ไม่นานนัก ยาต้มร้อนๆ ก็ถูกยกเข้ามา
ซูหว่านค่อยๆ ป้อนเขาทีละช้อนด้วยตัวเอง แล้วยังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบยาที่มุมปากให้เขาอย่างใส่ใจ
“ขมจัง!” เจียงอวี้ขมวดคิ้ว
ซูหว่านไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด! ขนาดโดนโบยจนเจ็บเจียนตาย เขายังทนได้ไม่ร้องออกมาสักแอะ แล้วนี่ แค่ยาขมถ้วยเล็กๆ แค่นี้ เขาจะทนไม่ได้เชียวหรือ?
สำออยเหลือเกิน
“หวานเป็นลมขมเป็นยา เด็กดี ปิดจมูกไว้แล้วดื่มเข้าไปเร็วๆ ก็ไม่ขมแล้ว!”
เจียงอวี้รู้สึกว่า สถานการณ์ดูเหมือนไม่เป็นไปตามที่เขาจินตนาการไว้เลย นางควรจะตามใจและเกลี้ยกล่อมเขาอย่างอ่อนโยนไม่ใช่หรือ
แน่นอนว่า หวานหว่านของเขาไม่สามารถใช้มาตรฐานของสตรีทั่วไปมาวัดได้
นางช่างแตกต่างและไม่เหมือนใครจริงๆ
สุดท้าย เจียงอวี้ก็ดื่มยาขมถ้วยนั้นจนหมดอย่างว่าง่าย
“ดีมาก รักกันลึกซึ้งก็ต้องดื่มรวดเดียวให้หมด”
เจียงอวี้รู้สึกจนปัญญาจริงๆ 'รักกันลึกซึ้งก็ต้องดื่มรวดเดียวให้หมด' เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“หวานหว่าน ถึงเวลาต้องกลับแล้ว”
เสียงของซูมู่ดังขึ้นนอกกระโจม ซูหว่านคิดไม่ถึงว่าเขายังคงรออยู่ข้างนอก
ซูหว่านก็อยู่ในนี้มาตั้งนานแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะต้องกลับแล้วจริงๆ
ถึงจะเป็นการมาเยี่ยม แต่ก็ไม่ควรค้างคืนข้างนอก เดี๋ยวจะมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปอีก
“เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ท่านพักผ่อนเถอะ”
ซูหว่านลุกจะจากไป แต่เจียงอวี้กลับดึงแขนของนางไว้ รั้งไม่ให้นางไป
“จะไปแบบนี้หรือ”
น้ำเสียงและสีหน้าของเขาดูน่าสงสารมาก จนซูหว่านก็ทนไม่ไหวกับท่าทางแบบนี้
“ท่านยังต้องการอะไรอีก” ซูหว่านเขินอายเล็กน้อย
เจียงอวี้ชี้ที่ริมฝีปากของตน เรียกร้องการจูบอย่างเปิดเผย
เห็นแก่ที่วันนี้เขากล้าหาญยอมเจ็บตัวเพื่อความรัก แถมยังถูกโบยอีกสามสิบไม้ ซูหว่านจึงตัดสินใจตอบสนองความต้องการของเขา
นางย่อตัวลง จรดริมฝีปากที่มุมปากของเขา แต่ในขณะที่กำลังจะผละออก นางกลับถูกเขาใช้แขนเกี่ยวรั้งคอเอาไว้ จุมพิตนี้จึงยิ่งแนบแน่นไม่ยอมให้นางจากไป
ซูมู่เห็นว่าด้านในเงียบไปนาน จึงเปิดม่านกระโจมเตรียมจะเรียกซูหว่านอีกครั้ง
“เจ้าเจียงเอ๋ย เป็นไงบ้าง ยังมีชีวิตอยู่ไหม”
งาช้างไม่เคยงอกออกมาจากปากสุนัขจริงๆ เจียงอวี้หันศีรษะมามองเขาอย่างหมดคำพูด
“ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว นี่เป็นยาใส่แผลที่ข้าจิ๊กมาจากสำนักหมอหลวง เจ้าดูเอาเองเถอะว่าอันไหนใช้ได้ สหายอย่างข้าไม่ได้อยากเห็นความสุขในชีวิตช่วงครึ่งหลังของเจ้าต้องพังทลายลงหรอกนะ”
คำพูดนี้ทำเอาเจียงอวี้ต้องครุ่นคิดเลยว่า บริเวณที่เขาได้รับบาดเจ็บ ไม่น่าจะกระทบถึงความสุขของชีวิตในช่วงครึ่งหลังหรอกกระมัง?
“องค์ชายเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ หากปากของท่านไม่จำเป็นต้องใช้ ก็สามารถมอบให้คนที่ต้องการได้”
คำพูดนี้ จงใจเหน็บแนมว่าเขาพูดจาไม่เข้าหู แน่นอนว่ามู่หรงไหวก็ฟังออกเช่นกัน
แต่ผิวหน้าของเขาหนาเตอะ ทั้งยังไม่เคยวางท่าต่อหน้าสหาย
“จำเป็นต้องใช้สิ จะไม่ใช้ได้อย่างไรเล่า วันนี้ที่มาก็เพื่อจะบอกเจ้าว่า ข้าไม่ได้มีความคิดอื่นใดต่อจวิ้นจู่เลยจริงๆ หลักการที่ว่า ‘ไม่ควรไปยุ่งย่ามกับภรรยาของพี่น้อง’ ข้าเข้าใจดี เจ้าวางใจเถอะ เรื่องเสด็จแม่ของข้า ข้าจะไปพูดเอง เดี๋ยวกลับถึงเมืองหลวงแล้ว ก็จะมีการคัดเลือกพระชายาให้ข้าไม่ใช่หรือ
ถึงตอนนั้นข้าก็จะเลือกพระชายาเอกของข้า พวกเขาก็จะได้ล้มเลิกความคิดที่จะจับคู่ให้ข้ากับจวิ้นจู่”
มู่หรงไหวคิดไว้เรียบร้อยแล้ว สรุปคือขอให้สหายสบายใจได้ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะให้จวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์มาเป็นอนุภรรยา
“ทำไมถึงได้รีบร้อนเช่นนี้” เจียงอวี้รู้สึกว่า เหตุใดเขาถึงได้พูดถึงการแต่งงานได้อย่างผ่อนคลายแบบนี้
มู่หรงไหวยักไหล่ “คนที่มีสถานะเช่นข้า เรื่องสมรสก็ต้องผูกมัดกับเรื่องการเมือง ข้าดูไว้แล้ว บุตรสาวคนโตของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาไม่เลวเลยทีเดียว ข้าตั้งใจจะเลือกนางมาเป็นพระชายาองค์ชายเจ็ดของข้า นางให้การสนับสนุนและชื่นชมข้าอย่างยิ่ง ในทุกด้านถือว่าเหมาะสมอย่างที่สุด”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...