หลี่มู่ได้ยินเขาซุบซิบ ก็รู้สึกเกิดอยากหันหน้ากลับไปซัดเจ้าคนๆ นี้ ให้ตายๆ ไปเสีย
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหารคุกรุ่นจากตัวหลี่มู่ ติงอี้รีบร้อนยิ้มอธิบาย แก้ต่าง “ข้าก็แค่คิดเผื่อท่อนล่างกับช่วงชีวิตบั้นปลายของเจ้าเท่านั้นนา ถึงอย่างไรองค์ประกอบของมังกรกับมนุษย์ก็ยังแตกต่างกันอยู่ เผื่อ เอาไว้ว่าตอนนั้นพวกเจ้าสองคนเข้ากันไม่ได้…”
ผัวะ!
หลี่มู่ทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว ซัดหมัดตรงๆ ไปหนึ่งหมัดจนอีกฝ่าย ลอยหวือไป
คนอื่นๆ ก็เห็นจนชินตา
ติงอี้เป็นพวกทําอะไรไม่ค่อยเข้าที ไม่กี่วันนี้ก็มักจะถูกจ้าวลัทธิ จัดการเช่นนี้ ศิษย์ในลัทธิล้วนชินชาเสียแล้ว
ตอนนี้เอง สตรีมังกรอู๋เยี่ยเหินที่ยืนอยู่ข้างสระ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงประกายสีเขียวส่องสว่างอยู่ในดวงตาของนาง ตอนแรกดวงตาของ นางราวกับยังงงงวยอยู่ ทว่าไม่นานก็ได้สติกลับมา
สายตากวาดไปยังกลุ่มคน ท้ายสุดตกมาอยู่บนร่างของหลี่มู่ ใน ดวงตาของอู๋เยี่ยเหินเปล่งแสงประกายระยิบระยับ
…
หลังจากผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป
ในวิหารเซียนทะยาน
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ‘มังกรทะยาน’ ของจ้าวลัทธิเก่าแก่ ก็คือเลือด มังกรแท้หยดหนึ่ง หลังจากกลั่นพลังออกมาสามารถปลุกอภินิหารของ ชนเผ่ามังกรได้?”
ฟังเยี่ยอู๋เหินเล่าจนจบแล้ว พวกของหลี่มู่ถึงกับตกตะลึง
ที่แท้ก็เป็นเลือดมังกรแท้นี่เอง
สมบัติยุทธ์ที่เซียนกระบี่บัวครามหลี่ไป๋ทิ้งไว้ให้ ช่างดูฟุ่มเฟือยเสีย นี่กระไร
ชนเผ่ามังกรเป็นชนเผ่าใหญ่แห่งจักรวาล มีอภินิหารติดตัวแต่ กําเนิด ในตํานานเรื่องเล่ามากมายบนดาวโลก มังกรเป็นสัญลักษณ์แห่ง พลังและอภินิหาร คนจีนบนดาวโลก ยังเรียกตนเองว่าเป็น ‘ผู้สืบทอด แห่งมังกร’
หลี่มู่ไม่รู้ว่าการที่ชาวดาวโลกถูกเรียกว่านักโทษผู้ผิดบาป จะเกี่ยว ขอ้งกับชนเผ่ามังกรหรือไม่ ทว่าชัดเจนแล้ว เลือดแห่งมังกรแท้สําหรับ ความสําเร็จของจอมยุทธ์แล้วถือเป็นอะไรที่เหลือเชื่อเอามากๆ
ยิ่งไปกว่านั้นหลี่มู่ยังมองออกว่าเยี่ยอู๋เหินยังไม่ได้ผสานเข้ากับ เลือดแห่งมังกรอย่างสมบูรณ์ มิเช่นนั้น เกล็ดมังกรบนร่างกายนาง เขา บนศีรษะของนางจะสามารถปรากฏและหายไปได้ตลอดเวลา ไม่ เหมือนกับที่เป็นอยู่ตอนนี้ อยู่ในลักษณะครึ่งชัดครึ่งไม่ชัด
แล้วถ้าเยี่ยอู๋เหินผสานเข้ากับเลือดแห่งมังกรแท้ในร่างกายได้ จะ แข็งแกร่งขึ้นถึงระดับไหนกัน?
