สิ่งที่ฮ่องเต้สนใจมิใช่ว่านางจะแต่งให้ผู้ใด แต่เป็นอำนาจทางการทหารนับแสนนายที่อาจสั่นคลอนรากฐานของแคว้นได้ต่างหาก
บัดนี้ แคว้นนอกด่านต่างสงบราบคาบแล้ว แผ่นดินของแคว้นจิ้นก็ได้ขยายอาณาเขตไปถึงจุดที่เหมาะสม เรียกได้ว่าผลงานในยุคสมัยของพระองค์นั้นเพียงพอให้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว
ทว่าพระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดเหตุพลิกผันใด ๆ ขึ้นอีกในช่วงเวลาที่ยังทรงครองราชย์อยู่ ดังนั้นจึงจำต้องป้องกันไว้ก่อน
เมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ปราศจากความวุ่นวายจากสงครามแล้ว จะยังต้องการขุนศึกเหล่านั้นไปเพื่อการใด?
แล้วเหล่าแม่ทัพจะยังถือครองอำนาจทางการทหารไว้เพื่อประโยชน์อันใดอีกเล่า?
เรื่องนี้ยากจะชั่งใจนัก ใครเล่าจะยอมสละอำนาจทางการทหารนับแสนนายไปโดยง่าย?
หากยอมสละไป จวนเจียงกั๋วกงในวันข้างหน้าก็จะเป็นเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า ไม่ต่างอันใดกับจวนโหวหรือจวนป๋อที่มีแต่ชื่อแต่ไร้อำนาจ
ด้วยเหตุนี้เจียงอวี้จึงกล่าวว่า จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้อยู่ที่บิดาของเขา
ในฐานะบุตรชาย เติบใหญ่มาป่านนี้แล้ว เขายังไม่เคยได้ทำหน้าที่ของซื่อจื่อให้สมบูรณ์ จะให้เอ่ยปากขอให้บิดาสละอำนาจทางการทหารโดยตรงได้อย่างไร?
หากไม่ได้การจริง ๆ เขาคงต้องพานางไปจากเมืองหลวง ไปยังเมืองจงโจวเสีย
อย่างมากที่สุดก็แค่ไม่กลับมาเหยียบเมืองหลวงอีกตลอดชีวิต ทว่าครอบครัวของซูหวานเล่าจะทำเช่นไร?
หรือเพียงเพื่อจะได้อยู่กับเขา จะต้องเห็นแก่ตัวขอให้นางทอดทิ้งครอบครัว มาซ่อนตัวอยู่กับตนที่จงโจวไปชั่วชีวิตงั้นหรือ?
เรื่องนี้จึงทำให้เจียงอวี้กลัดกลุ้มใจยิ่งนัก บางถ้อยคำเขาก็มิรู้ว่าจะเริ่มต้นเอ่ยปากอย่างไร มิใช่ว่าไม่เข้าใจ
เหตุผลนั้นทุกคนต่างเข้าใจดี เพียงแต่ไร้ซึ่งจุดยืนที่จะกระทำตามนั้นเท่านั้น
“ตอนนี้ท่านดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
ซูหว่านเปลี่ยนเรื่องสนทนา หันมาไถ่ถามอาการของเขาแทน
ในเมื่อตอนนี้นางล่วงรู้แล้ว ก็ย่อมเข้าใจว่าเป้าหมายของฝ่าบาทคือการเรียกคืนอำนาจทางการทหาร มิใช่ตัวนาง
การที่เชิญนางไปร่วมพิธี ก็เป็นเพียงการกดดันให้พวกเขาร้อนใจเท่านั้น
เมื่อไม่ต้องกังวลว่าจะต้องแต่งให้มู่หรงไหวแล้ว จะยังมีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกเล่า อย่างมากก็แค่ยืดเวลาต่อไปอีกหน่อย รอมาได้ตั้งหลายปีแล้ว จะรออีกเพียงไม่กี่เดือนจะเป็นไรไป
“ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่กี่วันก็คงจะลุกจากเตียงได้”
การโบยนั้นเป็นเรื่องจริง หาใช่เรื่องล้อเล่นไม่ การโบยสามสิบไม้นั้นหนักหนาพอที่จะคร่าชีวิตสตรีบอบบางคนหนึ่งได้เลยทีเดียว
โชคดีที่เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทั้งยังได้รับการรักษาทันท่วงที ปัญหาจึงไม่นับว่าใหญ่หลวง
ราวกับว่าเขาย้ายบ้านหลังที่สองของตนเองจากในค่ายทหารกลับมาอย่างไรอย่างนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อต้องเข้าเฝ้า เจียงกั๋วกงถือกล่องใบหนึ่ง สวมทับด้วยชุดขุนนางสีแดงชาดของตน
เดิมทีเจียงอวี้คิดจะรอให้บิดาเลิกเข้าเฝ้าแล้วค่อยเข้าไปหารือเรื่องนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะเกิดจุดพลิกผันขึ้น
บนพระที่นั่งไท่เหอ หลังจากขันทีเพิ่งกล่าวจบประโยคที่ว่า มีธุระกราบทูล ไม่มีธุระถวายบังคมลา เจียงกั๋วกงก็ก้าวออกมายืนทันที
“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองเจียงกั๋วกงที่เดินออกไปคุกเข่าลง แล้วเลิกคิ้วขึ้น นิ้วที่สวมแหวนหยกเหลืองลายมังกรหมุนไปมาอย่างเชื่องช้า ปลายคิ้วฉายแววสำราญใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“เจียงกั๋วกง เจ้ามีเรื่องอันใด ก็ว่ามาเถิด!”
ฝ่าบาทช่างเป็นดั่งจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์โดยแท้ เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือ แต่ยังทรงแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้เรื่องอันใด
“ฝ่าบาท บัดนี้แคว้นจิ้นสงบสุขร่มเย็น ปราศจากศึกสงครามให้วุ่นวายใจ กระหม่อมใคร่ครวญดูแล้วว่าตนเองก็ชราภาพมากแล้ว ทั้งอาการบาดเจ็บเก่าก็ยังกำเริบจนเจ็บปวดสุดจะทน สำหรับราชการในกองทัพนั้น นับวันยิ่งมีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง ตอนนี้เพียงมุ่งหวังที่จะได้เกษียณอย่างสงบ รักษาตัวและใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่บ้าน เฝ้ารอให้ลูกหลานได้เป็นฝั่งเป็นฝา มีทายาทวิ่งเล่นอยู่รอบกาย วันนี้จึงขอนำตราพยัคฆ์มาคืนสู่ราชสำนัก หวังว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นแก่ที่กระหม่อมตรากตรำมาครึ่งค่อนชีวิตจนร่างกายมีแต่โรคภัย ได้โปรดอนุญาตให้กระหม่อมได้ถอดชุดเกราะด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ในท้องพระโรง เจียงกั๋วกงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้จบ พร้อมกับชูกล่องที่เก็บตราพยัคฆ์ขึ้นเหนือศีรษะ
เมื่อเขาเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ทั้งซูจิ่งและซูเฉินต่างตกตะลึงไปตามกัน เดิมทีคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมีอุปสรรคอีกหลายระลอก แต่คาดไม่ถึงเลยว่าเจียงกั๋วกงจะยอมอ่อนข้อรวดเร็วถึงเพียงนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...