ตำหนักฉางเล่อ
“พระสนมเพคะ ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียกตัวพระนางไปที่ห้องทรงพระอักษรเพคะ!” นางกำนัลพลันวิ่งเจ้ามารายงานที่ตำหนักในด้วยท่าทีเป็นสุข
หรงเฟยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเปี่ยมสุขพลางนั่งอยู่บนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ฝ่าบาทกลับมาถึงวังหลวงได้หลายวันแล้ว ในที่สุดเขาก็คิดถึงนางเสียที
หลังจากนั้นไม่นาน หรงเฟยก็เดินทางไปยังห้องทรงพระอักษรในทันที
ด้านในห้องมีเพียงฝ่าบาทและเฉินจี๋เพียงสองคน
นางโค้งกายทำความเคารพ
“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
เซียวอวี้พลางหันมามองนางด้วยความเย็นชา
“เรื่องของเรากับซูฮ่วน เป็นเจ้าที่นำความไปบอกกับเสด็จย่าใช่หรือไม่?”
หัวใจของหรงเฟยพลันตกไปอยู่บนตาตุ่มทันที
ซูฮ่วน...
ที่ฝ่าบาทต้องการจะพบตัวนางนั้น เป็นเพราะเรื่องนี้เองหรือ?
หรงเฟยครุ่นคิดกับตนเอง
ผู้คนในวังหลวงที่ถูกจับกุมตัวไปมากมายนั้น โดยเฉพาะในตำหนักวั่นโซ่ว
ไทฮองไทเฮาได้ส่งคนมาส่งข่าวกับนางแล้วว่า เรื่องการลอบสังหารของซูฮ่วนนั้น ความแตกแล้ว
ฝ่าบาทที่เป็นคนเฉลียวฉลาดเช่นนี้ ย่อมต้องคาดเดาได้ว่ามีคนวิ่งโร่ไปฟ้องไทฮองไทเฮาอย่างแน่นอน
ในเมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้ หากนางยังมิยอมรับอีก ย่อมทำให้ฝ่าบาทเอาแต่สืบความไม่เลิก ทั้งยังส่งผลให้ฝ่าบาทนึกถึงแต่ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อนาง
หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้วนั้น หรงเฟยจึงเงยหน้าขึ้นมา พลางมองฝ่าบาทด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย ก่อนจะพยักหน้าลง
“เป็นหม่อมฉันที่พูดเองเพคะ”
ดวงตาของเซียวอวี้ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา เพียงพริบตาเดียวก็เจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวในทันที
“มู่หรงหลัน! เรามิได้เคยเตือนเจ้าในเรื่องนี้แล้วหรือ! ซูฮ่วนเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา เจ้ากล้าดียังไง…”
เขาเรียกชื่อจริงของนาง
ตุบ!
หรงเฟยคุกเข่าสองข้างคำนับ
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันทำเพื่อท่านเพคะ ทำเพื่อทายาทของพระองค์!
“ ซูฮ่วนเป็นบุรุษ หม่อมฉันจักปล่อยให้พระองค์ต้องแปดเปื้อนเพราะเขาไปได้อย่างไร!
“ในฐานะที่เป็นสหายท่านมานานหลายปี หม่อมฉันจักทนเห็นท่านถลำลึกไปมากกว่านี้ได้อย่างไรกัน?”
เซียวอวี้จ้องมองมู่หรงหลันด้วยความเย็นชา
พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก ความสัมพันธ์ย่อมมีความแน่นแฟ้น
นางและเสด็จย่าก็เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นความหวังดีที่ทำเรื่องเลวร้าย
ทว่า นางจักมิมีแรงจูงใจอันอื่นเลยหรือ?
เซียวอวี้มิอาจมิลองตรวจสอบสตรีตรงหน้าอีกครั้ง
“มู่หรงหลัน ความรู้สึกที่เจ้ามีต่อเรา มันเกินขอบเขตไปแล้ว”
ในขณะที่เขาถูกฮ่องเต้องค์ก่อนเรียกตัวกลับเข้าวังมานั้น เดิมทีตำแหน่งฮ่องเต้นี้อย่างไรก็คงมิอาจตกมาอยู่บนตัวของเขาได้ เหล่าพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกัน ทว่า ในช่วงที่ขึ้นครองบัลลังก์แรก ๆ นั้น เหล่าพี่น้องของเขาต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อลากเขาลงมาจากบัลลังก์ให้จงได้
ในเวลาเดียวกัน ปัญหาต่างแคว้นก็ถ่าโถมเข้ามา บรรดาแคว้นข้างเคียงต่างก็ฉวยโอกาสจากความวุ่นวายภายในเข้ามายึดประชิดหนานฉี หากแต่เป็นมู่หรงหลันที่เป็นคนเสนอให้สงบศึกภายในก่อนแล้วจึงค่อยไปจัดการภายนอก
หลังจากหารือกันแล้วนั้น นางจึงตัดสินใจแต่งเข้าวังมาในฐานะสนม เช่นนี้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่และตระกูลมู่หรงก็จักผนึกความรุ่งโรจน์เข้าด้วยกัน
และเป็นเพราะการตัดสินใจของนาง ที่ทำให้ตระกูลมู่หรงจากที่ลังเลใจ จนถูกบังคับมากลายเป็นฝ่ายของฝ่าบาทแทน ดังนั้นราชสำนักจึงได้เกิดความสงบลง
