บทที่ 1188 ทำ… ในหิมะ
ซูอวิ๋นเหยาผู้เป็นน้องสาว หรือก็คือซูเสี่ยวเหยา
ซูเสี่ยวเหยาเม้มปาก อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
ทุกคนต่างพูดว่าอิ้นอ๋องเป็นคนหื่นกาม ชอบแสร้งทำท่าทาง เป็นคนหยาบคายไร้มารยาท พวกเจ้ากังวลไปทำไมกัน?
อีกอย่างการเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่า หากมีความสามารถก็ให้พี่ชายเรือนเดียวกันแต่งบทกวีเองสิ หรือว่ารัชทายาทแห่งตำหนักบูรพาผู้นี้ก็ไร้ซึ่งพรสวรรค์?
หรือว่าตระกูลจีทั้งตระกูลล้วนโง่เขลาไร้รสนิยม?
ซูเสี่ยวเหยาม้วน ‘ความฝันในหอแดง’ เก็บเข้าไปในถุงเก็บของของนาง มองดูเงาร่างของทุกคนที่กำลังวุ่นวายอยู่ด้วยความเบื่อหน่าย
‘ความฝันในหอแดง’ คือหนังสือที่เล่าเรื่องราวความรักระหว่างบัณฑิตหนุ่มและสาวงาม ว่ากันว่าถูกเขียนโดยชายผู้หนึ่งจากดินแดนของมนุษย์ธรรมดา
ดินแดนนั้นมีชื่อว่าอาณาจักรซีชิ่ง ได้สูญหายไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ส่วนชายผู้เขียนหนังสือมีนามว่าฟ่านเสียน ก็หายสาบสูญไปนานแล้ว คงจะดับสูญไปพร้อมกับอาณาจักรซีชิ่งตามกาลเวลา
คนจากไป หนังสือยังอยู่ แต่เรื่องราวกลับยังไม่จบ
รักลึกแต่อายุสั้น ฉลาดเกินไปก็ตายเร็ว ผู้ที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือก็มักเป็นเช่นนี้
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าชายที่ซูเสี่ยวเหยาจะได้พบในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้?
พรสวรรค์ของเขาสั่นสะเทือนหัวใจนาง แต่กลับต้องรีบลาจากโลกนี้ไปในเวลาไม่นาน?
ช่างงดงามและน่าหวั่นไหว อยากเข้าใกล้แต่ไม่กล้าครอบครอง… ซูเสี่ยวเหยาหยิบตำราออกมาจากถุงเก็บของโดยไม่รู้ตัวแล้วเริ่มพลิกอ่าน
ทางด้านซูอวิ๋นเหยากำลังสั่งการบ่าวรับใช้อยู่ เมื่อเห็นภาพนี้จึงส่ายหน้าอย่างระอา
……
“ยามค่ำฟ้าจะหิมะโปรย จะร่วมดื่มสักถ้วยหรือไม่?”
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนพื้นหิมะ ข้างกายมีเตาไฟเล็ก ๆ วางอิงอยู่ เรียกว่าเตาดินแดง
เตาดินแดงเป็นเตาถ่านขนาดเล็กที่ทำจากดินแดง ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิง
รูปทรงประณีตกะทัดรัด ใจกลางเตาเป็นแบบแยกส่วน
ขณะนี้บนเตาดินแดงกำลังอุ่นสุราลู่อี้อยู่หนึ่งขวด
สุราลู่อี้ไม่ได้มีลู่อี้ที่มีสีเหมือนตะไคร่น้ำเป็นส่วนผสม มันคือสุราข้าวชนิดหนึ่ง มีเมล็ดข้าวลอยอยู่ด้านบน สีเขียวอ่อน เล็กละเอียดดั่งมด จึงได้ชื่อว่าสุราลู่อี้
รสหวานเมื่อดื่ม กลิ่นรสผสมผสานแต่เบาบาง ฤทธิ์ตามมาช้า ๆ แต่นุ่มนวล
สุราลู่อี้หมักใหม่ กับเตาดินแดงไฟน้อย
ยามค่ำฟ้าจะหิมะโปรย จะร่วมดื่มสักถ้วยหรือไม่?
“อา…” จ้าวอู่เจียงร่ายบทกวี ปล่อยกายใจให้ว่าง จิบสุราอย่างเรื่อยเฉื่อย
ภายใต้หิมะในฤดูหนาว จะมีอะไรที่สุขใจไปกว่าการดื่มสุราเช่นนี้อีกเล่า?
สาเหตุก็ไม่มีอะไร ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาได้นำกระดูกขาขวาระดับสูงสุดที่เอากลับมาจากร่างของเทพจันทราลั่วอิ๋นเยว่มาหลอมรวมเข้ากับร่างและวิญญาณของตนได้อย่างสมบูรณ์
เขาดูดซึมพลังที่แต่เดิมเป็นของตัวเองกลับคืนมา
“จ้าวอู่เจียงช่างสมกับเป็นข้าจริง ๆ” พลังแห่งความหยิ่งผยองพลุ่งพล่านออกมาจากร่าง สมดังที่เซวียนหยวนจิ้งครางในยามรักใคร่ ช่างไร้ยางอายเสียจริง
“ช้าไปหน่อย… ทำไมถึงเป็นจักรพรรดิขั้นที่สามแค่นี้” น้ำเสียงของเขาแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง ไม่รู้ว่าเป็นการเยาะเย้ยตัวเองหรือภาคภูมิใจกันแน่
“หนึ่งเดือนเต็ม ๆ เชียว แต่แค่ขั้นที่สาม?”
ช้าจนสุนัขยังต้องส่ายหัว
การก้าวจากจักรพรรดิขั้นต้นไปสู่ขั้นที่สามในเวลาไม่ถึงเดือน หากเล่าออกไปคงไม่มีใครเชื่อ
แต่เขายังรู้สึกไม่พอใจ อยากจะก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในทันที จากนั้นค่อยเข้าใจวิถีของตนอย่างแท้จริง ก้าวเข้าสู่ภูมิสูงสุด แล้วก้าวต่อไปสู่ระดับที่แข็งแกร่งกว่า
เพราะตอนนี้เขากำลังจ้องมองสุราลู่อี้ที่จับตัวเป็นน้ำแข็งบาง ๆ ในถ้วย
ราวกับเห็นโลกที่แตกสลายและแข็งค้าง เห็นเสียงคำรามที่ไร้เสียง
หากในตอนนั้นเขาแข็งแกร่งเกินใครจะต้าน คงจะดีเหลือเกิน
คงไม่มีการล่มสลาย ไม่มีการพลัดพราก ไม่ต้องเดินทางไกลหลายหมื่นลี้มาถึงโลกใบนี้ ไม่ต้องระหกระเหินเร่ร่อนตามหาตัวตนที่แท้จริงและแผนการอันมืดมน
เขาก็คงไม่มีวันพ่ายแพ้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า