หลี่มู่รู้สึกเฝ้ารออย่างมาก
“ท่านจ้าวลัทธิเก่าแก่บอกว่า สิ่งสืบทอดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ แต่เป็นอาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์เขาทิ้งเอาไว้ และ ส่งต่อมาให้กับข้า” เยี่ยอู๋เหินอ้าปากอธิบาย เอ่ยต่อว่า “ท่านจ้าวลัทธิ เก่าแก่บอกอีกว่า เชื้อไฟการบําเพ็ญบนดาวโลกก็เป็นปรัชญาเมธีผู้นี้ที่ จุดขึ้น วิถีเซียนทางช้างเผือกก็เป็นปรัชญาเมธีผู้นี้เป็นผู้เบิกทาง…รอจน ข้าสามารถผสานเข้ากับเลือดแห่งมังกรแท้หยดนี้ได้ เส้นทางในอนาคต ก็จะไร้ขีดจํากัด น่าเสียดายที่ตลอดจนถึงช่วงปิดด่านของท่านจ้าวลัทธิ เก่าแก่กําหนดไว้ ข้ายังผสานไปได้ไม่ถึงหนึ่งในร้อย”
ทุกคนในที่นี้ล้วนอดสูดปากขึ้นมาไม่ได้ นี่ยังมีหลักการแห่งสวรรค์อยู่ไหม หนึ่งส่วนร้อยยังแข็งแกร่งขนาดนี้ กระโดดเข้าสู่ขั้นทะลวงสวรรค์ ได้ แล้วหลังจากผสานจนสมบูรณ์จะไปถึงไหนกัน? หลี่มู่ก็ยังลูบจมูกตนเอง ให้ตายเถอะ วันนั้นตนเองถือดีไปหน่อย ปฏิเสธของขวัญที่หลี่ไป๋ มอบให้ นี่มันพลาดโอกาสระดับไหนไปกันนี่ แต่ว่า เขาก็เพียงแค่ทอดถอน ไม่ได้รู้สึกเสียใจภายหลัง
หนึ่งคือวิชาที่ตนเองฝึกฝน เดิมทีก็ลึกลับเป็นหนึ่งไม่มีสองอยู่แล้ว จนถึงปัจจุบันยังคงไม่ได้แสดงพลานุภาพออกมาทั้งหมด สองคือเซียน กระบี่บัวครามหลี่ไปที่ยินยอมส่งต่อวิชานี้ให้กับคนอื่น ก็อธิบายได้ว่าหลี่ ไป๋เห็นพ้องกับความเห็นของหลี่มู่ พลังที่ได้จากการผสานกับเลือดของผู้ แข็งแกร่ง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นทางลัดที่เสียหายอะไร แต่พลังที่ได้จากการ ฝึกฝนทีละก้าวของตนเอง จึงจะเป็นวิถีของตนเองที่แท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่ไป๋เองก็คงจะมองออกถึงร่องรอยบางส่วน วิชาบน ร่างหลี่มู่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเผ่ามังกร ไม่จําเป็นจะต้องผสานเข้ากับเลือด แห่งมังกรแท้
แต่จากปากของเยี่ยอู๋เหิน อาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์ของ อาจารย์ของหลี่ไป๋คนนั้น ดึงดูดความสนใจของหลี่มู่อย่างมาก
“แล้วอาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์ของอาจารย์คนนั้นชื่อว่า อะไรหรือ หรือว่ามีฉายาอะไรบ้างไหม?” เขาอดถามขึ้นมาไม่ได้
เยี่ยอู๋เหินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกําลังทบทวนความทรงจํา จากนั้น จึงค่อยๆ เอ่ยออกมาว่า “ท่านจ้าวลัทธิเก่าแก่เหมือนจะเอ่ยถึงอยู่ ว่าเท วะคนนี้ไม่มีชื่อ แต่มีฉายาว่ามหาราชันแรงดลใจ”
มหาราชันแรงดลใจ?
หลี่มู่ขมวดคิ้ว
เขาขบคิดอยู่นานสองนาน นอกจากในตํานานไซอิ๋วที่มีภูตปลาตน หนึ่งชื่อว่ามหาราชันแรงดลใจที่ท้ายสุดถูกซุนหงอคงตีจนตายแล้ว อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพงศาวดารหรือบันทึกประวัติศาสตร์ รวมไปถึงนิยายต่างๆ ก็ไม่มีคนที่ใช้ชื่อว่า ‘มหาราชันแรงดลใจ’ แล้วนี่นะ?
แปลกจริงๆ
เมื่อแปลคําพูดของหลี่ไป๋ออกมา สิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ ตอนแรกที่ เล่าจื้อบรรลุธรรม ส่งต่อให้กับปรัชญาเมธีก่อนยุคฉินบรรลุธรรม
จากนั้นเหล่าปรัชญาเมธีบนดาวโลกได้สืบทอดต่อ และการที่เล่าจื้อก้าว สู่วิถีเซียน ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้
คนที่เก่งกาจเช่นนี้ บนประวัติศาสตร์โบราณของจีนน่าจะมี ชื่อเสียงอย่างมากจึงจะถูก ทําไมจึงไม่มีการบันทึกไว้เลย
เยี่ยอู๋เหินมองเห็นว่าหลี่มู่ค่อนข้างสนใจ จึงเสริมเติมต่อว่า “ท่าน จ้าวลัทธิเก่าแก่ยังแสดงภาพของมหาราชันแรงดลใจให้ข้าดูด้วย บอกว่า เมื่อได้รับสิริมงคลโอกาสนี้แล้ว นับจากนี้ก็ถือว่าเป็นผู้สืบทอดสํานักแรง ดลใจ ด้วยเหตุนี้จึงจําเป็นต้องรู้จักว่าบรมครูคือใคร”
พูดจบ นางใช้ปราณแท้รังสรรค์นําภาพที่ตนเองเห็นวาดออกมา กลางอากาศ
ผู้คนจากภูเขาสู่มองเห็นภาพร่างในชุดเต๋า เป็นภาพที่ค่อนข้าง สกปรกมอมแมม ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร
ทว่าหลี่มู่กลับเหมือนถูกอัสนีผ่าลงมา ตาค้างลิ้นพันอยู่กับที่พูด อะไรไม่ออกอยู่นาน
ให้ตายเถอะ!
ซินแสเฒ่า!
ภาพที่เยี่ยอู๋เหินวาดออกมา เป็นภาพของซินแสเฒ่าเทพเซียนลับๆ ล่อๆ ที่เก็บหลี่มู่มาอุปการะตั้งแต่ยังเล็กในวัดหรานเติงบนดาวโลกคน นั้น
หลี่มู่มองไม่ผิด และไม่มีทางเข้าใจผิด


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา