เจียงอวี้จูงมือซูหว่านเดินอยู่ท้ายสุด เมื่อเห็นว่าทุกคนเดินนำหน้าไปหมดแล้ว เขาถึงได้พูดกับซูหว่าน
"หวานหว่าน คำพูดที่ท่านเจ้าอาวาสพูดเมื่อครู่นี้ ข้าอยากจะพูดกับเจ้า หากในอนาคตข้าเป็นคนจากไปก่อน เจ้าไม่จำเป็นต้องตามข้าไปนะ ข้าทำใจไม่ได้ ถึงแม้ว่าเราจะแก่เฒ่าจนถึงเจ็ดแปดสิบแล้ว ข้าก็ยังทำใจไม่ได้ ข้าเชื่อว่าถึงแม้จะไม่ได้อยู่ร่วมกันจนวันตาย เราก็ยังจะมีภพหน้า"
ซูหว่านได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมา
"ถึงตอนนั้นก็เจ็ดแปดสิบแล้ว ข้าก็คงอยู่จนเบื่อแล้ว จะไปเสียดายอีกสองปีทำไมเล่า"
ถ้าหากมีชีวิตอยู่ไปถึงตอนนั้นแล้ว นางจะไม่เหนื่อยกับการใช้ชีวิตบ้างหรือ นางจะสนใจทำไมอีกสองปีเหลืออยู่เลย
"อีกอย่างข้าคิดว่า เจ้าเป็นนักสู้ ร่างกายคงจะแข็งแรงกว่าข้ามาก คนที่ไปก่อนก็น่าจะเป็นข้า ถึงตอนนั้นกลัวว่าเจ้าเองนั่นแหละที่จะไม่อยากไปเป็นเพื่อนข้า"
"อย่าพูดเหลวไหล เราทุกคนจะต้องมีอายุยืนถึงร้อยปี" เขาเอื้อมมือไปปิดปากนาง
“แม้ว่าวันนั้นจะมาถึง ข้าก็จะไปกับเจ้าโดยไม่ลังเล เพราะข้ายังอยากอยู่กับเจ้าในชาติหน้า ชาติแล้วชาติเล่า"
ซูหว่านยิ้ม เป็นรอยยิ้มแห่งความสุข
หลังจากกลับจากวัดว่านฝูถึงเมืองหลวง ซูจิ่งก็รีบแจ้งข่าวดีเรื่องที่เสิ่นชิงหลีตั้งครรภ์ ให้แก่พ่อซูแม่ซูและจวนมหาบัณฑิตรู้ทันที
ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลดีใจมาก วันรุ่งขึ้นฮูหยินเสิ่นมหาบัณฑิตก็มาเยี่ยมเสิ่นชิงหลีที่จวนซู
ถ้าหากมหาบัณฑิตไม่ห้ามไว้ เกรงว่าฮูหยินเสิ่นคงจะมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
การที่เสิ่นชิงหลีตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งของทั้งจวน แม่ซูตัดสินใจให้เสิ่นชิงหลีพักผ่อนดูแลครรภ์อย่างดี เรื่องงานในบ้านนางจะเข้ามาช่วยจัดการ ถึงตอนนั้นยังมีซูหว่านกับซุนหลิงเอ๋อร์คอยช่วยเหลือ ไม่ต้องกังวล
จวนสกุลซูมีเรื่องน่ายินดีติดต่อกันสองเดือน ทางฝั่งจวนอ๋องเซียงก็ไม่เร่งรีบที่จะทูลเรื่องขอพระราชทานสมรสต่อฝ่าบาท อย่างน้อยก็ต้องรอให้พ้นเดือนเก้าไปก่อน
แต่ฝั่งตำหนักบูรพากลับมีข่าวไม่ดีออกมาบ่อยครั้ง ว่ารัชทายาทอายุสั้นใกล้สิ้นพระชนม์ อ๋องเซียงเองก็ร้อนใจ เกรงว่าหากตรงกับช่วงงานพระบรมศพ พวกขุนนางเชื้อพระวงศ์จะต้องงดเว้นการจัดงานมงคลเป็นเวลาหนึ่งปี
ไม่ใช่ว่าเขาไม่กตัญญู แต่พระวรกายของรัชทายาทนั้นอ่อนแอลง ซึ่งเป็นที่รู้กันของทุกคน
ดังนั้นในปีนี้ เมืองหลวงจึงมีงานมงคลมากมาย แทบทุกบ้านต่างเร่งจัดงาน เกรงว่าหากล่าช้าไปจะกระทบต่อการสมรสของบุตรหลานในครอบครัว
บัดนี้เหล่าองค์ชายต่างก็ได้เเต่งตั้งพระชายาแล้ว ฝ่าบาทถึงเวลาที่จะต้องพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้พวกเขาเป็นอ๋องแล้ว
องค์ชายรองมู่หรงฟู่ได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องยง องค์ชายสามมู่หรงรุ่ยได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องเสียน องค์ชายสี่มู่หรงถิงได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องฉี องค์ชายห้ามู่หรงเซิงได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องจิ้น องค์ชายหกมู่หรงฉีได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องฉู่ องค์ชายเจ็ดมู่หรงไหวได้รับการสถาปนาเป็นอ๋องสวิน
ตอนแรกคิดว่า ต่อให้เขาจะเย็นชากว่านี้หลังแต่งงานก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ควรให้โอกาสตัวเองบ้าง แต่ไม่คิดว่าเขาจะเมินเฉยไม่แยแสโดยสิ้นเชิง
นางกลับไปบอกบิดา บิดากลับบอกให้นางทำใจให้กว้างขึ้น ตราบใดที่นางยังคงดำรงตำแหน่งพระชายาเอกได้ เมื่อจิ้นอ๋องได้ครองราชย์ในอนาคต นางก็คือฮองเฮาผู้ปกครองใต้หล้า ตอนนั้นจะจัดการกับเช่อเฟยเพียงคนเดียวไม่ได้หรืออย่างไร
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในใจของจ้าวฮุ่ยจึงรู้สึกดีขึ้นมาก
แต่ถึงแม้จะได้เป็นฮองเฮา หากไม่มีทายาทก็ยากที่จะยืนหยัดได้นาน มู่หรงเซิงไม่ยอมแตะต้องนางเลย นางควรจะทำอย่างไรดี
บิดาของนางบอกให้รอ รอเพียงโอกาสเท่านั้น
กู้เย่ว์ได้เข้ามาในจวนอ๋องจิ้น เมื่อเห็นท่าทีที่มู่หรงเซิงมีต่อนาง ในใจของนางจึงรู้สึกดีขึ้นมาก
มู่หรงเซิงยกเลิกการทำความเคารพของนางโดยตรง ให้นางไม่ต้องไปเข้าเฝ้าพระชายาทุกวัน และยังบอกให้คนในสองเรือนไม่ต้องรบกวนซึ่งกันและกัน
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้พบปะกัน และสามารถหลีกเลี่ยงการชิงดีชิงเด่นไปได้มาก
กู้เย่ว์แม้จะไม่ได้ตำแหน่งพระชายาเอก แต่กลับได้รับความโปรดปรานอย่างเต็มที่จากมู่หรงเซิง ส่วนอนาคตว่าจะสามารถเป็นเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเองแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...