เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 1390

บทที่ 1390 เจ้าสำนักที่งดงาม

ณ หอชมดาว สำนักโหราศาสตร์

จ้าวอู่เจียงกลับมาที่ชั้นหนึ่งของหอชมดาวอีกครั้ง ซึ่งการตกแต่งหอยังคงเป็นการตกแต่งอย่างเรียบง่าย และไม่มีเงาของผู้คนแม้แต่คนเดียว

เดิมทีเขาตั้งใจจะบินขึ้นไป แต่รอบ ๆ หอชมดาวเก้าชั้นนี้มีกลไกป้องกันตั้งอยู่ ทำให้ไม่สามารถบินข้ามไปได้

เขาจึงลองใช้พลังอันแข็งแกร่งของผู้มีพลังระดับเก้าภัยพิบัติเพื่อฝ่าฟัน แต่พบว่ามันค่อนข้างยากลำบาก จึงยกเลิกความตั้งใจที่จะบินขึ้นไป และเลือกที่จะเดินขึ้นบันไดด้วยท่าทางมีมารยาท

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง

การตกแต่งของชั้นสองไม่แตกต่างจากชั้นหนึ่งมากนัก บนผนังทั้งหกด้านล้วนมีภาพดวงดาวสลักอยู่

“ท่านเจ้าสำนัก?” จ้าวอู่เจียงเรียกหนึ่งครั้ง แต่กลับไม่มีใครตอบ เขาจึงยังคงเดินขึ้นบันไดต่อไป

ชั้นที่สาม ชั้นที่สี่ ชั้นที่ห้า

แม้ว่าเขาจะขึ้นไปถึงสามชั้นติดต่อกัน แต่ก็ยังไม่พบเงาร่างของผู้คน อีกทั้งยังพบว่าภาพดวงดาวบนผนังในแต่ละชั้นล้วนมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อดวงดาวบนภาพยิ่งมีมากขึ้นกลับยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อมาถึงชั้นที่หกภาพดวงดาวได้หายไป แทนที่ด้วยมหาสมุทรดวงดาวที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งชั้นหกของหอชมดาว

ดวงดาวเหล่านี้ล่องลอยอยู่รอบตัวเขาราวกับภาพฉายสามมิติที่ทั้งสมจริงและเหมือนความฝันในเวลาเดียวกัน

จากนั้นเขาก็เดินขึ้นบันไดต่อไป ชั้นที่เจ็ด ชั้นที่แปด และทั้งหมดเป็นมหาสมุทรดวงดาวอันเหมือนความฝัน

“ท่านเจ้าสำนัก?” เขาเรียกเบา ๆ อีกครั้ง และคราวนี้มีเสียงตอบกลับมา ทว่าเป็นเสียงที่แผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจการควบคุมดังมา

“ขึ้นมาเถิด”

จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วเรียวของเขาเพียงเล็กน้อย เพราะเสียงนี้ช่างคุ้นเคยราวกับว่าเขาเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

เขาค่อย ๆ เดินขึ้นไปยังชั้นที่เก้า

สิ่งที่เรียกว่าหอชมดาวชั้นที่เก้านั้นก็คือพื้นที่ชมดาวที่ไม่มีหลังคาและไม่มีกำแพงขวางกั้น อีกทั้งทั่วพื้นที่ยังมีเพียงโต๊ะเตี้ยตัวเล็ก ซึ่งบนโต๊ะก็มีกระจกสำริดขนาดเท่าฝ่ามือวางไว้

ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ราวกับเปิดหน้าต่างบานหนึ่งไว้เป็นพิเศษสำหรับพื้นที่ชมดาวแห่งนี้ เพราะทั่วพื้นที่ในหอนี้ไม่มีเกล็ดหิมะขาวร่วงหล่นลงมา แต่เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ

ราวกับกระจกที่มัวหมองบานหนึ่งถูกเช็ดด้วยผ้าสะอาดจนกระจ่างใสเป็นบางส่วน

“ท่านเจ้าสำนัก” จ้าวอู่เจียงมองไปยังร่างงดงามที่ยืนพิงราวระเบียง

ร่างนั้นช่างงดงามอ่อนช้อย ผมยาวดั่งน้ำตกของเจ้าสำนักโหรศาสตร์ที่ยาวจรดพื้น แต่กลับดูเปราะบางในสายลมเย็นราวกับแผ่นแก้วบางที่พร้อมจะแตกสลายเมื่อสัมผัส

“ท่านเป็นใครกันแน่?”

ผมสีเงินของนางกำลังพลิ้วไหว จนกระทั่งเส้นผมสีเงินเส้นหนึ่งปลิวไปมา และพาดอยู่ที่ริมฝีปากสีแดงอันชุ่มชื้น นางจึงขยับริมฝีปากสีแดงที่ดูทั้งเย็นชาอย่างยิ่งและเย้ายวนใจ

นางไม่ได้ตอบคำถามของจ้าวอู่เจียงสักคำ แต่กลับยิ้มให้ ก่อนที่จะถามว่า

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า…บนท้องฟ้ายามราตรีนี้ แต่เดิมมีดวงดาวเจิดจ้ากี่ดวง?”

จ้าวอู่เจียงนั่งลง แต่ในดวงตาของเขากลับจ้องมองใบหน้างดงามราวกับภาพวาดของนางอย่างไม่ละสายตา และพิจารณาอย่างไม่เกรงใจ

“มีมากมายนัก…” ดวงตายาวงามดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วงของนางเป็นระลอกคลื่น นางจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างอ่อนโยน

“แต่ทั้งหมดล้วนดับสิ้นไปแล้ว…”

“ในช่วงเวลาหลายหมื่นปีนี้ พวกมันดับเร็วขึ้นเรื่อย ๆ”

จ้าวอู่เจียงเงยหน้าชำเลืองมองท้องฟ้ายามราตรีแวบหนึ่ง โดยไม่หวั่นไหวกับคำพูดของนาง และยังคงพูดเสียงเย็นว่า

“ท่านเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเซวียนหยวนจิ้งเช่นนี้?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า