ในช่วงที่องค์รัชทายาทประชวรหนัก นางแทบไม่ได้แตะต้องข้าวปลาอาหาร เอาแต่ร่ำไห้น้ำตานองหน้าทุกวัน ซ้ำยังได้รับรู้ความจริงที่ทำให้มโนธรรมในใจมิอาจสงบลงได้ นางแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว
ใจสลาย โศกเศร้า และหมดอาลัยตายอยาก
การมาพบมู่หรงรุ่ยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย ก็เพื่อครอบครัวของนางเอง นางไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยที่คนในครอบครัวยังตกอยู่ในกำมือของเขา
มู่หรงรุ่ยมิได้แปลกใจเลยที่นางมาหา ยามทอดตามองโฉมงามที่เคยสง่างามสมฐานะ ซึ่งบัดนี้กลับดูซูบซีดโรยราถึงเพียงนี้ เขาไม่นึกเสียดายเลยสักนิด และยิ่งไม่นึกเสียใจภายหลังว่าตนเป็นต้นเหตุที่ทำให้เรื่องราวเลวร้ายจนไม่อาจแก้ไขได้
“ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่า ข้าจะขอติดตามองค์รัชทายาทไป แต่ก่อนหน้านั้น ท่านต้องปล่อยครอบครัวของข้า ท่านบรรลุเป้าหมายของตนเองแล้ว สังหารพี่ชายร่วมอุทรของตนจนตาย ยังไม่พอใจอีกหรือ?”
มู่หรงรุ่ยยืนมองนางจากที่สูงด้วยสายตาดูแคลน ทั้งสองยืนห่างกันพอสมควร
มู่หรงรุ่ยดื่มสุราไปไม่น้อย สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง กลิ่นสุราคละคลุ้งทั่วร่าง ไร้ซึ่งเค้าของเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์โดยสิ้นเชิง
“หึหึ เจ้ากับเสด็จพี่รักใคร่ลึกซึ้งกันจริง ๆ หรือ? เจ้าเก่งกาจนัก ปากบอกว่ารักเขาแต่ก็คอยทำร้ายเขาไปด้วย บัดนี้เขาตายไปแล้ว เจ้าจะมาทำท่าทางต่ำต้อยน่าสมเพชเช่นนี้ให้ใครดูกัน?” มู่หรงรุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางหัวเราะอย่างประหลาด
โจวเหลียงตี้อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น หากทำได้ นางคงฆ่าเดรัจฉานผู้นี้ไปแล้ว
ทว่านางทำไม่ได้ เพราะเดรัจฉานผู้นี้คือคนที่องค์รัชทายาทต้องการปกป้องไว้แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต
นางโกรธจนตัวสั่น
“ใครกันแน่ที่ต่ำช้า? ข้าว่าท่านต่างหากที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุด เรื่องทั้งหมดนี้มิใช่ท่านหรอกหรือที่บีบบังคับข้า? ข้าจะบอกอะไรให้ มู่หรงรุ่ย ปล่อยครอบครัวของข้าเสีย แล้วข้าจะติดตามองค์รัชทายาทไปอย่างเงียบ ๆ มิเช่นนั้น ข้าจะป่าวประกาศความชั่วของท่านให้โลกรู้”
มู่หรงรุ่ยถูกข่มขู่เป็นครั้งแรก ซ้ำยังมาจากสตรีผู้หนึ่ง
เขาแค่นเสียงหัวเราะ
“เจ้ายืนอยู่ต่อหน้าข้า มีสิทธิ์อันใดมาพูดวาจาเช่นนี้? ข้าจะบดขยี้เจ้าให้ตายก็ง่ายดายราวกับบดขยี้มดปลวก ฆ่าเจ้าเสีย แล้วค่อยสร้างหลักฐานเท็จว่าเจ้าฆ่าตัวตาย บัดนี้ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับงานศพของเสด็จพี่ เจ้าคิดว่าจะมีใครสนใจความเป็นความตายของเหลียงตี้ตัวเล็ก ๆ อย่างเจ้าอีกหรือ?”
มู่หรงรุ่ยช่างโอหังนัก เขายังกล้าเรียกเสด็จพี่ได้เต็มปากเต็มคำ ซึ่งนั่นทำให้โจวเหลียงตี้รู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างรุนแรง
ขยะแขยง อยากอาเจียน
การตายตามคนรักของโจวเหลียงตี้นับว่าได้รับความชื่นชมจากฮ่องเต้ พระองค์จึงทรงโปรดให้จัดงานศพแก่นางตามธรรมเนียมของพระชายารอง และให้ฝังร่างในห้องสุสานรองเคียงข้างสุสานขององค์รัชทายาท เพื่ออยู่เป็นเพื่อนกันตลอดไป
ส่วนตำแหน่งเคียงข้างศพขององค์รัชทายาทนั้น สงวนไว้สำหรับพระชายาองค์รัชทายาทในอนาคตเท่านั้น
หลังจากนั้น งานศพขององค์รัชทายาทก็จัดต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวัน ซูหว่านและเจียงอวี้ติดตามท่านกั๋วกงมายังตำหนักบูรพาในฐานะผู้ไว้อาลัยกลุ่มแรก
หลังจากคุกเข่าอยู่นานถึงสองชั่วยาม ขาของซูหว่านก็ชาไปหมด
เมื่อได้ฟังเจียงอวี้เล่าเรื่องราวขององค์รัชทายาท และได้ยินว่าในช่วงวาระสุดท้าย เขาได้ทูลขอฮ่องเต้ว่าอย่าให้เหล่านางสนมของตนต้องถูกฝังร่วมสุสาน นางก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวองค์รัชทายาทผู้นี้ยิ่งนัก
ประเพณีฝังคนทั้งเป็นช่างน่าสะอิดสะเอียนจริง ๆ ยังจำได้ว่าเคยคุยกับมู่หรงไหว เขาบอกว่าหากเขาได้เป็นฮ่องเต้ สิ่งแรกที่จะทำคือยกเลิกประเพณีคร่ำครึอันน่ารังเกียจนี้เสีย
เมื่อคืนเจียงอวี้กล่าวว่า หากองค์รัชทายาทมีสุขภาพแข็งแรง บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ คงไม่มีบทบาทอะไร เขาคือว่าที่จักรพรรดิที่ทุกคนต่างมุ่งหวัง
ซูหว่านเข้าใจถึงน้ำหนักของคำพูดประโยคนี้ดี ดังนั้น แม้การคุกเข่าคารวะจะยากลำบากเพียงใด นางก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชีวิตพลิกผัน ข้ากลายเป็นคุณหนูตัวปลอม
กดอ่านต่อบท444ไม่ได้ขึ้น erro...
ทำๆมกดอ่านไม่ได่ ขึ้น error...