เมื่อได้รับการสนับสนุนจากคุณนายเฉียวอย่างเต็มที่ เหวินหย่าเต็มไปด้วยความหวังกับอนาคตข้างหน้าระหว่างเธอกับเฉียวซือเหิง เธอเชื่อว่าเมื่อฟางมี่ออกไปจากเฉียวซือเหิงแล้ว เฉียวซือเหิงถึงจะหันมาสนใจตัวเธอ
หลังจากใช้เวลาเข้ากับเฉียวซือเหิงมานานกว่าครึ่งเดือน เฉียวซือเหิงไม่เคยให้ความสนใจในตัวเธอเลย สามารถพูดได้ว่าเขาไม่เคยแยแสเธอเลยด้วยซ้ำ
เฉียวซือเหิงปฏิบัติตัวต่อเธออย่างกับเลขานุการคนอื่น ๆ แม้เธอจะหน้าด้านไปนัดเขาทานอาหารเที่ยงด้วยกันก็ยังถูกเขาปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี
ระหว่างทางไปบริษัทในตอนเช้า เหวินหย่าได้ถามเขาอย่างหน้าด้าน ๆ อีกครั้ง "พี่ชาย พี่ชอบดูหนังไหม"
“ ชอบดูหนังบล็อกบัสเตอร์ใหญ่อยู่” เฉียวซือเหิงพูด
“ บังเอิญฉันก็ชอบดูหนังบล็อกบัสเตอร์ใหญ่เหมือนกัน คืนนี้ไปดูด้วยกันไหมฉันไปเจ้าภาพเอง ” เธอพูดอย่างอมยิ้ม
"เธอกำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่องไหล่หวูที่พึ่งเปิดตัวเมื่อคืนนี้หรือเปล่า ต้องขอโทษทีนะ พอดีว่าฉันมีนัดกับฟางมี่คืนนี้แล้วรอบแปดโมงนะ " เฉียวซือเหิงหันหน้าไปมองเธอด้วยรอยยิ้ม "ไม่งั้นเธอให้เลขาหลินไปดูเป็นเพื่อนคุณล่ะกัน พอดีว่าเขาก็ชอบหนังประเภทนี้อยู่เหมือนกัน "
“ เลขาหลิน”
“ใช่แล้ว เลขาหลินเป็นคนไม่เลวคนหนึ่ง วุฒิการศึกษาสูงความสามารถก็สูง คอยดูแลเธอตลอด เธอสามารถเก็บไปคิดพิจารณาดูได้นะ"
“ นี่พี่ชายกำลังจะแนะนำแฟนให้ฉันหรอ” เหวินหย่าถามอย่างพลางกัดฟัน
“ไม่สมควรหรือ เธอเป็นน้องสาวของฉัน แน่นอนว่าเมื่อมีทรัพยากรดีๆฉันก็ต้องนึกถึงเธอเป็นคนแรกอยู่แล้ว” เฉียวซือเหิงยังคงยิ้มอย่างไม่มีพิษภัย
“ ขอบคุณคะ แต่ไม่จำเป็นคะ ฉันไม่ได้สนใจเลขาหลิน” เหวินหย่ายิ้มอย่างขมขื่น
เฉียวซือเหิงพยักหน้า "ว่าแต่ เธอยังอายุน้อยอยู่ ยังไม่จำเป็นต้องมีแฟนแต่เนิ่นๆหรอก"
เหวินหย่าโดนเขาพูดจนไม่รู้ว่าจะพูดต่อไปอย่างไงดี ความรู้สึกอึดอัดนั้นเหมือนโดนถูกอะไรบางอย่างอุตตันอยู่
-
เหวินหย่าได้แอบรู้ข้อมูลการติดต่อของฟางมี่จากแฟ้มเอกสารของเลขาหลิน แล้วยังพยายามติดต่อโทรหาเธอ
ตอนเที่ยง เหวินหย่ามาถึงที่ร้านกาแฟตามที่นัดกันไว้ เมื่อเห็นฟางมี่นั่งอยู่ตรงหัวมุมหนึ่งจากที่ไกล สิ่งที่ทำให้เธอต้องตกใจคือ เมื่อเทียบกับฟางมี่ที่เธอเห็นเมื่อครึ่งเดือนก่อนนั้น ฟางมี่ที่อยู่ตรงหน้าของเธอไม่เพียงแต่ทรุดโทรม แม้แต่กันแต่งตัวของเธอก็ดูธรรมดาๆ ไม่ได้สวยสง่ามีเสน่ห์เห็นแล้วต้องที่อิจฉาเหมือนเคย.
