บทที่ 1083 การลอบสังหารกลางวันแสก ๆ
ความกว้างใหญ่ของเมืองหลวงราชวงศ์ต้าโจวยิ่งใหญ่เกินกว่าเมืองหลวงราชวงค์ต้าเซี่ยในความทรงจำของจ้าวอู่เจียง
นับตั้งแต่ก้าวเท้าผ่านประตูเมืองเข้ามา จนตอนนี้เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา แต่พระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ทอดตัวอยู่บนขอบฟ้าราวกับสัตว์ร้ายมหึมาเหมือนจะไม่ได้เข้าใกล้ขึ้นแม้แต่น้อย
ราวกับว่าในช่วงเวลาหนึ่งถ้วยชาทั้งสามคนไม่ได้ขยับเขยื้อน
“ฝ่าบาท ช่วงที่พระองค์จากเก้าชั้นฟ้าไป ราชสำนักได้เกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติขึ้น” หลินอวี้เอ่ยปากอย่างนอบน้อม เล่าถึงเหตุการณ์ใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นในราชวงศ์ต้าโจว
“สัตว์มงคลเทียนหยวนพ่นลมหายใจมังกรสู่ท้องฟ้า ทำให้ฝ่าบาทและเหล่าราชวงศ์ต้องเสด็จไปตรวจสอบ ราชครูก็ได้ทำนายไว้ในเวลานั้นว่า มังกรบินอยู่บนฟ้า ตระกูลจีรุ่งเรือง และผู้ที่จะนำความรุ่งเรืองมาสู่ตระกูลไม่ได้อยู่ในเก้าชั้นฟ้า”
“เวลานั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเก้าชั้นฟ้าของราชวงศ์มีเพียงพระองค์”
“สิ่งนี้หมายความว่าอะไร พระองค์คงจะเข้าใจดีกว่ากระหม่อมอีก”
“คำพูดของราชครูนี้เป็นการกล่าวว่า พระองค์มีลักษณะของรัชทายาท”
ดังนั้นหลังจากนั้นเป็นต้นมาทั้งตระกูลจีก็ตื่นเต้นยิ่ง องค์ชายหลายพระองค์ที่เกิดความคิดไม่ควร”
จ้าวอู่เจียงได้ยินก็หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ผู้ที่ทำให้ราชวงศ์เซียนเจริญรุ่งเรืองอาจไม่ใช่จักรพรรดิ แต่เป็นขุนนางและแม่ทัพผู้มีความดีความชอบต่างหาก”
หลินอวี้ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเขาถือว่าอยู่ฝ่ายองค์ชายสี่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงองค์ชายของตน เขาจึงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
“องค์ชายต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ผู้คนที่มีเจตนาร้ายมีมากมาย เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อองค์ชาย”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้ารับ
“องค์ชาย ก่อนที่ข้าน้อยจะออกจากเก้าชั้นฟ้าเพื่อไปต้อนรับใต้เท้าสองวัน พระสนมเอกได้ล้มป่วยกะทันหันด้วยโรคร้าย และสิ้นพระชนม์ในวัง” หลินอวี้ขมวดคิ้วบางเรียวเข้าหากันแน่น แล้วพูดอึกอักต่อว่า “ในวังหลังมีข่าวลือกันว่า เรื่องนี้…เกี่ยวข้องกับ…พระสนมอัน…”
หลินอวี้พูดอึกอักเพราะพระสนมอันคือพระมารดาขององค์ชายสี่ ด้วยนิสัยขององค์ชายสี่แต่ก่อนคงจะไปฉีกปากคนที่แพร่ข่าวลือในวังหลังเป็นแน่
จ้าวอู่เจียงชะงักฝีเท้า เขาไม่ได้โกรธ แม้ว่าเขาจะได้รับรู้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องมาไม่น้อยจากปากของจีปอฉาง และรู้ว่าพระสนมอันเป็นใคร
เขาชะงักฝีเท้าก็เพียงเพื่อแสดงอารมณ์ เขาไม่รู้ว่าควรโกรธเกรี้ยว ตกตะลึง หรือแสดงอาการอื่นใดออกมา
ตู้ม!
ร่างในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มถูกปราณฝ่ามือซัดกระเด็น เซถอยหลังไปหลายก้าว ดวงตาใต้ผ้าปิดหน้าไม่ได้แสดงความประหลาดใจแต่อย่างใด หลายปีก่อนหลินอวี้เป็นผู้อยู่ขั้นจักรพรรดิระดับหก และการอยู่ในเมืองหลวงยิ่งสามารถแสดงพลังได้ใกล้เคียงกับระดับเจ็ด สามารถมองเห็นจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ได้ เขาไม่แปลกใจเลย
“ฮึ ช่างกล้านัก กล้าเข้าใกล้องค์ชายด้วยเจตนาฆ่า!” หลินอวี้ก้าวเท้าออกไป ปล่อยพลังออกมาอย่างไม่ปิดบัง แล้วฟาดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง
ชายคลุมหน้าในชุดสีน้ำเงินหัวเราะเยาะเบา ๆ ร่างกายถอยหลังไป
หลินอวี้กำลังจะไล่ตามไป แต่กลับหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหัน ถอยกลับมาใกล้องค์ชายของตน แล้วใช้พลังปราณปกป้ององค์ชายไว้
กลางวันแสก ๆ กล้าลงมือต่อองค์ชายในเมืองหลวง คนที่อยู่เบื้องหลังชายคลุมหน้าผู้นี้คงมีฐานะไม่ด้อย อีกทั้งมีเจตนาฆ่าแต่ไม่แสดงกระบวนท่าสังหาร จุดประสงค์ไม่ชัดเจน ตอนนี้ก็ไม่โต้ตอบ มีพิรุธว่าอาจเป็นกลลวงล่อเสือออกจากถ้ำ
หลินอวี้เลยเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
จ้าวอู่เจียงตั้งแต่ต้นจนจบสีหน้าเรียบเฉยราวกับเมฆบางลมเบา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า