“ชอบก็ตรงที่เขาหน้าตาดียังไงล่ะ!”
คำตอบนี้เป็นคำตอบที่เจียงกั๋วกงคาดไม่ถึง ทำให้เขาหัวเราะออกมาทันที
“ไม่เห็นจะดีเลย หน้าตาดีตรงไหนรึ”
คำพูดค่อนแคะจากบิดาผู้ให้กำเนิด ไม่รู้ว่าเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือแค่พูดตามมารยาท
ทว่า ในขณะที่เขาพูดประโยคนี้ สีหน้าและน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างชัดเจน
ซูหว่านพลันตระหนักได้ว่า เจียงกั๋วกงก็ไม่ได้เคร่งขรึมอย่างที่คิด น่าจะมีนิสัยขี้เล่นอยู่บ้าง
“เจ้าลูกคนนี้น่ะดื้อรั้นมาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยลงรอยกับข้าเลย แถมยังชอบทำตัวขัดแย้งกับข้าเสมอๆ เห็นแก่แม่ของเขาหรอกนะ ข้าก็เลยยอมหลับตาข้างหนึ่ง จนตอนนี้เขาก็เติบใหญ่แล้ว มีนางในดวงใจแล้ว
ตอนเป็นเด็ก หากปรารถนาสิ่งใด หรือต้องการบรรลุเป้าหมายอะไร เขาก็จะพยายามทุกวิถีทาง เวลานี้ก็ยังเป็นแบบนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ส่วนข้าก็แก่ลงแล้วเช่นกัน”
เจียงกั๋วกงแหงนหน้ามองฟ้า ราวกับกำลังหวนคิดถึงอดีต
ซูหว่านไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องเหล่านี้กับนาง แต่ก็พอฟังออกว่าเขายังคงโอนอ่อนให้เจียงอวี้อยู่ไม่น้อย
ไม่นานนัก หลังจากจัดการกับบาดแผลของเจียงอวี้เสร็จ ซูมู่เดินออกมาจากด้านใน
“ทำแผลเสร็จแล้ว เข้าไปได้”
ซูหว่านรีบวิ่งเข้าไปในกระโจม ภายในยังคงอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ
เจียงอวี้ที่นอนพังพาบอยู่บนเตียงได้เปลี่ยนเป็นชุดนอนสะอาดสะอ้านแล้ว ตอนนี้เขาทำได้เพียงนอนคว่ำหน้าเท่านั้น
เมื่อเห็นซูหว่านเดินเข้ามา เขาก็ส่งยิ้มอ่อนโยนให้
ซูมู่ถอนหายใจด้วยความเอือมระอาเมื่อเห็นน้องสาวของตัวเองไม่สนใจเขาเลย จากนั้นจึงรออยู่ด้านนอก
พี่ใหญ่กำชับไว้ว่า ตอนกลับจะต้องพาน้องสาวกลับไปด้วย เพราะอย่างไรเสียการที่เด็กสาวยังอยู่ข้างนอกไม่ยอมกลับบ้านในยามดึกดื่นมืดค่ำ ดูจะไม่เหมาะสมนัก
เขาจดจำคำสั่งของพี่ใหญ่ได้ขึ้นใจ ประเดี๋ยวก็ต้องพาซูหว่านกลับไปด้วย
ซูหว่านเดินเข้ามานั่งลงข้างเตียง แล้วช่วยซับเหงื่อให้เขา
“ดีขึ้นบ้างไหม เจ็บมากหรือเปล่า”
เจียงอวี้คว้ามือของนางมาจุมพิตที่ริมฝีปากอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะสายลมโชยในป่ายามค่ำคืนค่อนข้างเย็นยะเยือก มือของนางจึงเย็นเฉียบ
คิ้วของเจียงอวี้ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนยากจะสังเกตเห็น
“มีเจ้าอยู่ข้างๆ ข้าไม่รู้สึกเจ็บเลย”
ซูหว่านรู้สึกเขินอายกับคำพูดของเขา ยิ่งไปกว่านั้น บิดาของเขาก็ยังอยู่ข้างๆ ด้วย นี่มันเวลาไหน ยังไม่วายพูดจาหวานเลี่ยนเช่นนี้อีก
อย่างน้อยเจียงอวี้ก็ได้เห็นความแน่วแน่ในความรู้สึกที่ซูหว่านมีต่อเขา
อันที่จริงซูหว่านก็อยากจะอธิบายเรื่องระหว่างนางกับมู่หรงไหวให้เขาฟัง
“เอ่อ...เรื่องของข้ากับมู่หรงไหว...”
“ข้ารู้!”
ซูหว่านยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน
จากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ข้าเชื่อใจเจ้า เมื่อครู่นี้มู่หรงไหวก็พูดกับข้าแล้ว หวานหว่าน ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีความลับที่พูดไม่ได้อะไร ยังไงข้าเลือกที่จะเคารพการตัดสินใจของเจ้า เจ้าไม่ต้องอธิบายอะไรกับข้าเลย”
ที่ซูหว่านไปพบมู่หรงไหวเป็นการส่วนตัว เขารู้มานานแล้ว
คนของเขาคอยคุ้มกันอยู่กับซูหว่านทุกวัน ย่อมเห็นนางไปพบมู่หรงไหวตามลำพัง
คนหนึ่งคือสตรีที่รัก อีกคนคือสหายสนิท ที่จริงแล้วเขาก็เชื่อใจคนทั้งสอง
นอกจากนี้ วันนี้ชัดเจนว่าองค์ชายหกจงใจยุยงให้เกิดความแตกแยก เขาไม่ใช่คนตาบอดเสียหน่อย
ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ซูหว่านก็ขี้เกียจจะอธิบายเหมือนกัน เขาเชื่อใจนางก็พอ เรื่องอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ
ยิ่งอธิบาย ก็ยิ่งดูเหมือนมีเจตนาจะปิดบัง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...