"คุณหาฉัน " ฟางมี่มองเหวินหย่าที่อยู่ตรงหน้า น้ำเสียงเป็นมิตรแต่ดูภาพลักษณ์ภายนอกแล้วราวกับเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว " คุณคือใคร "
"ฉันเป็นคู่หมั้นของเฉียวซือเหิง เหวินหย่าเดินไปนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามของเธอ
"คู่หมั้น " ฟางมี่หัวเราะเยาะอย่างดูหมิ่นนิดๆ
เพื่อพิสูจน์ตัวตนของเธอเหวินหย่ากล่าวต่อไปว่า "ตอนนี้ฉันอาศัยอยู่ที่บ้านของตระกูลเฉียว และยังทำงานเป็นเลขานุการส่วนตัวของเฉียวซือเหิง เราอยู่ด้วยกันทุกวัน"
"แล้วมีประโยชน์อะไร" ฟางมี่มองไปที่เธอ "ก่อนหน้านั้น ฉันกับเฉียวซือเหิงนอนด้วยกันทุกคืน ทานอาหารเช้าด้วยกันทุกวัน แล้วยังไง มันเปรียบไม่ได้แม้แต่ปลายเส้นผมของใครบางคนเลยด้วยซ้ำ"
ใบหน้าของเหวินหย่าถึงกับต้องเปลี่ยนสี เธอจ้องมองเธอด้วยสีหน้าจริงจังและพูดว่า "คุณหนูฟาง ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ เพียงแค่หวังว่าคุณจะออกห่างจากคุณชายเฉียว เพราะฉันไม่ต้องการที่ว่าหลังจากที่ฉันแต่งงานกับคุณชายเฉียวแล้ว พวกคุณยังมีอะไรต้องพัวพันกันอีก "
ฟางมี่จ้องมองไปที่เธอ รู้สึกตลกเล็กน้อย
เธอไม่รู้ว่าเหวินหย่าไปได้ยินมาจากไหนว่าเธอกับเฉียวซือเหิงยังพัวพันกันอยู่ เฉียวซือเหิงไม่เพียงแต่ทอดทิ้งเธอไป แต่ยังทำให้เธอโดนสามีไล่ออกจากบ้าน ตอนนี้เธอเกลียดเขายิ่งกว่าอะไรอีก แล้วเธอจะเข้าไปพัวพันกับเขาอีกได้อย่างไร ไม่สิถ้าพูดแบบตรงๆ ก็คือคนอย่างเฉียวซือเหิงจะมาพัวพันกับอดีตแฟนอย่างเธอได้อย่างไร
“ คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้หาคนผิด” เธอหัวเราะ
เหวินหย่าผงะไปชั่วขณะ จากนั้นก็พูดว่า " คนที่ฉันต้องหาก็คือคุณหนูฟาง"
ในวันนั้นเธอเห็นกับตาของตัวเองว่าเป็นเธอกับเฉียวซือเหิงจูบกันที่ห้องทำงาน เธอจะหาผิดคนได้อย่างไร
"ฉันหมายความว่า คุณรู้แน่ชัดแล้วหรือไม่ว่าผู้หญิงคนที่ขัดขวางคุณกับเฉียวซือเหิงจริงๆนั้นคือใคร"
"คือใคร"
" คิกๆ แม้แต่คู่แข่งที่แท้จริงยังหาผิดคนเลย สมองของคุณนี่เหมาะสำหรับกันเป็นแค่เลขานุการและการรินชาเท่านั้นจริงๆ" ฟางมี่ส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะออกมา เธอยกถ้วยขึ้นมาจิบกาแฟแล้วพูดต่อว่า "ให้ฉันบอกคุณดีกว่า ในใจของเฉียวซือเหิงมีแค่อดีตภรรยาของเขาที่ชื่อซูซี่และเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด และถึงทุกวันนี้เขายังไม่ยอมล้มเลิกที่จะขอคืนดีกับเธอ ถ้าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่การที่คุณยังอยากจะแต่งงานกับเฉียวซือเหิงนั้น มันเป็นความฝันแบบแล้งๆที่ฉันได้ฝันมาตลอดห้าปีนี้ "
"ซูซี ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน" เหวินหย่ารู้เพียงว่าเฉียวซืองเหิงเคยมีภรรยามาแล้วคนหนึ่ง แต่ ทั้งๆที่เธอเคยได้ยินคุณนายเฉียวพูดว่าทั้งสองคนไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อกันแล้ว และไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ถ้าจะพูดอีกแบบหนึ่งก็คือมีแค่นามเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ใส่ใจเลย
ฟางมี่มองไปที่ผู้หญิงตรงหน้า ในใจแอบคิดว่าทำไมถึงไม่ใช้เธอไปแก้แค้นเฉียวซือเหิงแทนตัวเองล่ะ ใช่ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องดี
เฉียวซือเหิงทำกับเธออย่างโหดร้าย เธอในตอนนี้ แม้แต่ในความฝันเธอก็ยังอยากฉีกเขาเป็นชิ้นๆ
ในขณะที่เธอใช้มือกวนกาแฟในถ้วยของเธอ แล้วพูดอย่างลวก ๆ ว่า " ฉันก็ไม่รู้ ฉันรู้แค่ว่าเธออาศัยอยู่ในหมู่บ้านฟู่อี้ตึกสาม ทว่าตอนนี้ยังอาศัยอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าฉันก็ไม่ชัดเจนเหมือนกัน"
"หมู่บ้านฟู่อี้ ... " เหวินหย่าบ่นพึมพำ เธอเงียบไปชั่วครู่ แล้วรีบเงยหน้าขึ้นมองเธอ " คุณคงไม่ใช่เพราะอยากจะเบี่ยงเบนความสนใจของฉันดังนั้นก็เลยหลอกฉันหรือเปล่า"
"หลอกคุณ คุณเคยเห็นฉันอยู่กับเฉียวซือเหิงตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้ชาติชั่วคนนั้นทอดทิ้งฉันไปตั้งนานแล้ว และยังทำให้ฉันถูกสามีคนปัจจุบันไล่ออกจากบ้าน ฉันเกลียดเขายิ่งกว่าอะไรอีก"
“ คืนนี้พวกคุณยังจะไปดูหนังด้วยกันอีกไม่ใช่เหรอ”
"เขาบอกคุณเหรอ" ฟางมี่เห็นเธอพยักหน้า หัวเราะขึ้นมา" ดูเหมือนว่าคนที่หลอกคุณไม่ใช่ฉันแล้ว แต่เป็นเขา ส่วนทำไมเขาถึงหลอกคุณ ... คุณคงไม่ได้โง่จนเดาอะไรไม่ออกเลยใช่มั้ย”
เหวินหย่ากัดริมฝีปากของตัวเอง ในใจรู้สึกอึดอัดใจมาก
แต่พูดถึง เธอกลับหวังให้เฉียวซือเหิงพัวพันกับผู้หญิงตรงหน้าของตัวเองที่ดูก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คบได้แต่แต่งงานด้วยไม่ได้ และไม่หวังให้เขาไปพัวพันเกียวข้องกับอดีตภรรยา แถมยังมีความผูกพันความรู้สึกดีๆต่อกันอีก
-
หลังจากกลับมาที่บริษัท เหวินหย่าไม่มีกระจิตกระใจที่จะทำงานตลอดทั้งบ่าย
ถึงกับหลังเลิกงานแล้วยังสะกดรอยตามเฉียวซือเหิง พบว่าเขาไม่ได้ไปที่โรงหนัง และไม่รู้ว่าตอนนี้เขาไปไหนแล้ว
เพื่อให้รู้ชัดเจนถึงเรื่องราว เธอจึงได้มาถึงด้านล่างของหมู่บ้านฟู่อี้ตึกสาม เธอได้วนหาอยู่รอบหนึ่งไม่พบทะเบียนรถของเฉียวซือเหิงรู้สึกโล่งใจขึ้นทันที หลังจากนั้นเธอก็ได้หาม้าหิวอ่อนหนึงนั่งลง สายตาของเธอจ้องมองไปทางเข้าออกของลิฟต์
เธอเปิดอัลบั้มรูปในโทรศัพท์ แล้วขยายดูรูปถ่ายของซูซี่อย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง นี่คือฟางมี่เป็นคนส่งมาให้เธอในตอนเที่ยง ผู้หญิงในรูปนั้นสวยและมีเอกลักษณ์โดดเด่น กับฟางมี่แล้วเป็นผู้หญิงที่บุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เมื่อมองไปที่รูปถ่ายของซูซี่แล้ว เธอก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า ถ้าให้เธอเลือก เธอก็ต้องเลือกผู้หญิงบุคลิกดีอย่างซูซี่แน่นอน
