“อื้อ……”
คางเล็กกะทัดรัดของฉินเย่ว์โหรวถูกเฉินฝานกดทับครอบครองไว้อย่างแน่นหนา
ลมหายใจสั่นเล็ก ๆ ความจั๊กกะจี้และชาที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน วาบขึ้นตั้งแต่ใบหูไปจนถึงกระดูกไขสันหลัง
ริมฝีปากที่นุ่มลุ่มลื่นกับร่างกายที่อ่อนปวกเปียกราวกับไร้กระดูกประกอบกับกลิ่นหอมที่ลอยอยู่ทั่วตัว กำลังโจมตีเขตป้อมปราการของเฉินฝานทีละน้อย
ไม่ ไม่ได้นะ
ไม่ใช่เวลาตอนนี้ สุขภาพนางไม่ได้
เฉินฝานปล่อยฉินเย่ว์โหรวอย่างแรงโดยมีมือข้างหนึ่งชันกำแพง
“ยังจะหนีอีกหรือไม่”
เขาพยามยามควบคุมถึงขีดสุดแล้ว แต่เสียงของเฉินฝานยังคงฟังออกว่ามีลมหายใจไม่คงที่
ดวงตาลุกวาวดังดวงดาวของฉินเย่ว์โหรวหมุนเป็นพันรอบหมื่นรอบ มีความอ่อนโยนแต่มีความโกรธมากกว่า
“ปึก!”
ฉินเย่ว์โหรวซุกอ้อมอกของเฉินฝานอย่างแรง หมัดเล็ก ๆ ต่อยเฉินฝานไม่หยุด
น้ำตาไหลรินลงที่เสื้อของเฉินฝานพร้อมกับคำหนิคำแล้วคำเล่า
“ทำไม ทำไม ข้ารอท่านมาหนึ่งปีกว่า ทำไมท่านถึงไม่เปลี่ยนเร็วกว่านี้ ทำไมต้องถึงคราวที่แก้ไขไม่ได้แล้วค่อยเปลี่ยน!”
“มันแก้ไขไม่ได้อย่างไร ข้าพูดแล้วไม่ใช่หรือว่าข้ามีวิธี!”
ฉินเย่ว์โหรวร้องไห้ต่อราวกับไม่ได้ยินที่เฉินฝานกล่าว
นางรู้สึกว่าเฉินฝานเพียงแค่พูดปลอบใจ เงื่อนไขที่พวกเขามีในเวลานี้ ต่อให้ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดก็ไม่มีวันหาสิบตำลึงได้ภายในสองวัน
เมื่อเวลาผ่านไป คงเพราะเหนื่อยแล้วและคงเพราะง่วงแล้ว ฉินเย่ว์โหรวพลางหลับลงในอ้อมกอดของเฉินฝาน
……
ขอบฟ้าเริ่มเป็นสีขาว ฟ้าใกล้สว่างแล้ว
“เย่ว์เจียว เจ้าอยู่ดูเย่ว์โหรวแล้วรอข้ากลับมานะ”
“ช่างเถอะ!” เมื่อเฉินฝานเตรียมฝากฉินเย่ว์โหรวให้กับฉินเย่ว์เจียว จู่ ๆ ก็ส่ายหน้า “เอาจอบในเรือนกับมันสำปะหลังในหม้อที่เมื่อวานกินไม่หมดมาด้วย เตรียมน้ำอีกสักหน่อยแล้วไปพร้อมข้า”
สองพี่น้องนี่ คนหนึ่งโง่กว่าอีกคนหนึ่ง เขาไม่สบายใจหากให้พวกนางอยู่ที่เรือน
“พวกเราจะไปที่ไหนหรือเจ้าคะนายท่าน!”
“ไปหาเงินสิบตำลึงนั่น!”
“อ่อ……เจ้าค่ะ” ใบหน้าฉินเย่ว์เจียวเต็มไปด้วยความสงสัย
เฉินฝานที่ทนฟังเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยในตอนแรกหยุดเดินกะทะหัน เขาหันหน้ามองกลุ่มสตรีที่พูดถึงเขาด้วยสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด
แต่ฉินเย่ว์เจียวที่ไม่ได้ฟังเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยเหมือนเฉินฝานรู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“สตรีปากพล่อยอย่างพวกท่าน เมื่อวานนายท่านของพวกเจ้าป้อนขี้ให้กินรึ! ทำไมปากสกปรกได้ถึงเพียงนี้!”
เมื่อรู้สึกว่าดุด่าเสียงดังไม่สามารถบรรเทาความโกรธได้ ฉินเย่ว์เจียวจึงหยิบก้อนหินสองสามก้อนขึ้นมาแล้วโยนใส่สตรีหมู่บ้านกลุ่มนั้น
“เย่ว์เจียว” เฉินฝานรีบคว้ามือและห้ามฉินเย่ว์เจียว “ห้ามทำร้ายคนเชียวนะ”
ฉินเย่ว์เจียวที่ถูกห้ามก้มหน้างึมงำเสียงเบา “แต่พวกนั้นเพิ่งพูดว่าน้องสี่ตายแล้ว ที่สำคัญพวกนั่นยังว่านายท่านด้วย”
เฉินฝานตะลึงเล็กน้อย
ในความทรงจำของเขา หากมีใครด่าเขาเมื่อก่อน ฉินเย่ว์เจียวจะดีใจมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สามารถทนฟังคนอื่นด่าเขาได้
เฉินฝานยื่นมือลูบหัวฉินเย่ว์เจียว “ดูเจ้าสิ เหมือนเด็กน้อยเลย เรารีบไปกันเถอะ เราต้องเร่งเดินทางกันอีก”
“ใครเหมือนเด็ก!”
ฉินเย่ว์เจียวหลบศีรษะไปอีกทาง เมื่อหันหลังให้กับใบหน้าหล่อเหลาน่าประทับใจของเฉินฝานแล้ว ใบหน้าพลันเป็นสีแดงระเรื่อ
“นายท่าน นี่พวกเรากำลังไปที่ไหนหรือเจ้าคะ!” ฉินเย่ว์โหรวถามเสียงเบา
“ในเมือง พวกเราจะเข้าไปในเมืองกัน!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เขยอันดับหนึ่งของจักรพรรดิ