เข้าสู่ระบบผ่าน

จอมศาสตราพลิกดารา นิยาย บท 612

ทั้งสี่ตาจ้องประสาน กลางอากาศเสียดสีเกิดประกายไฟไร้รูปร่าง

หลี่มู่เดินไปกลางอากาศทีละก้าวๆ จากนั้นก็ก้าวลงมายังพื้นดิน มายังข้างกายศิษย์พี่รอง เขามองไปยังที่ไกล แม้จะเป็นการเงยหน้ามอง นักกระบี่ผมขาวเล็กน้อย

แต่ท่าทางของเขากลับแฝงด้วยรอยกระหายการต่อสู้ อยากจะสู้ เต็มที ท่าทางอวดดีนัก

และบนร่างกายของหลี่มู่มีรัศมีหลังจากชนะอย่างหนึ่ง ทําให้คนไม่ กล้าจ้องมอง

นักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานสีหน้าเรียบเฉย เขาจ้องหลี่มู่เขม็ง ใบหน้าไม่มีรอยโกรธแค้น ไม่มีรอยเป็นมิตร ไร้ซึ่งความยินดี ไร้ซึ่งความ ทุกข์โศก ใครก็ไม่รู้ทั้งนั้นว่าเขากําลังคิดอะไรอยู่

บรรยากาศแข็งค้างไปด้วยความเงียบงันของนักกระบี่ผมขาว หลินอวี่หาน

เหล่าผู้ฝึกฝนรอบๆ ต่างพากันถอยกรูดห่างออกไปอีกหลายร้อยลี้ อีกครั้ง

สี่ผู้อาวุโสวังประสานฟ้าล้วนตายด้วยมือหลี่มู่ทั้งนั้น รวมกับผู้สืบ ทอดที่หลี่มู่สังหารในสุสานเมื่อในวันวาน ระหว่างวังประสานฟ้าและห ลี่มู่พูดได้ว่าเป็นความแค้นบัญชีเลือดแล้ว สําหรับคนทั้งหลาย การต่อสู้ เป็นตายเหมือนดาวอังคารชนโลกอยู่ต่อหน้าแล้ว

อีกทั้งการต่อสู้เช่นนี้จะต้องน่ากลัวยิ่งกว่าการต่อสู้ระดับขุนพล ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน

ใครก็กลัวลูกหลงจากการต่อสู้เช่นนี้

ยิ่งมีนักล่ารางวัลแห่งห้วงดาราสมุทรมากมายที่ตอนนี้เริ่มมี ความคิด เตรียมแอบสังเกต หากจากการต่อสู้ หลี่มู่ได้รับบาดเจ็บหนัก หรือหลบหนี สําหรับพวกเขา โอกาสนั้นมาหาอีกแล้ว

คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร

เพื่อเงินรางวัลมหาศาลของสํานักต่างๆ ต่อให้พวกเขาเสี่ยงตายก็ ต้องสู้สักที คนไม่มีสมบัติไม่ร�ารวย ม้าไม่เพิ่มหญ้ายามดึกไม่อ้วนท้วน

ศิษย์พี่รองก็รู้สึกว่า ศึกใหญ่ครั้งนี้ยากจะเลี่ยง จึงรีบอุ้มติงอี้ที่สลบ ไสลอยู่ถอยไปในระยะห่างระดับหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต�า “เจ้าลัทธิ สู้ๆ ทุบเจ้าผมขาวตัวน้อยให้เละไปเลย…”

เจ้าผมขาวตัวน้อย?

หลี่มู่มองเจ้าสํานักวังประสานฟ้าหลินอวี่หาน ผมขาวทั้งหัวจริงๆ นั่นแหละ

แต่ทําไมต้องเติมตัวน้อยด้วยเล่า?