เธอนั่งรออยู่ที่ประตูลิฟต์เป็นเวลานานก็ยังไม่เจอผู้หญิงในรูปนั้น จึงลุกขึ้นจากม้าหินอ่อน ในขณะที่เธอกำลังจะจากไป ในที่สุดก็มีร่างที่คุ้นเคยโผล่ออกมาจากลิฟต์
ตอนนี้ซูซี่อยู่ในชุดอยู่บ้าน มือของเธอได้จับมือของเสี่ยวกว้านที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"คุณแม่ครับ ผมสามารถเล่นกับพี่ชายเสียวจิ่วด้านล่างนานสักพักหนึ่งได้ไหมครับ" เสี่ยวกว้านพูดอย่างตื่นเต้น
“ ไม่ได้ครับ เมื่อกี้เราทำข้อตกลงกันไว้อย่างไร” ซูซี่กล่าว
"สามารถเล่นได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น" เสี่ยวกว้านสีหน้าลดลง
"ก็คุยกันแล้ว หนูสัญญากับแม่แล้วว่าจะรีบกลับบ้านไปพักผ่อนแต่เช้า นอกจากนี้ พี่ชายเสี่ยวจิ่วเขาไม่ต้องเข้านอนหรอ"
เสี่ยวกว้านพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง "ครับ ก็ได้ครับ ถ้านั้นเราเล่นกันครี่งชั่วโมงแล้วจะรีบกลับไปครับ"
“ เสี่ยวกว้านเยี่ยมมากจ๊ะ” ซูซีลูบหัวน้อยๆด้วยความพอใจ
“ คุณแม่ มีรางวัลให้ไหมครับ”
"อืม ... " ซูซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นก็ให้รางวัลหนูได้อ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องสุนัขหมาป่าเพิ่มอีกเล่มหนึ่งดีไหม"
"ดีครับ ผมอยากดูการ์ตูนหมาป่าตัวใหญ่ๆ... "
แม่ลูกสองคนพูดคุยหัวเราะกันไปขณะเดินไปที่ลานเด็กเล่นกลางสวน
เหวินหย่าหยิบโทรศัพท์หน้าจอขึ้นมาดูแล้วดูอีก ทั้งๆที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกัน ทำไมข้างกายเธอถึงได้มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเรียกเธอว่าแม่
เพื่อไข้ข้อสงสัยที่อยู่ในใจของเธอ เธอจึงกดโทรไปยังหมายเลขของฟางมี่ จะได้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา "ฉันได้เจอตัวซูซี่แล้ว"
"ทำไมเจอตัวเร็วจัง" ภายในอีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์มีเสียงดังรบกวนเล็กน้อย ฟางมี่ได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเชยๆ
"ใช่ แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกแปลกใจ ไหนคุณบอกว่าเธอยังโสดไม่ใช่หรอ แล้วทำไมข้างกายเธอถึงมีเด็กผู้ชายที่อายุประมาณสองหรือสามขวบเรียกเธอว่าแม่" เหวินหย่าเหลือบมองไปที่ด้านหลังของซูซีและเสี่ยวกว้าน
และแล้วคำพูดนี้ของเธอก็ทำให้ฟางมี่จริงจังขึ้นมาไม่น้อย ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ "คุณพูดอะไรนะ มีเด็กอายุสองหรือสามขวบอยู่ข้างๆเธอ"
"อืม ฉันได้ยินกับหูว่าเด็กคนนั้นเรียกเธอว่าแม่"
ฟางมี่ทีอยู่อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์เงียบไป
เหวินหย่าจึงถามต่อว่า "สรุปมันเกิดอะไรขึ้น ซูซี่คนนี้ได้แต่งงานใหม่ไปแล้วใช่ไหม"
ถ้าหากเป็นเช่นนี้จริงๆก็คงจะดีมาก เธอจะได้ไม่ต้องกังวลว่าเฉียวซือเหิงจะกลับไปคืนดีกับเธออีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ฟางมี่ที่เงียบไปครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมาพูดว่า "คุณหนูเหวิน คุณฝันหวานไปแล้ว เด็กคนนี้แปดถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นน่าจะเป็นของเฉียวซือเหิง"
แม้ว่าใบหน้าของฟางยังยิ้มอยู่ แต่ในใจของเธอนั้นเกลียดแค้นจนกัดฟัน เธอคิดไม่ถึงว่าก่อนหน้านั้นที่ซูซี่ท้อง เธอนั้นไม่ได้เอาเด็กออก แถมยังเป็นลูกชาย
เหวินหย่าก็รู้สึกตกใจกับข่าวนี้มาก จนสะพักหนึ่งจึงถามขึ้นด้วยเสียงสั่น "คุณพูดอะไรนะ เด็กคนนั้นคือ ... ของเฉียวซือเหิง"
"ถูกต้อง ซูซี่ได้ตั้งครรภ์ก่อนที่เฉียวซือเหิงจะเข้าคุก แต่ทุกคนคิดว่าเธอได้เอาเด็กออกไปแล้ว "เหวินหย่าพูดอย่างเยาะเย้ย "แบบนี้คุณหนูเหวินยังจะฝันกลางวันที่จะแต่งเข้าตระกูลเฉียวอีกไหม ถ้าหากให้ตระกูลเฉียวรู้ว่าเด็กไม่ได้ถูกเอาออก คุณคิดว่าคุณยังจะมีโอกาสไหม”
หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็แสร้งทำเป็นถอนหายใจพูดด้วยความเห็นใจ "เห็นคุณหนูเหวินเป็นแบบนี้แล้ว เหมือนได้เห็นเงาของตัวเองแต่ก่อน ที่ดูโง่และไร้เดียงสามาก"
"คุณพูดอะไรนะ" เหวินหย่าเยาะเย้ยอย่างไม่พอใจ "คุณหนูฟาง คุณทำความเข้าใจให้ใหม่ ฉันกับคุณแตกต่างกัน"
"แตกต่างกันที่ตรงไหน ไม่ใช่เพราะอยากแต่งงานกับเฉียวซือเหิงจนจะบ้าเหรอ" ฟางมี่ยิ้มเยาะ "ในเมื่อคุณมั้งใจตัวเองขนาดนี้ งั้นฉันก็จะรอดื่มเหล้าแต่งงานของคุณกับเฉียวซือเหิงก็แล้วกัน" เธอพูดจบก็วางสายไป
เหวินหย่าบีบโทรศัพท์ที่วางสายไปแล้ว กัดฟัน ยังคงยืนอยู่ที่เดิมอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินตรงไปยังลานเด็กเล่น
เมื่อเธอมองผ่านถนนเส้นเขียวไปที่เสี่ยวกว้านที่เล่นบนสไลด์อย่างมีความสุขจากระยะไกล ยิ่งมองมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้ว่าเสี่ยวกว้านนั้นถอนแบบออกมาจากเฉียวซือเหิงอย่างกับแกะ ดูเหมือนว่าคุณหนูฟางไม่ได้โกหกเธอ เด็กคนนี้เป็นลูกชายแท้ๆของเฉียวซือเหิง
เป็นเพราะตอนกลางคืน ซูซีไม่ได้ให้เสี่ยวกว้านสวมหน้ากาก เธอคงไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าข้างกายของเฉียวซือเหิงนั้นจะมีผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่งชื่อเหวินหย่า
-
ในวันรุ่งขึ้นตอนทำงาน เหวินหยาเห็นเลขาหลินเดินไปที่ห้องน้ำชา รีบหยิบแก้วบนโต๊ะแล้วเดินตามเข้าไป
