เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 1494

บทที่ 1494 วิตก กังวล ทุกข์ตรม ดุดัน

เทพปีศาจ มิใช่ปีศาจ แลยิ่งมิใช่เทพเจ้า

ผู้คนเรียกเขาว่าเทพ มิใช่เพื่อยกย่องให้เป็นเทพ แต่เป็นความเคารพที่มาจากใจจริง

เมื่อเขาเดินเคียงข้างมวลชน เทพปีศาจกลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้นำของมวลชน เป็นผู้จุดคบเพลิงในราตรีอันยาวนาน ชี้ทางให้หมู่มวลมนุษย์

เหตุที่เทพปีศาจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงอยู่ในดวงใจมวลชนตลอดกาล นั่นเพราะเทพปีศาจเชื่อว่า

‘มวลชนคือความเป็นนิรันดร์’

เทพปีศาจในยุคโบราณ ในแง่ของเวลา คือจ้าวอู่เจียงในอดีต แต่ในแง่ของเหตุและผลของเวลา กลับเป็นตัวเขาในอนาคต ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมาย รับรู้และกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่อจ้าวอู่เจียงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตนเองยังคงนอนอยู่บนเตียงดังเดิม ราวกับว่าเขาเพิ่งฝันไปนานแสนนาน

สิ่งที่น่าฉงนคือเรื่องราวในความฝัน ที่เขากลับจำมันมิค่อยได้แล้ว จำได้เพียงราง ๆ ว่า มีปราชญ์ผู้หนึ่งกำลังตักเตือน แลกำลังปลุกสติเขา

เนื้อหาในฝันนั้นคืออันใดกัน? ราวกับว่ามีม่านหมอกที่แผ่ปกคลุมในความคิดของเขา

“จิ้งเอ๋อร์…” เขาเช็ดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ บนหน้าผาก แล้วถอนหายใจยาว

พบันใดนั้นเขาก็พบว่า จิ้งเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ข้างกายเขาแล้ว เขาส่ายหน้าถอนหายใจพร้อมยิ้ม

เมื่อวานในยามอู่ ของวันที่ยี่สิบห้า จิ้งเอ๋อร์และแม่ลูกตู๋กูหมิงเยว่ต่างย้ายไปที่จวนบรรพบุรุษตระกูลจี

เพราะเขารู้ว่าวันเวลาของตนนั้นเหลือน้อยลงแล้ว

ยามนี้เวลาของเขาเหลือเพียงห้าวันจากวันที่กำหนดไว้ คือ วันที่สองเดือนหนึ่ง ปีอี๋โฉ่ว

เช่นนั้นแล้ว เขาจึงพยายามเปลี่ยนแปลงตอนจบ ไม่ให้จิ้งเอ๋อร์ติดตามเขาไป

เพื่อให้จิ้งเอ๋อร์ไม่ไปถึงแดนโบราณร้าง และเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอันใดขึ้น

แม้จะรู้ว่าความหวังนั้นริบหรี่ แต่เขาก็ยังคงอยากจะลองทำมัน

จ้าวอู่เจียงเหลือบมองกระจกทองสองบานที่ลอยอยู่เหนือโต๊ะ

กระจกสองบานเปล่งประกายวาววับ

ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้

พลันใดนั้นเขาก็พลิกตัวลุกขึ้น และเริ่มนั่งสมาธิปรับลมปราณ

เขารู้สึกว่าประตูใหญ่ของจอมจักรพรรดิที่ขวางอยู่ตรงหน้าเขาดูเหมือนจะสั่นคลอนเล็กน้อย

ด่านใหญ่ที่ยาวไกลแท้จริงแล้วแข็งแรงดั่งเหล็กกล้า

บัดนี้ก้าวเดินเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

บางทีหากเขาลองอีกสักครั้ง ก็อาจทำลายประตูใหญ่ของจอมจักรพรรดิได้ และก้าวเข้าสู่ขั้นจอมจักรพรรดิ

——

ท้องนภาค่อย ๆ ส่องแสงสว่างไสว

เดือนสิบสอง วันที่ยี่สิบหก

เหมาะแก่การบูชาเทพ การค้าขาย การถักแห การจับปลา

“นี่…” เจ้าของร้านชำเลืองมองไปยังโต๊ะอื่น เด็กหญิงผู้ฝึกบำเพ็ญที่งดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบและเด็กอ้วนกำลังอุ้มชามโจ๊กขาวใหญ่ ซดเสียงดังอย่างเอร็ดอร่อย แต่เหตุใดพอมาถึงแขกผู้นี้ นางกลับบ่นว่าน้ำแกงจืดชืดเสียแล้ว

ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ บริเวณชายแดน ในยามนี้ทรัพยากรค่อนข้างขาดแคลน โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน คนธรรมดาไม่พิถีพิถันมากนัก ผู้ฝึกบำเพ็ญยิ่งไม่ควรจะพิถีพิถันกับเรื่องเหล่านี้

บางทีหญิงสาวผู้นี้อาจเป็นคุณหนูผู้ดีที่หนีออกมา?

หรือปกติเป็นบุตรสาวผู้ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจ?

อวี้หน่วนเอ๋อร์เห็นเจ้าของร้านพูดอึกอัก นางจึงถามอีกครั้ง

“มีหรือไม่มี?”

“ขออภัยจริง ๆ ขอรับคุณหนู ร้านเล็ก ๆ ของพวกข้าไม่มี…

ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยม ส่วนใหญ่ใช้สำหรับให้แขกผู้มาเยือนได้พักเท้า…”

เจ้าของร้านอธิบายอย่างหวาดหวั่น

“พอแล้ว ๆ” อวี้หน่วนเอ๋อร์โบกมือ ขมวดคิ้วและเบ้ปาก

เจ้าของร้านได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มแหย

“หากท่านมีคำสั่งอะไร เรียกข้าได้ทุกเมื่อ…”

“เรียกท่านมาก็ไม่มีอะไรให้ไม่ใช่หรือ?” อวี้หน่วนเอ๋อร์พึมพำ

“หนวนหน่วน!” อวี้เหวินสุ่ยตะโกนเบา ๆ ใส่น้องสาวของตน แล้วพยักหน้าให้เจ้าของร้านด้วยความเคารพ พูดเชิงขอโทษด้วยความรู้สึกผิด

“ขออภัยเถ้าแก่ ที่บ้านข้าเกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นมา น้องสาวข้าอารมณ์ไม่มั่นคง พูดจาไม่ทันคิด ล่วงเกินไปมาก หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า