บทที่ 1495 ยิ้มต้อนรับแขกที่มาเยือน
“คุณชายมีน้ำใจมากขอรับ”
เจ้าของโรงเตี๊ยมเวยอู่ยิ้มกว้างเต็มใบหน้า
สองพี่น้องที่นั่งกินอาหารโต๊ะนี้ คงมีฐานะไม่ธรรมดา พี่ชายมีกิริยาอ่อนโยนใจกว้าง ทว่าน้องสาวดูจะด้อยกว่าอยู่บ้าง นางมีความเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย คงเป็นเพราะปกติที่บ้านได้รับการตามใจ และเคยชินกับการกินดีอยู่ดีมาตลอด
เจ้าของโรงเตี๊ยมเดินไปทางครัวหลัง สายตาเหลือบมองไปยังอีกโต๊ะหนึ่ง
ห้าคนที่โต๊ะนั้นดูอบอุ่นกลมเกลียวกันมากกว่า พวกเขามิมีกฎเกณฑ์และมารยาทเฉกเช่นแบบตระกูลใหญ่ ทว่าดูคล้ายกำลังทะเลาะเถียงกัน
ดูเหมือนนักพรตศิษย์หญิงและเด็กอ้วนกำลังแข่งกันว่าใครจะกินได้มากกว่า แต่ละคนอุ้มชามโจ๊กคนละใบ เมื่อดื่มไปหนึ่งอึกก็เชิดคางใส่อีกฝ่าย ใบหน้าเล็ก ๆ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ท้าทาย
สตรีงามอุ้มเด็กชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ระหว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกังวล นางตักโจ๊กขาวใส่ปากเด็กชายตัวน้อยเป็นระยะ
เด็กชายตัวน้อยทำหน้าเศร้า ราวกับกำลังพูดว่า
“ท่านแม่อย่าป้อนอีกเลย ข้ากินไม่ลงจริง ๆ”
ส่วนหญิงสาวในชุดสีม่วงอ่อน รูปโฉมน่ารัก ดูเหมือนจะอิ่มหนำสำราญแล้ว นางเท้าคางด้วยมือ ดวงตาเผยความครุ่นคิด บางครั้งขมวดคิ้วเม้มปาก บางครั้งยิ้มอย่างเขินอาย มิอาจรู้ได้ว่า นางนึกถึงสิ่งใดอยู่
เจ้าของโรงเตี๊ยมส่ายหน้าพลางยิ้ม โรงเตี๊ยมนี้เปิดมาหลายปี เขาได้พบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ บ้างก็ชื่นชม บ้างก็รังเกียจ บ้างก็ดูหมิ่น บ้างก็อดทน แต่เขาไม่เคยแสดงความรู้สึกสุข โกรธ เศร้า สนุกบนใบหน้าอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่แล้วมีแต่รอยยิ้มประดับไว้
ยิ้มต้อนรับแขกที่มาเยือน
ช่างน่าเสียดายนัก วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่โรงเตี๊ยมเวยอู่จะเปิดให้บริการ…
ความยากจนมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่อำนาจ… กลับต้องยอมโอนอ่อน…
เจ้าของร้านเปิดม่านผ้าขึ้น มองกลับไปยังลูกค้าสองโต๊ะเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของเขาค่อย ๆ จางหายไป ราวกับสีน้ำที่เลือนลง จางลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งอันตรธานไป
หญิงสาวว่านจื่อ ดูเหมือนว่านางจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง นางเหลือบมองไปยังม่านผ้าสีเทาอ่อนที่เปื้อนคราบมันในร้านอาหาร พลางย่นจมูกเบา ๆ ด้วยความสงสัย
นางแน่ใจว่าก่อนหน้านี้ ตนยังสามารถใช้วิชาเพ่งปราณของสำนักเต๋าดมกลิ่นอายของเจ้าของร้านได้ แต่เหตุใดจู่ ๆ กลิ่นอายของเขาถึงจางหายไปมากเช่นนี้? หรือว่าควันไฟในครัวหนาแน่นเกินไปจนบดบังกลิ่นอายของคน?
“จางกั่วกั่วเอ๋อร์ หวังเทียนป้าง พวกเจ้ากินเสร็จหรือยัง?”
ว่านจื่อคิดว่า ยามนี้พวกเขาควรรีบเดินทางต่อได้แล้ว
จางกั่วกั่วเอ๋อร์เรอออกมาเสียงดัง พลางลูบท้องน้อยของตัวเอง
“ศิษย์พี่ ข้ากินไปตั้งสามชามใหญ่…”
“ข้ากินมากกว่าเจ้าอีก!” หวังเทียนป้างร่างอวบอ้วนเปล่งเสียงอย่างภาคภูมิใจ
“ตามไป”
“ท่านพี่ เราจะตามพวกนางไปด้วยเหตุอันใด?” อวี้หน่วนเอ๋อร์ขมวดคิ้วงาม
“พวกเราต้องรีบไปที่ราชสำนักเซียนต้าโจวที่ย่านเจียงตู่ แลดูไม่ได้ไปทางเดียวกันนี่ พวกนางดูเหมือนเป็นแค่หญิงชาวบ้าน ถึงจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง มาที่ราชสำนักเซียนต้าโจวนี้ ส่วนใหญ่ก็คงมาหาญาติยากจนของตน…”
“หน่วนเอ๋อร์…”
อวี้เหวินสุ่ยยื่นมือไปจัดผมที่กระจายออกไปหนึ่งสองกระจุกของน้องสาว ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่ก็มีความเหนื่อยหน่ายใจอยู่บ้าง
“จำไว้ว่าอย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก และเมื่อออกไปข้างนอก นิสัยบางอย่างที่เจ้าแสดงออกยามอยู่ที่เรือน จำเป็นต้องระงับไว้บ้าง
ที่เรือนวกข้าทะนุถนอมเจ้า ตามใจเจ้า แต่เมื่ออยู่ข้างนอก หากเจ้าไม่ระมัดระวังคำพูดและการกระทำของเจ้าาแล้ว จะไม่มีใครตามใจเจ้าเช่นนั้น…”
อวี้หน่วนเอ๋อร์ไม่พอใจที่พี่ชายชอบสั่งสอนตนนัก นางขมวดคิ้วมุ่น เบ้ปากน้อย ๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปปัดมือพี่ชายออกโดยตรง แล้วส่งเสียงฮึดฮัด
“รู้แล้ว…”
อวี้ฉางฝูกอดอก แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
“คุณหนูออกไปท่องเที่ยวน้อย จึงมิรู้ว่าบนร่างกายคนเหล่านี้มีกลิ่นธูปจากภูเขาสู่เต๋า…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า