“ เลขาเหวิน ... ” เลขาหลินทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเขาคลิกภาพเข้าไปก็เห็นว่าเป็นรูปของซูซี่ ความประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วโป้งเลื่อนหน้าจอสองสามครั้งอย่างรวดเร็ว ยังมีอีกสามรูปอยู่ข้างหลัง ซึ่งรูปทั้งหมดนี้คือเธอกับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังดื่มชานมแก้วเดียวกัน
ดูจากมุมนี้แล้วเห็นใบหน้าของซูซี่ไม่ชัดเจน แต่สามารถเห็นใบหน้าของเหลียนเฟยได้อย่างชัดๆเจนๆ ใบหน้าที่กำลังป้อนเธอดื่มชานมของเหลียนเฟยนั้นเต็มไปด้วยความสุข
เฉียวซือเหิงมองดูรูปถ่ายสามหรือสี่ครั้งแล้ว ถึงได้วางโทรศัพท์ลง
ใครเป็นคนส่งรูปให้เขากันแน่ เห็นได้ชัดว่าคนที่ส่งรูปมาให้เขานั้นไม่เจตนาดี
เป็นฟางมี่เหรอ ในเวลานี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเธอที่จะสามารถทำเรื่องที่ไม่มีสัจธรรมเช่นนี้
หลังจากที่เขาครุ่นคิดสักพัก เขาก็ได้หยิบรูปถ่ายขึ้นมาดูอีกครั้ง พยายามค้นหาร่องรอยของตำแหน่งของซูซี อย่างไรก็ตามเนื่องจากรูปถ่ายนั้นถ่ายตรงใกล้ๆบันได พื้นหลังไม่มีตัวหนังสือใดๆ ไม่มีสิ่งลักษณะพิเศษอะไรที่จะสามารถให้เขาเดาได้ เขาไม่อาจเดาได้ด้วยซ้ำว่าเธอนั้นอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ
ทันใดนั้นเสียงประตูก็ดังขึ้น จากนั้นเหวินหย่าก็เปิดประตูเดินเข้ามา
เหวินหย่าเดินเข้ามา มองเขาด้วยรอยยิ้มถามว่า "เดียวพี่ไม่มีธุระอะไรแล้ว พี่จะเลิกงานตรงเวลาหรือเปล่า"
เฉียวซือเหิงตอบกลับไปราวกับใจไม่อยู่กับที่ "ฉันมีนัดกับเพื่อนคืนนี้ เธอให้คนขับรถส่งกลับบ้านล่ะกัน"
"อืม." เฉียวซือเหิงมองเธอขณะตอบ
"ชายคนนี้เป็นใครหรอ สามีของเธอตอนนี้หรอ เธอแต่งงานใหม่เร็วขนาดนี้เลยหรอ" เหวินหย่าเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความประหลาดใจมาก
"ไม่รู้ เรื่องของเธอฉันไม่รับรู้มานานแล้ว" เฉียวซือเหิงดึงโทรศัพท์กลับมา แล้วก้มหน้าเปิดดูเอกสารบนโต๊ะต่อ
เหวินหย่ามองไปที่ปฏิกิริยาบนใบหน้าของเขา รู้สึกว่าเขาดูเหมือนจะไม่ได้สงสัยในตัวเธอ ถึงได้โล่งใจ "พี่ชายทำงานเถอะ ฉันกลับไปก่อนล่ะ"
"โอเค" เฉียวซือเหิงมองเธอออกไปจะข้างหลัง สายตาของเขาเคร้าลงเล็กน้อย
ถ้าเหวินหย่าไม่เข้ามา เขาลืมไปเลยว่าข้างกายเขายังมีตัวป่นอยู่คนหนึ่ง ดูเหมือนว่าโอกาสที่เธอจะส่งรูปพวกนี้มานั้นมากกว่าฟางมี่ในตอนนี้อีก
ฟางมี่ในตอนนี้เรื่องปากท้องยังเป็นปัญหาเลย เธอน่าจะไม่มีกระจิตกระใจไปทำเรื่องเล็กๆเหล่านี้ถึงจะถูก แม้ว่าเธอต้องการที่จะแก้แค้นเขากับซูซี่เธอก็จะไม่ใช้วิธีนี้มาทำลายพวกเขาอย่างแน่นอน
เธอสูบหายใจเบา ๆ ลุกขึ้นออกจากห้องทำงาน
-
หลังจากที่เฉียวซือเหิงออกจากที่ทำงาน เขาไม่ได้มีนัดกับเพื่อน ๆ และไม่ได้กลับบ้าน แต่กับมารออยู่ที่ประตูโรงเรียนของเสี่ยวหว่านชิง
เขาคาดเดาว่าไป๋มู่ชิงจะต้องไปรับเสี่ยวหว่านชิงเลิกเรียนที่โรงเรียนด้วยตัวเอง
ได้จอดรถไว้ที่หน้าประตูโรงเรียน เฉียวซือเหิงรออยู่สักพักหนึ่ง ในที่สุดก็รอจนกระทั่งไป๋มู้ชิงกับเสี่ยวหว่านชิง เดินออกมาจากโรงเรียนพร้อมกัน
อายุพึ่งจะ 7 ขวบอย่างเสี่ยวหว่านชิงนั้นสูงเกือบถึงระดับอกของไป๋มู่ชิงแล้ว ดูแล้วฉลากไหวพริบดีมาก ที่สำคัญคือเธอยังคงจำเฉียวซือเหิงได้เป็นอย่างดี
เมื่อเธอเห็นเฉียวซือเหิงเธอก็รีบวิ่งเข้าไปกอดทันที ในปากนั้นยังเรียกอย่างตื่นเต้นว่า "คุณลุง ... "
เฉียวซือเหิงใช้มือหมุนตัวเธอดูอย่างยิ้มๆ แล้วใช้มือลูบหัวของเธอพูดว่า "หว่านชิงโตขึ้นเยอะมากเลย"
"คุณลุงคะ ทำไมคุณลุงไม่มาหาหว่านชิงนานขนาดนี้ หว่านชิงไม่ได้เห็นคุณลุงมานานมากแล้ว" เสี่ยวหว่านชิงบ่นอย่างหน้ามุ่ยๆ
เฉียวซือเหิงยิ้มและกล่าวขอโทษ "ขอโทษครับ คุณลุงงานยุ่งมาก นี่เห็นวางแล้วก็รีบมาหาหนูแล้วไง"
“ ขอบคุณคะคุณลุง”
“ คุณลุงเลี้ยงหนูทานของหวานดีมั้ยคะ”
"ดีคะ" เสี่ยวหว่านชิงพยักหน้าอย่างตื่นเต้น "หนูไม่ได้ทานอะไรกับคุณลุงเป็นเวลานานมากแล้ว"
"งั้นไปกันเถอะ ที่ใกล้ ๆแถวนี้ก็มี "เฉียวซือเหิงจูงมือหว่านชิงมา เงยหน้าขึ้นไปพูดกับไป๋มู่ชิงว่า คุณหนูไป๋ วันนี้ฉันตั้งใจมาหาหว่านชิงโดยเฉพาะเลย ไปหาอะไรทานกันหน่อยเถอะ"
ไป๋มู่ชิงมองไปที่เฉียวซือเหิง จากนั้นเห็นหว่านชิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข เธอจึงพยักหน้า เดินตามพวกเขาไปที่ร้านของหวานที่อยู่ใกล้ ๆ
เฉียวซือเหิงพาหว่านชิงไปที่มุมหนึ่งของร้านของหวานแล้วนั่งลง เอามนูให้สองแม่ลูกได้สั่งของหวาน
ในขณะที่ไป๋มู่ชิงกำลังยุ่งอยู่กับกันสั่งของหวานนั้น เฉียวซือเหิงได้พูดประโยคหนึ่งออกมาว่า "โทรศัพท์มือถือของฉันตกอยู่ในรถ คุณหนูไป๋สามารถให้ฉันยืมโทรศัพท์มือถือโทรกลับไปที่บ้านหน่อยได้ไหม"
"คุณโทรเลย" ขณะที่ไป๋มู่ชิงกำลังเลือกของหวานให้หว่านชิงก็ผลักโทรศัพท์ของเธอไปให้
โทรศัพท์มือถือของเธอไม่ได้ตั้งรหัสผ่านไว้ หลังจากที่เฉียวซือเหิงเอาไปเลื่อนหน้าจอครู่เดียว จากนั้นก็กดปุ่มโทรล่าสุด
บันทึกการโทรล่าสุดของไป๋มู่ชิงนั้นเรียบง่ายมาก หนานกงเฉินอยู่อันดับหนึ่ง ครูหลินอยู่อันดับสอง และอันดับสาม ... ซูซี่
เฉียวซือเหิงหัวแม่มือลูบไปที่หน้าจอ เงยหน้าขึ้นเหลียบมองเธอแววหนึ่ง อ่านหมายเลขของซูซี่ในใจอย่างรวดเร็ว
หลังจากทำมือไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้เสร็จ เขาถึงกดโทรศัพท์ไปที่บ้านตระกูลเฉียว คนที่รับโทรศัพท์คือน้าหง เขาพูดสั้น ๆง่ายๆ ว่า“ น้าหงคืนนี้ฉันจะกินข้าวนอกบ้าน”
จากนั้นเขาก็วางสาย และส่งโทรศัพท์คืนให้ไป๋มู่ชิง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด
เขียนดี แต่แปลได้สับสน วางบทตอนกระโดดไปกระโดดมา...