

“เรากินยาไปแล้ว ทว่าเพียงครั้งเดียวมันดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อย”

เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกง่วงงุนยิ่งนัก ก่อนหลับตาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมทั้งผลักเซียวอวี้ออกไปโดยไม่รู้ตัว “ข้าเหนื่อยแล้ว”

เซียวอวี้โน้มตัวไปข้างหน้า ก่อนจะจูบไปที่กรอบหน้านวล พลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมนาง “เราไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเหนื่อย”

……

คดีสนามประลองยุทธ์นั้น เกี่ยวพันไปถึงขุนนางในเมืองไท่ชางอีกหลายคน

พวกเขาต่างก็เป็นผู้ปกป้องสนามประลองยุทธ์แห่งนี้ เนื่องจากสนามประลองยุทธ์นั้นสามารถทำเงินให้กับพวกเขาได้เป็นกอบเป็นกำ

ตอนนี้ ถึงเวลาที่พวกมันต้องคายออกมาแล้ว

ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ทรัพย์สินของจวนตระกูลเหล่าขุนนางที่กระทำความผิดนั้น ต่างก็ถูกริบเข้ากองคลังไปในทันที

ก่อนจะถูกตัดสินโทษประหาร ส่วนที่เหลือถูกจับเนรเทศออกนอกแคว้นไป

เหล่าราษฎรมากมายต่างก็ปรบมือให้

เจียงหลินที่ดูท่ามิเอาการเอางานนั้น แต่แท้จริงแล้วเขากลับทำอะไรด้วยความจริงจังเป็นอย่างยิ่ง

ไม่กี่วันต่อมา ตงฟางซื่อก็มาถึงเมืองไท่ชางพอดี

หลังจากที่เขาเห็นหัวของอู๋เซียงนั้น รอบดวงตาพลันแดงก่ำไปในทันที

ก่อนจะปิดฝากล่องลง พลางถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมโค้งกายคำนับเฟิ่งจิ่วเหยียนด้วยท่าทีเคร่งขรึม

“ซูฮ่วน ขอบคุณเจ้ามาก!”

แค้นอันยิ่งใหญ่ของเขา ในที่สุดก็ได้รับการชำระเสียที!

สิ่งเดียวที่เขาเสียใจมากที่สุดก็คือ ตนเองมิอาจสังหารศัตรูได้ด้วยมือของตนเอง

เฟิ่งจิ่วเหยียนบอกเขา

“คดีที่ผู้คนหายตัวไปนั้น ข้าตามหาติงหยวนเอ๋อร์เจอแล้ว นางมีเบาะแสสำคัญทีเดียว ทว่า จำเป็นต้องให้เจ้าวาดมันออกมา ถึงได้เรียกเจ้ามาที่นี่”

ตงฟางซื่อปรับอารมณ์ของตนเองอย่างรวดเร็ว พยายามดึงตัวเองออกมาจากความเจ็บปวดจากการสูญเสียภรรยาของตน

“นางอยู่ที่ใด ข้าสามารถวาดภาพได้ทุกเมื่อ”

ครึ่งชั่วยามต่อมา

ภายในโรงพักแรมเวี่ยหลัย

ตงฟางซื่อถูกนำตัวมาที่ห้องพักแห่งหนึ่ง ด้านในมีลูกศิษย์สำนักเฉวียนเจินอยู่หลายคน เหลิ่งเซียนเอ๋อร์ก็อยู่ในนั้นเช่นเดียวกัน

ทุกคนต่างก็โค้งคำนับมือให้กับตงฟางซื่อ

ตงฟางซื่อกล่าวออกมาทันควัน: “ข้าหาใช่ผู้นำของพันธมิตรแล้ว”

ซูฮ่วนจักชอบบุรุษจริง ๆ หรือไม่นั้น หาได้สำคัญไม่

สิ่งที่สำคัญก็คือ ซูฮ่วนไม่ชอบนาง

เมื่อเช่นนี้ เหลิ่งเซียนเอ๋อร์จึงแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย

ถึงแม้ว่านางจะตกหลุมรักซูฮ่วน แต่นางก็มิอาจละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองไปได้ ทั้งเขาและนางต่างก็หาได้มีวาสนาต่อกันไม่ เป็นนางที่มิอาจควบคุมใจของตนเองได้ ถึงได้เกือบจะทำเรื่องที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไปเช่นนี้

เหลิ่งเซียนเอ๋อร์โค้งคำนับเฟิ่งจิ่วเหยียนและตงฟางซื่อด้วยท่าทีเรียบสงบ

“ลาก่อน แล้วพบกันใหม่”

……

หลังจากออกจากโรงพักแรมนั้น ตงฟางซื่อพลางเอ่ยออกมาด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า

“ไก่ขอทานของเมืองไท่ชางนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว”

ราษฎรเห็นอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ตงฟางซื่อก็เช่นกัน

เขาจะรู้สึกหิวโหยมากหากมิได้กินข้าวไปสักมื้อ

เมื่อมาถึงหอสุรานั้น ทั้งสองก็จองห้องส่วนตัวในทันที

หลังจากสำรับอาหารและสุราขึ้นโต๊ะแล้วนั้น ตงฟางซื่อจึงเรียกเสี่ยวเอ้อร์เข้ามา

“ไปเอาพู่กันกับกระดาษมา”

เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งอยู่ที่นั่น พลางเอ่ยถามว่า “มิเสแสร้งต่อแล้วหรือ?”

ตงฟางซื่อรู้ดีว่าเขามิอาจหลอกนางได้ พลางยิ้มตาหยีตอบกลับว่า

“ความลับจักได้ไม่รั่วไหลออกมา เช่นนี้จักได้ช่วยลดปัญหาไปได้มาก”

หลังจากที่เสี่ยวเอ้อร์นำพู่กันและกระดาษมาแล้วนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนก็ใส่กลอนประตูห้องส่วนตัวอย่างเงียบ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมารบกวนตงฟางซื่อ

สองเค่อต่อมา

ตงฟางซื่อจึงวาดภาพเสมือนเสร็จในทันที

เมื่อเทียบกับภาพวาดหญิงชราเมื่อครู่ ภาพวาดนี้กลับแตกต่างออกไปมาก

เฟิ่งจิ่วเหยียนเข้าไปมองใกล้ ๆ ก่อนที่ใบหน้าจะตึงไปในทันที

“เป็นนางเองหรือ?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย