“นายท่าน ข้าน้อยผิดไปแล้ว!”
“……” เฉินฝานทำหน้ามึนงง นางมีความผิดอะไร!
เขาโน้มตัวจะพยุงฉินเย่ว์โหรวให้ลุกขึ้น ปรากฏว่านางโขกศีรษะกับพื้นโป๊ก ๆ ทันทีที่มือของเขาสัมผัสถึงตัว
“ข้าน้อยรู้ว่านายท่านรังเกียจฝีมือของข้าน้อยเสมอมา ข้าน้อยจะไปร่ำเรียนกับกลุ่มสตรีในชุมชนเจ้าค่ะ”
“ก่อนหน้านี้ ท่านลงโทษจนขาขวาของข้าน้อยหักแล้ว หากท่านลงโทษจนขาซ้ายของข้าหักอีก ข้าน้อยก็จะปรนนิบัติท่านไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ”
!!!
แท้จริงแล้วเจ้าของร่างเดิมเป็นคนตีขานางหัก!!
เมื่อมองขาขวาที่หักของฉินเย่ว์โหรว พลางมีเสียงหวีดดังขึ้นในหัวของเฉินฝาน
คนสวยขนาดนี้ทั้งคน ยังนอบน้อมอ่อนโยนเช่นนี้อีก มีแต่อยากเอ็นดู เจ้าของร่างเดิมคิดอะไรอยู่กันแน่ เหตุใดถึงกล้าลงมือเช่นนี้!
“เมื่อขาเจ้าไม่สะดวก งั้นก็ลุกขึ้นเถิด!”
ฉินเย่ว์โหรวตัวสั่นและกลัวเฉินฝานมาก นางแทบไม่ได้รู้ว่าเฉินฝานพูดอะไร “ได้โปรดนายท่าน อย่าทุบตีข้าเลย อย่าทุบข้าเลย”
ร่างกายที่สั่นจนควบคุมไม่ได้และสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวั่นกลัว
เห็นได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าของร่างเดิมทุบตีนางเป็นประจำจนนางกลัว
เฉินฝานพูดสามครั้งติดต่อกันว่าจะไม่ทุบตี จากนั้นฉินเย่ว์โหรวก็หยุดขอความเมตตาพร้อมเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวังและมองเฉินฝานด้วยความไม่เชื่อสายตาเล็กน้อย
“นายท่าน ท่าน……จะไม่ทุบตีข้าน้อยหรือเจ้าคะ!”
“เฉินฝาน เฉินฝาน!”
เฉินฝานกำลังจะตอบคำถามฉินเย่ว์โหรว พลันมีเสียงรีบร้อนดังขึ้นจากด้านนอกประตู
ฉินเย่ว์โหรวที่คุกเข่าอยู่กับพื้นรีบลุกขึ้นไปยังประตูและช่วยเฉินฝานเปิดม่านกั้นประตู
“ขอบใจนะ!” เฉินฝานพยักหน้าเบา ๆ ให้กับฉินเย่ว์โหรวและเดินผ่านนางไป
ฉินเย่ว์โหรวที่อยู่ด้านหลังเฉินฝาน นางมองดูเขาด้วยความประหลาดใจและสับสนโดยไม่รู้สึกตัวเป็นเวลานานมาก
นายท่านไม่ทุบตีนางและยังพูดกับนางอีกว่า……ขอบใจนะ!
หลังจากตกลงไปที่หุบเขา นิสัยของนายท่านเปลี่ยนไปด้วย?
หากเป็นเช่นนั้นจริง คงจะดีมาก
ฉินเย่ว์โหรวตบหน้าตัวเอง
ฉินเย่ว์โหรว ๆ หยุดฝันลม ๆ แร้ง ๆ ได้แล้วหน่า
เฉินฝานกลายเป็นคนดี เป็นเรื่องยากกว่าขึ้นสวรรค์อีก!
……
ในสวนนั้น มีผู้ชายร่างใหญ่สามคนยืนอยู่ คนหนึ่งสูงกว่าอีกคนหนึ่ง คนที่ยืนข้างหน้าสุดมีรูปร่างราวกับปีศาจร้าย มองแล้วรู้เลยว่าไม่ควรมีเรื่องด้วย
คนพวกนี้คือใครกัน!
เฉินฝานหันหน้าจะถามฉินเย่ว์โหรวแต่กลับพบว่านางแสดงสีหน้ากังวลใจ สองมือประสานกุมไว้แน่นหนา ในสายตาที่มองสบกันกับเฉินฟาน มีความโศกเศร้า ความไม่พอใจและการขอความช่วยเหลือ
นี่มันอะไรกัน!
“เจ้ามัวทำอะไรอยู่ ข้าเรียกตั้งนานกว่าจะออกมาได้!” ชายคนนั้นเดินมาอยู่ตรงหน้าเฉินฝานและแสดงฟันเหลือง จากนั้นแกว่งของในมือพร้อมกล่าว “ข้าเอาอาหารและเหล้ามาแล้ว คนก็พามาให้เจ้าด้วย”
พูดจบ เขาเรียกสองคนด้านหลังเข้าไปข้างในโดยไม่รอเฉินฝานตอบรับ
“พวกเรารู้จักกันรึ!”
เฉินฝานไม่ชอบใจ ที่นี่คือเรือนของเขา คนที่เข้ามาโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเขาทำให้เขารู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่ ที่สำคัญกว่านั้นคือพวกนั้นทำให้ภรรยาของเขาตกใจ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้ชายสามคนพลันหยุดชะงัก
“เจ้านี่มัน……เห้ย!” ชายฟันเหลืองยกมือขึ้นโบกอย่างไม่สนใจพร้อมพูดกับผู้ชายที่มาด้วยกัน “เมื่อวานไอ้หมอนี่ตกลงไปที่หุบเขา ตอนนี้สมองฟั่นเฟือน ไม่ต้องไปสนใจ พวกเจ้าเข้าไปนั่งก่อน”
พูดจบ ชายฟันเหลืองหันหน้าเข้าหาฉินเย่ว์โหรวที่ยืนอยู่หลังม่านกั้นและต่อว่าเสียงดังลั่น “นังเมียชั้นต่ำตาบอด ไม่เห็นอาหารและเหล้าในมือข้ารึไง! ยังไม่รีบเอาไปจัดการอีก ใช้ไม่ได้เลยสักนิด ถ้ารู้เร็วกว่านี้จะได้บอกให้น้องฝานเอาเจ้าไปขายทิ้งซะ!”
ร่างซูบผอมบางที่อยู่ตรงม่านกั้นประตูพลันสะดุ้งตกใจ
ฉินเย่ว์โหรวเดินออกมาจากม่านกั้นประตูด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว น้ำตายังคงเอ่อล้นเต็มดวงตา
นางรับอาหารและเหล้าจากมือของชายฟันเหลืองเสร็จ ฉินเย่ว์โหรวก็เดินกะเผลกตรงไปยังห้องครัว
ความโกรธของเฉินฝานเพิ่มระดับขึ้นเรื่อย ๆ พวกไร้ปัญญา เป็นผู้ชายแต่รังแกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่สำคัญผู้หญิงคนนี้ยังเป็นภรรยาของเขาอีก
ไอ้ผู้ชายนี่เป็นใครกันแน่ มาหาโดยไม่ได้รับเชิญ อีกทั้งยังกล้าออกคำสั่งกับผู้หญิงของเขา
“เห้อ!”
เฉินฝานกำลังจะแสดงความโมโห ชายฟันเหลืองมองแผ่นหลังฉินเย่ว์โหรวที่เดินกะเผลกแล้วถอนหายใจ “ข้าว่านะเฉินฝาน เจ้าอดทนสักหน่อยไม่ได้เชียวรึ! ฉินสี่ขาหักแล้วน่าเสียดายไม่น้อย!”
“จริงด้วย!”
ฉินสี่ นังพิการ!
คนที่จูต้าอันกำลังพูดถึงคงเป็นฉินเย่ว์โหรวที่กำลังยุ่งอยู่ในครัว
“เจ้านี่มันรู้จักคำว่ามารยาทบ้างหรือไม่ เมียข้าชื่อเย่ว์โหรว ไม่ใช่นังพิการ!”
