ทั้งสามคนขึ้นรถม้า ส่วนสาเหตุที่ต้องพาเสิ่นชิงหลีมาด้วยนั้น เป็นเพราะหากพาซูหว่านมาโดยตรงคงดูไม่ดีนัก หากข่าวแพร่ออกไปก็ไม่แน่ว่าจะถูกบิดเบือนไปเช่นไร ดังนั้นการพาฮูหยินมาด้วยย่อมดีกว่า การมาเยี่ยมไข้ในครั้งนี้จะได้ดูสมเหตุสมผล
เมื่อมาถึงจวนกั๋วกง พ่อบ้านอู๋ก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมต้อนรับตามธรรมเนียมแล้ว
เมื่อวานนี้ หนิงเวยไม่เพียงแต่ถูกยึดอำนาจดูแลบ้าน ทั้งยังถูกลงโทษกักบริเวณหนึ่งเดือน ดังนั้นนางจึงออกมาต้อนรับแขกไม่ได้
หลังจากพูดคุยทักทายกันในโถงด้านหน้าได้ไม่กี่คำ วันนี้เจียงกั๋วกงก็ไปที่ค่ายทหารอีกครั้ง
เขายืนอยู่บนแท่นสูง มองเหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในใจ พลางคิดว่าตนเองก็อายุมากถึงเพียงนี้แล้ว ในอนาคตคงไม่ได้มาที่นี่อีก
วันนี้เขามาเพื่อกล่าวลา ที่นี่คือที่ที่เขาใช้ชีวิตมาค่อนชีวิตแล้ว บัดนี้บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้บัญชาการเช่นเขาอีกต่อไป
ทางด้านเจียงอวี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะรู้ว่าซูหว่านจะมา เขาจึงเตรียมตัวรอตั้งแต่เนิ่น ๆ
แม่นางผู้นี้ มาเยือนจวนกั๋วกงเป็นครั้งแรก จวนกั๋วกงแห่งนี้ช่างใหญ่โตโอฬารนัก ใหญ่กว่าจวนสกุลซูอยู่ไม่น้อยเลย
เพียงแค่เดินทางไปยังเรือนของเจียงอวี้ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเค่อ
ซูจิ่งและเสิ่นชิงหลีไม่ได้ตามไปยังห้องของเจียงอวี้ แต่เลือกที่จะปล่อยให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาพูดคุยกันตามลำพัง
สองสามีภรรยาจึงนั่งดื่มชาและกินขนมรออยู่ที่เรือนของเจียงอวี้
อาหนานพาซูหว่านเข้าไปในห้องของเจียงอวี้ จากนั้นก็ถอยออกไปแล้วปิดประตูให้อย่างรู้งาน
เจียงอวี้เอนกายอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย เมื่อเห็นซูหว่านมาถึง ดวงตาและคิ้วของเขาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม พลางกวักมือเรียกให้นางมานั่งข้างกาย
“มานี่!”
ซูหว่านกอดอก ในมือยังคงถือเทียบเชิญสีทองอร่ามฉบับนั้นของฮองเฮาอยู่
นางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ คนหนึ่งยืน คนหนึ่งนั่ง ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงมาจากที่สูง
เจียงอวี้เห็นสีหน้าของนางก็รู้ได้ทันทีว่าครั้งนี้คงไม่ได้มาเยี่ยมเขาเพียงอย่างเดียวเป็นแน่ เขาจึงหุบรอยยิ้มบนใบหน้าลง
ซูหว่านโยนเทียบเชิญใส่อกเขาโดยตรง
“ดูเสียสิ ฮองเฮาเชิญข้าไปร่วมงานคัดเลือกพระชายาของเหล่าองค์ชาย”
เจียงอวี้หยิบเทียบเชิญสีทองอร่ามขึ้นมาเปิดดู ตัวอักษรด้านบนเขียนด้วยหมึกสีแดง เนื้อหาโดยรวมคือการเชิญซูหว่านไปร่วมชมพิธี
ตระกูลเจียงกั๋วกงสามชั่วอายุคนล้วนกุมอำนาจทางการทหารนับแสนนายไว้ในมือ เนื่องจากท่านปู่ทวดของเจียงอวี้มีคุณูปการในการช่วยปฐมกษัตริย์ก่อตั้งราชวงศ์ เขาติดตามไท่จู่กวาดล้างแผ่นดิน และในที่สุดก็ได้ช่วยจักรพรรดิไท่จู่ก่อตั้งแคว้นจิ้นขึ้น ในปีนั้น ท่านปู่ทวดและจักรพรรดิไท่จู่เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันยิ่ง
คนหนึ่งใช้ความสามารถด้านบุ๋นสร้างความสงบสุขให้บ้านเมือง อีกคนใช้ความสามารถด้านบู๊ปราบปรามแว่นแคว้น ในช่วงแรกของการก่อตั้งแคว้นจิ้น เมื่อใต้หล้าเพิ่งจะสงบสุข ไท่จู่จึงได้พระราชทานอำนาจทางการทหารหนึ่งแสนนายแก่จวนกั๋วกง ซึ่งสืบทอดมาจนถึงรุ่นบิดาของเจียงอวี้ ก็นับเป็นรุ่นที่สามแล้ว
บัดนี้ แคว้นนอกด่านก็ถูกปราบปรามจนสงบแล้ว สำหรับฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน ผลงานของพระองค์นับว่าสมบูรณ์พร้อม ภายในร้อยปีนี้จะไม่มีศึกสงครามอีกต่อไป บ้านเมืองสงบสุข แต่จวนกั๋วกงยังคงกุมอำนาจทางทหารไว้ในมือ ทั้งจวนสกุลซูเองก็รุ่งเรืองขึ้นทุกวัน หากสองตระกูลต้องเกี่ยวดองกัน ก็จำต้องระแวดระวัง
ดังนั้น หากคนทั้งสองต้องการจะแต่งงานกัน เว้นเสียแต่ว่าเจียงกั๋วกงจะยอมมอบอำนาจทางการทหารคืน
แต่เรื่องนี้เจียงอวี้กลับเอ่ยปากได้ยากยิ่ง ตราพยัคฆ์นี้คือเกียรติยศของตระกูลเจียงกั๋วกงมาหลายชั่วอายุคน หากต้องมาสิ้นสุดลงในรุ่นของบิดาเขาเพราะเรื่องของตนเองแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อบิดาสิ้นอายุขัยไป จะเอาหน้าไปพบกับบรรพชนได้อย่างไร
ทว่าเขาไม่รู้เลยว่า เจียงกั๋วกงได้เตรียมใจพร้อมไว้นานแล้ว
อย่างไรเสีย ตราพยัคฆ์สำหรับตระกูลเจียงของพวกเขานั้นเป็นทั้งเกียรติยศและภัยที่ซ่อนอยู่ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีวันนี้
เมื่อกล่าวถึงอำนาจทางการทหารของจวนกั๋วกง ซูหว่านในตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ และนางก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเรียกร้องให้เจียงกั๋วกงมอบอำนาจทางการทหารของตนเพื่อการแต่งงานของนางและเจียงอวี้ได้
เพราะตราบใดที่ยังมีอำนาจนี้อยู่ในมือ เพียงแค่แคว้นจิ้นยังไม่ล่มสลาย ก็สามารถรับประกันความรุ่งโรจน์ของจวนกั๋วกงไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ซูหว่านนิ่งเงียบไป ที่แท้ที่ผ่านมาเป็นนางที่เข้าใจผิดไปเอง อีกทั้งยังคิดมากเกินไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...