บทที่ 1496 ร่างกายชั้นดี
“เขาสู่เต๋า?”
อวี้หน่วนเอ๋อร์หรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจ
“ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองหลวงสู่หวัง?
พวกเขาคงเป็นคนจากสำนักเต๋าเล็ก ๆ บนภูเขานั้น… เรียกว่าอะไรนะ… สำนัก… ชิงเฉิง……
ใช่แล้ว นั่นคือสำนักชิงเฉิง
พวกนางเป็นคนของสำนักชิงเฉิงหรือ?”
อวี้ฉางฝูพยักหน้า
“หนึ่งในเด็กหญิงพวกนั้นสวมชุดนักพรต นอกจากสตรีวัยกลางคนนั้นแล้ว ยังมีเด็กสาวอีกคนเป็นผู้นำด้วย เด็กสาวคนนั้นได้สอดแนมพวกเราเมื่อวาน โดยใช้วิชาเพ่งปราณของสำนักเต๋า
อีกทั้งพวกเขายังมีกลิ่นธูปติดตัวไม่น้อย แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ต้องอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นมานาน…
น่าจะเป็นคนของสำนักชิงเฉิงแน่นอน”
อวี้หน่วนเอ๋อร์เบ้ปาก ดูเหมือนนางจะไม่ค่อยพอใจนัก นั่นเพราะนางไม่ค่อยชอบหญิงสาวจากสำนักชิงเฉิงตั้งแต่คราแรกที่เห็น
แม้ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาสะสวยไม่ต่างกันมากนัก การกินและการแต่งกายไม่หรูหราเทียบเท่านาง ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับมีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
ร่าเริงและแฝงไว้ด้วยความดุดันบางอย่าง การกระทำของนางมีความองอาจห้าวหาญที่บอกไม่ถูกนัก
เมื่อวานนี้ ขณะเดินทางด้วยกัน นางสัมผัสได้ชัดเจนว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นผู้นำของคณะ ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องราวของโลก หรือสตรีงามสะคราญที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นผู้ใหญ่ ต่างก็ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อการเป็นผู้นำของหญิงสาวผู้นั้น
ไม่เหมือนกับนาง นางรู้ดีถึงข้อบกพร่องของตัวเอง ที่บางครั้งก็เอาแต่ใจ และดื้อรั้นอยู่มากนัก แต่บ่อยครั้งเรื่องใหญ่ ๆ ในบ้าน นางก็ยังมิมีสิทธิ์ตัดสินใจ
การหนีภัยครั้งนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไร ผู้ที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ก็คือพี่ชายกับลุงฝู ไม่มีทางที่จะเป็นนาง
เช่นนั้นแล้วนางจึงอิจฉาริษยาหญิงสาวจากสำนักชิงเฉิง
อวี้เหวินสุ่ยเห็นน้องสาวมีท่าทีเช่นนี้ คิดว่านางคงดูถูกสำนักชิงเฉิงว่าเป็นเพียงสำนักเล็ก ๆ เขาจึงยิ้มและอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“เจ้าอย่าได้ดูถูกสำนักชิงเฉิงเชียว แม้จะเป็นเพียงสำนักเล็ก ที่ดูคล้ายจะไม่มีพลัง ทว่าบนเขาสู่เต๋าอันกว้างใหญ่ กลับมีเพียงสำนักชิงเฉิงเท่านั้น
ภูเขามิจำเป็นต้องสูง หากมีเซียนก็ย่อมศักดิ์สิทธิ์
สำนักชิงเฉิงแม้จะไม่ใหญ่โต แต่มีเขาสู่เต๋าเป็นที่พึ่ง ก็นับได้ว่าเป็นสำนักใหญ่ เมื่อเทียบกับสำนักใหญ่ ๆ ในหล้า ก็มิด้อยกว่าแต่อย่างใด”
“คุณหนู เราไปกันเถอะขอรับ” อวี้ฉางฝูมองด้วยแววตาอ่อนโยน สีหน้าของเขาดูซับซ้อนอยู่บ้าง ที่จริงแล้วเขามีบางอย่างที่อยากจะบอกคนหนุ่มสาวทั้งสอง แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ในใจสักพัก เขาก็ยังคงไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี
และพ่อบ้านชราก็เดินนำออกไปนอกโรงเตี๊ยมเป็นคนแรก
—
ร่างงามนั้นก็คือ หลินหลาง ผู้กำลังบำเพ็ญเพียรและฟื้นฟูต้นกำเนิดของนางอยู่ที่สุสานเซวียนหยวน
หลินหลางส่ายหน้า
“รบกวนพี่สาวเปิดประตูด้วย”
จิ้งจอกขาวบินวนรอบหลินหลาง นัยน์ของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความโลภ
นี่เป็นร่างที่งดงามยิ่งนัก
เสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่ไม่อาจปิดบังรูปร่างอันวิจิตรงดงามจนน่าตกตะลึง เว้าโค้งของเรือนร่างได้สัดส่วน โดดเด่นเป็นลอนสวยเย้ายวน ใบหน้ายิ่งงามล้ำจนทำให้ผู้พบเห็นต้องลืมทุกสิ่ง แม้ใบหน้าไม่ได้ประณีตเกินจินตนาการนัก ทว่ากลับดูเป็นธรรมชาติยิ่งกว่าธรรมชาติอย่างพอดิบพอดี
คิ้วดุจขุนเขาไกล โดยเฉพาะยามขมวดคิ้ว ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสงสารนาง ขุนเขาไร้กังวลมิอาจรู้ว่าหลินหลางกังวลเรื่องใด
ดวงตาดุจนกเฟิ่งหวง โดยหลักการแล้วควรจะมีความคมกล้า แต่แววตาของหลินหลางกลับซ่อนความคมกริบไว้ ลึกล้ำดั่งสมุทรสีครามเข้ม
ริมฝีปากชุ่มชื้นที่มีรอยยิ้มน้อย ๆ เหมือนบุปผาสดใสที่เบ่งบานในอนธการ ยิ่งเพิ่มความงามอันเลอเลิศให้แก่นาง
หัวใจของจิ้งจอกขาวเกิดระลอกคลื่น ในช่วงเวลาอันยาวนาน นางได้พบเห็นสตรีงามมากมายทั้งจากตระกูลสุสานเซวียนหยวนและในโลกมนุษย์ ความงามของพวกนางล้วนมีเอกลักษณ์ แต่มีเพียงหลินหลางจากตระกูลจิ้งจอกชิงชิวเท่านั้น ที่ทำให้นางรู้สึกว่าเหนือกว่าทุกคน
นางชื่นชอบความงามอันล้ำเลิศที่มีความคมกล้าอยู่บ้าง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน และสงบเสงี่ยมเช่นนี้
นางปรารถนาร่างกายนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า