“ให้ข้าดูหน่อย ๆ” จูต้าอันแสดงสีหน้าดุจผู้เหนือกว่า “ยังพูดอีกว่าสมองใช้การได้ ปกติเจ้ารังเกียจฉินสี่ที่สุด เจ้ารังเกียจที่นางซูบผอม ลงนาทำงานหนักไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีพวกฉินสาม เจ้าหย่ากับนางและทิ้งนางไปนานแล้ว”
“อ๋อ!” จูต้าอันพูดอยู่พลาง ๆ ก็อ๋อขึ้นมาแล้วชี้หน้าเฉินฝาน “ข้ารู้แล้วว่าเจ้านัดพวกข้าวันนี้ทำไม เพราะฉินสามไม่อยู่ที่เรือน เจ้ากลัวนางนั่นเอง”
“……” ความทรงจำเรื่องนี้ ไม่มีในสมองของเฉินฝานเลยสักนิด
ฉินสาม
จูต้าอันพูดถึงฉินสามทุกประโยค
นางคือพี่สาวของเย่ว์โหรวรึ! และเป็นภรรยาของเขาด้วยรึ นางเป็นผู้หญิงที่มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ!
“ช่างเถอะ ไม่พูดถึงฉินสามล่ะ มาคุยเรื่องของวันนี้กันเถอะ” จูต้าอันหันไปหาผู้ชายอีกสองคนที่เขามาด้วย “เป็นอย่างไร ข้าไม่ได้โกหกพวกเจ้าใช่หรือไม่ นังฉินเย่ว์โหรวมีหน้าตา……”
“นายท่าน”
เสียงหวานนุ่มนวลของฉินเย่ว์โหรวพูดขัดจังหวะจูต้าอัน นางยกโต๊ะเล็กที่มีกับข้าวสามอย่างเพิ่งทำเสร็จเดินเข้ามา
มือที่ยกโต๊ะกับเท้าที่ไม่สะดวก ทำให้นางต้องดูแลอาหารบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ฉินเย่ว์โหรวเดินกะเผลกเข้ามาข้างใน
เฉินฝานรีบลุกขึ้นรับโต๊ะเล็กจากมือฉินเย่ว์โหรว “ข้าช่วย!”
ฉินเย่ว์โหรวชะงักเล็กน้อย ดวงตาอ่อนโยนคู่นั้นยังแฝงไว้ด้วยความงุนงงและความประทับใจเล็กน้อย
เฉินฝานไม่เพียงแต่ไม่รังเกียจที่นางยกอาหารช้า แต่ยังลุกขึ้นช่วยนางและพูดกับนางอย่างสุภาพ
เขา......ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วจริง ๆ
“เนื้อผิวทั้งขาวและละเอียดอ่อน หน้าตาก็สะสวยงดงาม ต้าอันพูดไว้ไม่ผิด เป็นหญิงงามที่หายากจริง ๆ น่าเสียดายที่ขาถูกทุบตีจนหัก ไม่เช่นนั้น……”
จูต้าอันจับจ้องฉินเย่ว์ ผู้ชายสองคนที่เขาพามาด้วย ก็จับจ้องบนตัวฉินเย่ว์โหรวไปมาอย่างไม่มีเจตนาดี
แม้ว่ายุคปัจจุบันเฉินฝานไม่เคยมีแฟน แต่เขาไม่ใช่คนโง่ จุดประสงค์การมาของพวกนี้ก็คือฉินเย่ว์โหรว
เจ้าของร่างเดิมมันไม่ใช่คน ตอนเกิดใหม่ลืมพกสมองมาด้วยหรืออย่างไร นับถือคนที่คิดไม่ซื่อกับภรรยาของตัวเองว่าเป็นพี่น้องกัน!
เฉินฝานกวาดสายตาเย็นชามองหน้าผู้ชายสามคนตรงหน้า
“ไสหัวออกไปให้หมด!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เขยอันดับหนึ่งของจักรพรรดิ