อืม เหมือนว่าก็จะถูก

หมูตัวนี้ถูกสะกดอยู่ในหินต้นกําเนิดระดับเทวะเป็นเวลานาน หลายหมื่นปีก็อาจจะเป็นไปได้ ดูจากด้านนี้แล้วเขาก็เป็นหมูแก่จริงๆ นั่นแหละ อายุของหลินอวี่หานเทียบเขาไม่ได้แน่ๆ

หลี่มู่คิดในใจ พลางกระตุ้นปราณแท้ทั่วร่าง รักษาอาการบวมแดง และฟกช�าบนเนื้อตัว ฟื้ นฟูสภาพ เตรียมออกสู้

เผชิญหน้ากับผู้ฝึกฝนขั้นนักรบที่ฝึกฝนวิชาลับแท้จริง เจ้าสํานักวัง ประสานฟ้าผู้นี้ อันที่จริงแล้วในใจของหลี่มู่ไม่มั่นใจเหมือนกับตอนที่สู้ กับประเภทพรสวรรค์อย่างสุนัขโลกันต์สามหัว

แต่เขาไม่มีทางหนีการต่อสู้เด็ดขาด

จากการหลอมรวมของพลังกายเนื้อ อากาศรอบๆ ตัวเขาเริ่มบิด เบี้ยว

แสงกระบี่ใต้ฝ่าเท้านักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานส่องประกายพร่าง พราย กระบี่ออกมารับทุกย่างก้าว เดินมาอย่างช้าเนิบ

เพียงชั่วพริบตาก็อยู่ห่างกับหลี่มู่ไม่ถึงสามสิบจั้ง

ลมหายใจของทุกคนต่างหยุดลง

นักกระบี่ขั้นขุนพล หากได้ลงมือแล้วจะสะท้านฟ้าสะเทือนดินปาน ใด?

ทุกคนต่างรู้สึกว่า เสี้ยวขณะถัดไป อภิมหาศึกต่อสู้ที่มากพอจะ บันทึกลงตําราประวัติศาสตร์ของเขตดาราเทพวีรชนกําลังจะเริ่มขึ้น แล้ว

ทว่า——

“นับแต่วันนี้ไป บุญคุณความแค้นระหว่างวังประสานฟ้าและท่าน หายกันเพียงเท่านี้ดีหรือไม่?”

นักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานเอ่ยปาก

เนื้อความของคําพูดทําเอาฟ้าดินเงียบงันทันที

ความงุนงงไร้คําพูดแผ่ออกมาจากในใจของทุกคนอย่างเงียบงัน ทําให้ทั่วทั้งโลกพลันเปลี่ยนไปเหมือนไม่เป็นจริงทันใด

หายกัน?

นี่…ไม่ใช่ว่าฟังผิดหรอกใช่ไหม?

หรือจะบอกว่าสมองของนักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานมีปัญหา? ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน แม้แต่หลี่มู่หน้าตาก็ยังอึ้งตะลึง

เกิดอะไรขึ้น?

ไม่ใช่กับดักใช่ไหม? เขามองไปยังนักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หาน ใบหน้าของฝ่ายหลังไม่มีท่าทีอะไรที่เป็นพิเศษ ยังคงสงบนิ่ง

“เจ้ามีพลังที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเขตดาราเทพวีรชนได้แล้ว เป็น ศัตรูกับเจ้า สําหรับวังประสานฟ้าไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่า นับจากวันนี้เป็น ต้นไป บุญคุณความแค้นทุกอย่างหายกันทั้งหมด วังประสานฟ้าจะ ไม่ให้รางวัลค่าหัวเป็นศัตรูกับเจ้าอีก และก็จะควบคุมดูแลลูกศิษย์ใน สํานัก แต่เจ้าต้องไม่ฆ่าลูกศิษย์วังประสานฟ้าอีก เป็นอย่างไรเล่า?”