“ก่อนที่เจ้าจักแต่งเข้าวัง เราเคยกล่าวเอาไว้ว่า จักรับเจ้าเป็นสนมเพียงเพื่องานเท่านั้น เราสามารถมอบตำแหน่งสูงส่งให้เจ้าได้ ทว่า มิอาจมอบความรักเฉกเช่นบุรุษให้กับเจ้าได้
“หากเจ้ายืนกรานที่จะเลือกอย่างหลัง เราคงมิให้เจ้าแต่งเข้าวังมาเช่นนี้”
“ตอนนั้นเจ้าเอ่ยว่าอันใด? เจ้าบอกว่า เจ้าคิดกับเราเพียงแค่พี่ชายน้องสาวเท่านั้น มีเพียงใจที่ต้องการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระเรา หาได้คิดเป็นอื่น…”
หรงเฟยอดมิได้ที่จะส่ายหัวไปมา เพื่อขัดจังหวะคำพูดที่บีบหัวใจของเซียวอวี้
“ไม่ ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันหาได้เปลี่ยนไปไม่”
นางแต่งเข้าวังมาเพื่อช่วยเหลือฝ่าบาทจริง ๆ ช่วยให้เขาเป็นฮ่องเต้ที่ดี
ราชสำนักมีรุ่ยอ๋องอยู่เบื้องหน้า วังหลังมีนาง พวกเขาสามคนพี่น้องช่วยกันปกครองหนานฉีอย่างดียิ่ง
นางรู้ดีว่าฝ่าบาทหาได้มีใจรักนางเฉกเช่นความรักของชายหญิงไม่ นางมิรีบร้อน ถึงอย่างไรข้างกายของฝ่าบาทก็มีเพียงนาง มู่หรงหลันจึงคิดว่าตนเองแตกต่างจากสตรีนางอื่น นางสามารถร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเซียวอวี้ได้
หาได้เหมือนกับเหล่าสตรีที่คิดแต่จะแย่งชิงความโปรดปรานเหล่านั้นไม่!
นางมิอยากจะเชื่อเลยสักนิด
สายสัมพันธ์มิตรสหายที่มีมานานหลายปี เพียงแค่นางวิ่งโร่ไปฟ้องเท่านั้น เขาถึงกับทิ้งนางเลยหรือ! ?
หากนางคิดแตะต้องซูฮ่วนขึ้นมาจริง ๆ ละก็ เขาคงไม่... เขาคงไม่สั่งประหารนางเลยหรือ?
ทันใดนั้น หรงเฟยมีท่าทีไม่เต็มใจ ทั้งยังโกรธและมีท่าทีตื่นตระหนกอีกด้วย
รอบดวงตาของนางพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำในทันที
“ฝ่าบาท! ท่านมีสติเสียที! มีเพียงหม่อมฉันและรุ่ยอ๋องเท่านั้นที่หวังดีและห่วงใยต่อพระองค์! ซูฮ่วนนับว่าเป็นอันใดกัน? หากท่านยังเอาแต่ตามใจตนเอง เอาตัวไปผูกอยู่กับเขาเช่นนี้ ทำเอาผืนแผ่นดินแว่นแคว้นนี้ไปไว้ที่ใดกัน?”
เซียวอวี้ช่างไร้หัวจิตหัวใจยิ่งนัก
“นำตัวมู่หรงหลันออกไป!”
เขาเคยเตือนนางแล้ว
แต่เป็นนางที่ไม่ยอมฟังคำเขา ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้นต่อซูฮ่วนอีก
คิดว่าเขาโง่มากหรืออย่างไร ถึงมิรู้ว่านางกำลังยืมมือผู้อื่นมาฆ่าคนเช่นนี้!
เมื่อเหล่าองครักษ์เข้ามา เตรียมจะพาหรงเฟยออกไปนั้น
มู่หรงหลันพยายามต่อต้าน พลางเอ่ยถามเซียวอวี้ด้วยใบหน้าที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
“ฝ่าบาท พระองค์มิควรทำเช่นนี้กับหม่อมฉัน! ซูฮ่วนทำอะไรเพื่อท่านบ้าง? ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าครั้งที่ท่านขึ้นครองบัลลังก์ใหม่ ๆ หากมิใช่หม่อมฉันเป็นคนเกลี้ยกล่อมบิดา ราชสำนักจัดสงบสุขเพียงนี้หรือไม่?
“สิ่งที่หม่อมฉันทำเพื่อท่านมากมายหลายอย่าง ท่านลืมไปแล้วหรือ?
“ท่านสัญญากับหม่อมฉัน ว่าท่านจะเลี้ยงดูหม่อมฉันไปตลอดชีวิต ทั้งยังจะให้เกียรติหม่อมฉันอีกด้วย!
“ในยามนี้ ท่านจักขับไล่หม่อมฉันออกจากวังงั้นหรือ?
“เซียวอวี้! ! ท่านจักต้องขอโทษข้า!”
มู่หรงหลันเรียกชื่อจริงของฝ่าบาทออกมา
เซียวอวี้หาได้โกรธเคืองเพราะสิ่งนี้ไม่ เพียงแค่นึกไปถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ พวกเขาที่ออกไปฝึกยุทธด้านนอก ทั้งสามคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในยามนั้น หาได้มียศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ ไม่ มีเพียงแค่พี่น้องเท่านั้น
เซียวอวี้พลันโบกมือส่งสัญญาณให้องครักษ์ปล่อยตัวมู่หรงหลัน
นางที่คิดว่าฝ่าบาทใจอ่อนนั้น ก่อนจะมองดูเขาด้วยน้ำตาคลอ ทั้งยังดูอ่อนโยนและน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่...”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปอดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวีธีแก้ไขให้ด้วยค่ะ...