ใบหน้าที่เจือไปด้วยความอ่อนหวานและบอบบางของเหยาเนียงนั้น ในยามนี้พลันทะมึนตึงดำคล้ำขึ้นมา
นางจ้องมองไปที่แผ่นหลังของเซียวอวี้ ก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
“คิดไม่ถึงใช่หรือไม่! พวกเจ้าคิดว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วย แม้แต่ตัวฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่แท้จริงแล้ว คือข้า! เป็นข้าที่วางยาพิษฝ่าบาท!
“ฝ่าบาท ข้าต้องขอบพระทัยท่านยิ่งนัก
“ฮ่องเต้พระองค์ก่อนกระทำการสิ่งใดมักจะระมัดระวัง หากมิใช่ในปีนั้นท่านนึกสงสารบ่าว ทั้งยังให้พระสนมซูเฟยพาตัวบ่าวมาที่ตำหนักเว่ยยาง บ่าวก็คงมิมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้พระองค์ก่อนเช่นนี้อย่างแน่นอน… ฮ่าฮ่า!”
ดวงตาของเซียวอวี้พลางเจือไปด้วยความเย็นชา
ที่นางพูดขึ้นมาเช่นนี้ เป็นเพราะต้องการให้เซียวอวี้โมโหขึ้นมาเท่านั้น
ทว่า……
เซียวอวี้หาได้คิดสนใจไม่ ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนจักสิ้นพระชนม์อย่างไร!
บุรุษที่ทอดทิ้งเสด็จแม่ของเขาไปราวกับสิ่งของไร้ค่า ในฐานะที่เป็นฮ่องเต้ของแว่นแคว้นเขานั้น หาได้ทำสิ่งใดผิดไปไม่ ทว่า ในฐานะบิดาและสามี เขาสมควรตกตายไปนานแล้ว!
“เราอยากให้นางแม้อยู่ก็มิมีหนทางรอด อยากตายก็มิอาจตายได้!” พูดจบ เซียวอวี้พลันเดินจากไปโดยมิหันกลับมามองอีก ราวกับว่า หากเหลือบตามองเหยาเนียงเพียงเล็กน้อย จักทำให้ดวงตาของเขาแปดเปื้อน
“พ่ะย่ะค่ะ!” ผู้คุมคุกเทียนเหลารับคำบัญชา
เนื่องจากพวกเขารู้ดีที่สุด ว่าควรจักทรมานนักโทษด้วยวิธีใด
ก่อนที่รุ่ยอ๋องจะจากไปนั้น เขาหันไปมองดูเหยาเนียง สายตาของนางเต็มไปด้วยความอำมหิตมากมาย พร้อมทั้งเผยความเกลียดชังออกมา
นางเกลียดผู้ใดกัน?
เหตุใดต้องลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทด้วย?
รุ่ยอ๋องจึงคาดเดาว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของนางนั้น ต้องการทำร้ายหนานฉีอย่างแน่นอน
พลางกำชับผู้คุมขังเป็นการส่วนตัวว่า
“หากเค้นสิ่งใดออกมาได้ก็จัดการเสีย อย่าลืมจดจำคำพูดของนางเอาไว้ด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
พระราชวัง
เฟิ่งจิ่วเหยียนที่ได้รับข่าวจากตงฟางซื่อนั้น
พวกเขาจับสวินเฟิงได้แล้ว
ทว่า มิอาจพบเจออะไรที่เกี่ยวกับเบาะแสของมนุษย์โอสถเลยแม้แต่น้อย
ฝั่งของเฟิ่งจิ่วเหยียนเองก็มิอาจรั้งรอเฉย ๆ นางสั่งให้หว่านชิวไปนำกองตำรามาจากหอเก็บตำรามากองหนึ่ง ล้วนแต่เป็นข่าวลือหรือเรื่องแปลก ๆ ที่มีการบันทึกเกี่ยวกับมนุษย์โอสถเก็บรวบรวมเอาไว้
วันว่าง ๆ เช่นนี้ นางอ่านตำราไปถึงสามเล่มแล้ว
ตกพลบค่ำ ฮูหยินเมิ่งที่เข้ามาในวังหลวงเพื่อมาช่วยนางฝังเข็มนั้น ทั้งยังเพื่อมาเอ่ยคำลาอีกด้วย
สัจธรรมในใต้หล้านั้น ผู้คนมีพบย่อมมีจาก แม้แต่คนที่เรารักก็เช่นกัน
ฮูหยินเมิ่งที่ติดตามขบวนคุ้มกันจนมาถึงเมืองหลวงนั้น เพื่อป้องกันมิให้เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้สึกไม่สบายใจระหว่างเดินทางมางานมงคลสมรสของตนเอง
“ท่านอาจารย์หญิง ข้าเคยบอกกับท่านอาจารย์ไปแล้ว ว่าข้าจักให้ความสำคัญเรื่องปลอดภัยของตนเองเป็นที่สุด
“ท่านวางใจได้ ข้าเป็นบุคคลที่เคยผ่านขุมนรกมาแล้วนั้น ยามนี้ยังเพิ่งแต่งงานไปได้ไม่นาน ข้าย่อมมิอาจตายได้เจ้าค่ะ”
ฮูหยินเมิ่งพยักหน้าลงด้วยท่าทีจริงจัง ก่อนจะเอ่ยกำชับเฟิ่งจิ่วเหยียนออกมา
“เอาล่ะ จิ่วเหยียน เจ้าต้องจำสิ่งที่เจ้าพูดในวันนี้เอาไว้ เกรงว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นมาจริง ๆ เจ้ามิอาจผลีผลามกระโจนเข้าไปโดยไม่คิดถึงสิ่งใดได้อีก”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันนั้น เซียวอวี้ก็เดินเข้ามา
ฮูหยินเมิ่งจึงก้าวถอยหลัง พลางโค้งกายทำความเคารพ
“เข้าเฝ้าฝ่าบาทเพคะ”
กลิ่นอายความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในคุกเทียนเหลานั้น เมื่อเซียวอวี้เดินเข้ามาในตำหนักหย่งเหอ ก็เปลี่ยนบุคลิกตนเองให้เป็นมิตรและเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ราวกับเป็นคนละคนไปในทันที
“อาจารย์หญิงมิต้องมากพิธี”
เมื่อฮูหยินเมิ่งได้ยินฝ่าบาทเอ่ยเรียกขานตัวเองเช่นนี้ นางก็ตกตะลึงไปอยู่ครู่หนึ่ง
เซียวอวี้พลันสัมผัสได้ในทันทีว่าบรรยากาศภายในตำหนักผิดปกติไป
อีกทั้ง ภายในตำหนักหาได้มีข้ารับใช้อยู่สักคนไม่ อีกทั้งใบหน้าทั้งสองคนยังเต็มไปด้วยท่าทีจริงจังอีก
เซียวอวี้จึงเดินไปยังข้างกายของเฟิ่งจิ่วเหยียน พลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า
“เป็นอันใดไป?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ปลดเหรียญไม่ได้ค่ะ รบกวนช่วยแก้ไขให้หน่อย...
สนกมากค่ะ...
ขึ้นแต่โฆษณาบัง ออกไม่ได้ ต้องทำยังไงคะ...
มีเหรียญอยู่ 1000 เหรียญ แต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ ช่วยบอกวิธีแก้ไขด้วยค่ะ...
ช่วยแกปัญหาให้ด้วยค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค้ะ...
แก้ปัญหาด้วยค่ะ...
มีเหรียญแต่ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกไม่ได้ค่ะ...
ปลดล็อกตอนไม่ได้ค่ะ...