บทที่ 1270 ร่วมสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ
“คุณหนูเสี่ยวเหยา เชิญตามสบาย” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างเรียบเฉย กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ละอองลมและเกล็ดหิมะในรัศมีสามจั้งรอบตัวทั้งสองคนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง
ความฉลาดและสัญชาตญาณของซูเสี่ยวเหยานั้นร้ายกาจจริง ๆ
แต่ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณหรือการคาดเดา ล้วนไม่มีหลักฐาน
อีกอย่าง ถึงมีหลักฐาน แล้วจะเป็นอย่างไร?
เขาไม่อยากก่อให้เกิดความวุ่นวายและความสับสน ไม่ได้หมายความว่าเขากลัว
และซูเสี่ยวเหยาก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะไปฟ้องใคร ไม่เช่นนั้นนางคงไม่มาบอกเรื่องพวกนี้กับเขาโดยเฉพาะ แถมยังบอกเขาเรื่องที่รัชทายาทกำลังสืบสวนเขาอีกด้วย
บุญคุณนี้ไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็ไม่เล็กน้อย
พอประมาณ แต่ก็นับเป็นบุญคุณอย่างหนึ่ง เขาไม่ชอบติดค้างใคร
เขาติดค้างคนมามากพอแล้ว
ผลลัพธ์ที่ซูเสี่ยวเหยาต้องการ เขายังให้ไม่ได้ในตอนนี้
จะลงมือก็ไม่มีความแค้น
การพัวพันด้วยความรักของหญิงสาวเช่นนี้ ทำให้เขาหลุดพ้นได้ยากจริง ๆ
อา… นี่มันชะตากรรมที่ต้องถูกผู้หญิงพวกนี้ตามรังควานไปถึงเมื่อไรกันนะ
“ข้าจะกลับมาหาท่านอีก” ซูเสี่ยวเหยามุมปากยกยิ้ม หมุนตัวอย่างร่าเริง เดินย่ำหิมะอย่างเบาสบาย หายลับไปในม่านหิมะที่โปรยปราย
จ้าวอู่เจียงถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย แต่โบราณมา คนที่มากรักมักเหลือเพียงความเสียใจ…
……
ฟ้าในฤดูหนาวมืดลงอย่างรวดเร็ว
จ้าวอู่เจียงกับเซวียนหยวนจิ้ง ตู๋กูหมิงเยว่ ชิงเอ๋อร์กำลังรับประทานอาหารเย็น
จ้าวเนี่ยนเซี่ยกำลังกินอาหารเสริมที่ตู๋กูหมิงเยว่ต้มเองโดยเฉพาะ
ทุกคนในครอบครัวมีความสุขอย่างล้นเหลือ
จ้าวอู่เจียงผู้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญและแทบไม่ได้เพลิดเพลินกับอาหารอร่อยอย่างแท้จริง กำลังมีรอยยิ้มที่ดูแข็ง ๆ อยู่บนใบหน้า
เนื้อวัวตุ๋นน้ำแดง ไข่ตุ๋นเก๋ากี๋ มันเทศผัด เต้าหู้ทรงเครื่อง…
เขาไม่รู้ว่าจะกลืนลงไปได้อย่างไร เพราะเขาไม่เคยต้องการสิ่งเหล่านี้เลย
ตุบ!
ในชามของเขามีคนตักไข่ตุ๋นเก๋ากี๋มาให้หนึ่งช้อน แล้วยังคีบเนื้อวัวตุ๋น้ำแดงมาให้อีกสองสามชิ้น
แต่ก็เพราะโชคชะตาพลิกผัน พวกนางได้พบกับจ้าวอู่เจียงและได้เดินบนเส้นทางที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน
และความรู้สึกของจ้าวอู่เจียงที่มีต่อนางและพี่หญิงจิ่งนั้นล้วนจริงใจ
การตรวจอาการและส่งยาในอดีต ความเป็นห่วงตลอดเวลา การมาทันเวลาในยามคับขัน ล้วนเป็นหลักฐานยืนยันได้
แต่ก่อนหน้านี้ เวลาที่นางและจ้าวอู่เจียงร่วมรักกัน มักเป็นในความมืดมิดของราตรี ไร้แสงไฟ มองไม่ชัดเจน
แต่ตอนนี้ ยังมีแสงตะเกียงส่องสว่าง และยามยังเนิ่น ๆ อยู่
ตู๋กูหมิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอาย
จ้าวอู่เจียงจูงมือตู๋กูหมิงเยว่อย่างนุ่มนวล กลับเข้าไปในห้องนอน ทั้งสองนั่งอยู่ที่ขอบเตียง ราวกับเป็นคู่สามีภรรยาใหม่
จ้าวอู่เจียงโอบตู๋กูหมิงเยว่ไว้ในอ้อมกอด พูดอย่างจริงใจว่า “เจ้าเหนื่อยมามาก”
ตู๋กูหมิงเยว่ส่ายหน้า แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยน้ำตาอุ่น ๆ ที่อดไหลลงมาถึงริมฝีปากไม่ได้ รสทั้งเค็มทั้งขมอวลอยู่ในปากนาง
จ้าวอู่เจียงกอดตู๋กูหมิงเยว่แน่นขึ้นอีก
ตู๋กูหมิงเยว่ค่อย ๆ สะอื้น ตอนกลางวันนางไม่กล้าพูดอะไรลึกซึ้งกับจ้าวอู่เจียงต่อหน้าจ้าวเนี่ยนเซี่ย เกรงว่าจะพลั้งเผลอหลั่งน้ำตาออกมา
บัดนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า