หลี่มู่พอจะเข้าใจแล้วทันที

เห็นได้ชัดว่าหลินอวี่หานชั่งผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสีย ตัดสินใจ สุดท้ายออกมา

หากสู้ต่อไปก็บาดเจ็บหนักทั้งสองฝ่าย

สํานักใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ในห้วงดารามาเนิ่นนาน ให้ ความสําคัญกับเกียรติศักดิ์ศรีของสํานัก แต่ก็ให้ความสําคัญกับ ผลประโยชน์และการคงอยู่ของสํานักเช่นกัน

ในอารยธรรมวิถียุทธ์ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งกินผู้ อ่อนแอ การเผลอเรอและถ่อมตัวใดๆ สําหรับขั้วอํานาจใหญ่ขั้วอํานาจ หนึ่งนั้น เป็นไปได้อย่างมากว่าหมายถึงการดับสลาย เหล่าเพื่อนบ้านที่ดู เหมือนเป็นมิตร สมัครสมานสามัคคีดี หากพบโอกาสที่ฉวยใดๆ ได้ ก็จะ แห่แหนบุกโจมตีมากลืนกิน เหมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลือดแบบนั้น

หากพูดให้ง่าย บ้านๆ หน่อยแล้วล่ะก็ คือสู้ไม่ได้ก็ยอมแพ้

หลี่มู่มองเจ้าสํานักวังประสานฟ้าคนนี้สูงไปหน่อยแล้วจริงๆ

คนปกติต่อให้ในใจยอมแพ้ แต่ท่าทีภายนอกไม่มีทางอดกลั้นความ อัดอั้นนี้ได้เป็นอันขาด

โดยเฉพาะหลี่มู่มองออกว่า หลินอวี่หานไม่ได้คิดจริงๆ ว่าหากสู้กัน ขึ้นมาแล้วตัวเขาจะแพ้

การต่อสู้ที่ไม่มีทางแพ้ เขากลับยอมแพ้

เพราะหากมองจากมุมมองประโยชน์ของสํานัก แพ้ชนะไม่ได้มี ความหมายอะไร หากในการต่อสู้เขาได้รับบาดเจ็บหรือมีอะไรสูญเสีย

ไปล่ะก็ เช่นนั้นก็จะยิ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย อีกทั้งชื่อเสียงและหน้าตา ต่างๆ นานาที่ว่า เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้สําคัญ อะไร การคงอยู่ของสํานักล้วนคาบเกี่ยวระหว่างผลประโยชน์และพลัง ตลอดกาล

เสียงที่ทั้งโบราณและแหบแห้งเสียงหนึ่งดังมาจากจุดที่ลึกที่สุด เหมือนกับเทพแห่งความตายที่หลับลึกในนรก “ดีมาก ผู้ทําการใหญ่ ไม่ จําเป็นต้องสนใจชื่อเสียงมายา พวกเฝิงเจิ้นสี่คนตายไปแล้วก็ค่อนข้าง น่าเสียดาย แต่ก็สะเทือนถึงรากฐานเราไม่ได้ เลือกเฟ้นคนในสํานักสัก สามสี่คนเอาไปแทนที่ก็แล้วกัน”

“ศิษย์เข้าใจแล้ว” หลินอวี่หานตอบ

……

เมืองพายุดารา ผู้ฝึกฝนที่เดินทางมาไกลเพื่อล่าสังหารหลี่มู่สลายตัวไปจนสิ้น

ขั้วอํานาจฝั่ งต่างๆ ที่ร้องแรกแห่กระเฌอจะฆ่าหลี่มู่เพื่อแก้แค้น ให้กับผู้ตาย ก็ต่างหยุดลั่นกลองรบทันที หลายคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในนั้น อย่าง ‘กระบี่ดาวตก’ ติงซานสือ ก็หนีไปไกลลิบผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย ดาราที่ไกลที่สุด กลัวว่าจะถูกหลี่มู่ไล่สังหาร

หลี่มู่แน่นอนว่าไม่ว่างแบบนั้น หลังจากศึกต่อสู้ เขาก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมหอเซียน

ถึงแม้จะเป็นกิจการของวังประสานฟ้า แต่ในเมื่อเจ้าสํานักคืนดีกับ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่แล้ว เช่นนั้นพนักงานในโรงเตี๊ยมหอเซียนแน่นอนว่าไม่ มีทางไปสู้เป็นสู้ตายอีก แต่กลับต้อนรับหลี่มู่อย่างยําเกรงและตั้งใจ

มู่ซุ่น ผู้รับผิดชอบโรงเตี๊ยมเมื่อในวันวานตายเหมือนขนเส้นหนึ่ง ลอยกลางอากาศ ไม่มีค่าใดๆ กระทั่งว่าไม่มีใครไประลึกถึงเขาเลยด้วย ซ�า

หลี่มู่จัดการให้ติงอี้พักในโรงเตี๊ยม รักษาอาการบาดเจ็บให้เขาอีก ครั้ง สกัดพิษไม่ให้โคจรทั่วร่าง

ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้สิทธิ์เข้าถึงของตัวเองเข้าสู่เครือข่ายเซียน

หลี่มู่หวังจะหา ‘โอสถคืนวิญญาณสมบูรณ์’ มารักษาพิษให้ติงอี้ได้ ผ่านจาก ‘เครือข่ายเซียน’ สุดท้ายยังไม่ทันจะได้ค้นหาซื้อของออนไลน์ หน้าข้อมูลส่วนตัวก็เด้งการแจ้งเตือนนับไม่ถ้วนออกมาไม่หยุด

“หืม? เหมือนว่าจะรวยแล้ว?”

หลี่มู่เห็นการแจ้งเตือนยอดโอนเงินเข้านับไม่ถ้วน คํานวณอย่าง ละเอียดแล้วก็ต้องตกใจใหญ่

เวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ นี้ได้ผลึกเซียนสีทองแดงสองหมื่นกว่าก้อน เทียบเท่ากับผลึกเซียนสีเงินสองพันกว่าก้อน ผลึกเซียนสีทองสองร้อย กว่าก้อน…นี่ คนฝึกฝนในเตาหลอม เงินงอกออกมาจากเครือข่ายเซียน?

เกิดอะไรขึ้น? จากนั้นหลี่มู่ก็ยิ่งตกใจ

มีคนจ่ายเงินเพื่ออ่านกระทู้ขยะที่ตนเขียนลง ‘เหตุการณ์เทพวีร ชน’ เยอะขนาดนี้เชียว…คนในเขตดาราเทพวีรชนมีชีวิตความเป็นอยู่ จนถึงขั้นร�ารวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปทําอะไรแล้วอย่างนั้นรึ?

เขาเข้าไปในกระดานสนทนา ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ อย่างสงสัย จากนั้นหลี่มู่ก็โมโหจนควันออกหู “ ‘ดาบคลั่ง’ หลี่มู่ต้องไม่ตายดี… ” “หลี่มู่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ ฟ้าต้องผ่ามันตาย” “สาปแช่งโคตรเง้าหลี่มู่ไปสิบแปดชั่วโคตร!” “ทุกคนร่วมมือกันไปขุดสุสานตระกูลหลี่มู่กัน!”

“รีบคิดหาวิธีกัน ฆ่ามันไม่ได้ พวกเราทําให้มารชั่วไร้ความเป็น มนุษย์โมโหตายไปเลย”

“ไม่ได้ เราจะยอมแพ้ไม่ได้ ต่อให้ร่างต้องแหลกเป็นผุยผงก็จะต้อง ฆ่าหลี่มู่ให้ตาย วันนี้พวกเราพูดกันตรงนี้เลย ต่อให้ครอบครัวต้องล่มจม ก็จะต้องให้ค่าหัวหลี่มู่ จะขี้ขลาดแบบคนวังประสานฟ้าไม่ได้เด็ดขาด”

กระทู้ประเภทนี้แทบจะเป็นสแปมของ ‘เหตุการณ์เทพวีรชน’ แล้ว

หลี่มู่ควบคุมหน้ากระทู้ เลื่อนลงมาอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่ละหน้า แต่ ละกระทู้ล้วนก่นด่าสาปแช่งตนทั้งสิ้น

มารดามันสิ!

หลี่มู่อึ้งไปในทันที

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

เราคงไม่ได้ไปขุดสุสานบรรพชนของคนทั้งเขตดาราเทพวีรชนเข้า หรอกนะ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จอมศาสตราพลิกดารา