บทที่ 1423 ไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้สักคน
ริมฝั่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
เสี่ยวไป๋ส่งเสียงร้องโหยหวนและเล่าเรื่องราวในอดีต เพื่อหวังจะปลุกความทรงจำของวิญญาณม้าที่เหลือเพียงเศษเสี้ยว
พวกมันวิ่งไปมาในเมืองวิญญาณ แต่วิญญาณที่เหลือเพียงเศษเสี้ยวก็คือเศษเสี้ยว แม้จะมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะตามหาเจ้านาย แต่กลับไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
เสี่ยวไป๋ร้องไปเรื่อย ๆ แต่จู่ ๆ ก็เงียบลงอย่างฉับพลัน
“แล้วต่อมาเล่า…เพื่อนรักของเจ้า…เสี่ยวหงไปอยู่ที่ไหน?” วิญญาณม้ากระทืบเท้า แต่ดวงตาใหญ่เท่ากระดิ่งทองเหลืองจ้องมองหมาป่าโง่ที่เงียบลงอย่างกะทันหัน
“โฮ่ง (มัน…ลืมข้าไปแล้ว)” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจอย่างหนัก และลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน ทว่าบนใบหน้าหมาป่าปรากฏแววจริงจังและโศกเศร้าอย่างหาได้ยาก
“โฮ่ง ๆ ๆ (ไปกันเถอะ ส่งจดหมายฉบับนี้เสร็จ ข้าจะพาเจ้าไปหาเจ้านายของเจ้า)”
ตูม!
มันกระโดดลงไปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในทันที
เจ้าม้าจ้องมองหมาป่าที่กระโดดลงน้ำโดยไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง
หมาป่าโง่ตัวนี้…คอยติดตามมันในเมืองวิญญาณมาตลอด พลางพูดเรื่องพิลึกต่าง ๆ นานาที่มันฟังไม่เข้าใจ แม้กระทั่งหลายครั้งที่ร้อนใจจนดวงตาหมาป่าแดงก่ำและมีน้ำตาคลอ
“โฮ่ง! (น้ำลึกเสียจริง)” เสี่ยวไป๋ลอยขาทั้งสี่อยู่บนผิวน้ำ และพยายามตะกุยอย่างบ้าคลั่งด้วยใบหน้าเศร้า ๆ พยายามจะฆ่าละอองน้ำพวกนี้
“โฮ่ง ๆ โฮ่ง ๆ (พี่หญิง! ข้าเอง! ข้าคือเสี่ยวไป๋…รีบปล่อยข้าไป)”
ขณะนั้น สายลมเย็นแผ่วเบาพัดผ่านผิวน้ำอย่างอ้อยอิ่ง บรรยากาศโดยรอบคล้ายหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ความเคลื่อนไหวเงียบงัน
ในที่สุดร่างของเสี่ยวไป๋ที่จมลงอย่างต่อเนื่องก็หยุดลง มันค่อย ๆ ตะกุยผิวน้ำ และว่ายไปทางดอกบัวขนาดมหึมานั้น
เจ้าม้าก็กระโดดลงจากฝั่งตามไป ทว่ากลับแปลกที่มันไม่จำเป็นต้องว่ายเหมือนอย่างเสี่ยวไป๋ทันทีที่มันตกลงบนผิวน้ำ เพราะมันก็เหมือนเดินบนพื้นราบ และเดินย่ำบนผิวน้ำไปทางดอกบัว
แต่วงระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวง ๆ ตำแหน่งดาวโคจรส่งจดหมายฉบับสุดท้ายของปีเจี๋ยจื่อ
ขณะนั้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์กลับมีหิมะโปรยปรายลงมา แต่บนผิวน้ำศักดิ์สิทธิ์กลับมองไม่เห็นเกล็ดหิมะแม้แต่น้อย ราวกับถูกแยกออกจากโลกรอบข้างและเป็นอีกโลกหนึ่งต่างหาก
“ในเมื่อพวกเจ้ามากันครบแล้ว วันนี้ไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้หรอก!” จ้าวอู่เจียงใช้เท้าทั้งสองข้างดันพื้นสระ แล้วพุ่งเข้าหาหลินหลางและตู๋กูหมิงเยว่ โดยที่มือหนึ่งโอบเอวของตู๋กูหมิงเยว่ ส่วนอีกมือหนึ่งเอื้อมลงไปคว้าเท้างามของหลินหลางที่เคลื่อนไหวปราดเปรียวราวกับภูตผีที่พยายามหลบหนี
“ข้าไม่หนีหรอก พี่เขย” ชิงเอ๋อร์ร้องเสียงดังและกระโจนเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
แต่ความมั่นคงของรูปสามเหลี่ยมถูกทำลายและได้รับแรงกระแทกจากภายนอก ทว่าขณะนั้นทั้งสี่คนกอดกันเป็นกลุ่ม ยืนไม่มั่นคง และต่างล้มลงไปในน้ำในที่สุด
จ้าวอู่เจียงพยายามยืนให้มั่นคง เขาลองสัมผัสมือขวาของตนและพบว่าหลินหลางหลุดไปแล้ว แต่กลับเหลือเพียงเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ส่วนมือซ้ายของเขายังคงโอบเอวอันอ่อนช้อยของตู๋กูหมิงเยว่ ทว่าเสื้อคลุมของตู๋กูหมิงเยว่หลุดไปตั้งแต่เมื่อไรคงไม่มีผู้ใดรู้ได้ และขณะนี้ร่างอวบอิ่มของนางเหลือเพียงกางเกงชั้นในเท่านั้น
ชิงเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงหน้าเขา พลางยิ้มมุมปาก เพราะมีความรู้สึกสมใจที่แกล้งชายผู้ซื่อสัตย์ได้สำเร็จ
จากนั้นหลินหลางก็โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและร่างอันงดงามก็ย่ำน้ำเดินเข้ามา โดยที่ด้านหลังของจ้าวอู่เจียงก็มีเงาร่างของเซวียนหยวนจิ้งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ทั้งสี่พี่น้องจ้องมองอย่างดุดัน พลางผลักจ้าวอู่เจียงเข้าไปในวงล้อม
แย่แล้ว! เขาถูกล้อมไว้… พลันให้ดวงตาของจ้าวอู่เจียงสั่นไหวและรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
วันนี้คงจะมีการต่อสู้อันดุเดือดเกิดขึ้นเป็นแน่!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า