บทที่ 1634 นำพาทุกชีวิตในจักรวาล
ที่อาณาเขตพันดารา ดาวเทียนซื่อ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ดวงดาว
ภายในพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงเก็บรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นพบจากการสำรวจโบราณคดี ยังมีห้องพิเศษที่จัดเก็บบันทึกประวัติศาสตร์อันยาวนานของดาวนับพันดวงในอาณาเขตพันดาราที่มีอารยธรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับหนึ่งขึ้นไป รวมถึงประวัติศาสตร์ของดินแดนดวงดาวอื่น ๆ ตลอดจนประวัติศาสตร์ทั้งจักรวาล
ในห้องบันทึกประวัติศาสตร์ ร่างของชายชราปรากฏขึ้น
ชายชราสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสีแดงเพลิงดุจน้ำตก ราวกับลาวาที่ไหลทะลักออกมาหลังภูเขาไฟระเบิด คิ้วขาวขมวดมุ่น ดุจหิมะที่ปกคลุมยอดเขายามฤดูหนาว
ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึม แต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา บุคลิกที่แผ่ออกมามีทั้งความสง่างามของผู้อยู่ในตำแหน่งสูงมานาน และความเหนื่อยล้าจากการค้นหาบางสิ่งสำคัญที่ยังไม่พบเจอ
ดินแดนวิญญาณที่แปลกตา กับสิ่งของประหลาดเหล่านี้ หน้าจอแก้วที่เรืองแสงและพูดได้ ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายโดยไม่ทราบสาเหตุ
สิ่งที่ทำให้เขากระวนกระวายที่สุดคือพลังวิญญาณในดินแดนนี้ ที่แปลกประหลาดจนถึงกระดูก
พลังวิญญาณที่เขาหายใจเข้าออกทุกวันคืนแต่ก่อนนั้น แตกต่างจากในยามนี้ราวฟ้ากับดิน ทำให้เขาพอจะคาดเดาบางอย่างได้
ดังนั้นเขาจึงถามหาพระราชวังและขุนนางผู้บันทึกประวัติศาสตร์อยู่เรื่อย ๆ นั่นเพราะเขาต้องการอ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์
ในห้องนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยคือหนังสือ บันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนา ๆ มากมาย
เขาทุบทำลายกระจกป้องกัน เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น กระนั้นเขาก็มิได้สนใจมัน เพียงพลิกอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทีละหน้า
ตัวอักษรในหนังสือดูแปลกตาไป แต่เขามิใช่เรื่องที่น่าแปลก เพราะทุกดินแดนวิญญาณล้วนมีตัวอักษรเฉพาะของตน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารระหว่างอารยธรรม
เขาเคยพบเผ่าพันธุ์ที่สื่อสารกันด้วยความคิดล้วน ๆ มาก่อน
เมื่อเขามาถึงดินแดนวิญญาณแห่งนี้ เขาเรียนรู้อย่างง่าย ๆ และเข้าใจได้ทันที ถึงแม้ตัวอักษรในบันทึกประวัติศาสตร์จะดูแปลกตา แต่กระนั้นเขาก็อ่านออก
เขาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งค้นพบความจริงที่น่าตกใจ ยุคสมัยที่เขาอยู่ในยามนี้มิใช่สังสารที่สามอย่างที่เขาเข้าใจ
ในบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า ยุคนี้เรียกว่า ‘ยุคที่แปด’
เมื่อเขาคิดถึงความหมายของยุค เขาก็เข้าใจได้ทันที มันคงเทียบเท่ากับสังสารที่เขารู้จัก
นี่คือ สังสารที่แปด
เขาพลิกย้อนกลับไปตามลำดับเวลา ด้านนอกพิพิธภัณฑ์เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งที่จ้องมองเขาด้วยความระแวง พวกเขาล็อกพลังงานใส่เขา แต่เขาไม่สนใจ ยังคงค้นหาความจริงต่อไป
ในที่สุด เมื่อเขาพลิกไปถึงบันทึกประวัติศาสตร์ยุคที่สาม เขาก็พบข้อความที่แทบทำให้จิตแห่งเต๋าของเขาแตกสลาย
[บรรพบุรุษของดินแดนวิญญาณเทียนชางนาม หั่วอวิ๋นจื่อ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงต้นของความวุ่นวายในจักรวาล ดินแดนวิญญาณเทียนชางทั้งดินแดนล่มสลายท่ามกลางความโกลาหล ไม่สามารถขึ้นเรือของ “จาง”]
จางมู่โจว ท่านอยู่ที่ใด?”
“ข้า…มาคุกเข่าขอพบท่านแล้ว…” หนังสือในมือของหั่วอวิ๋นจื่อร่วงลงพื้น เขาเหมือนถูกดูดพลังจนหมด ลมหายใจหอบถี่
“ข้าขอร้องท่าน…”
ณ ดินแดนหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่
เจ้าแห่งดินแดนผู้สวมใส่อุปกรณ์กลไกทั่วร่าง มีเทคโนโลยีล้ำสมัย กำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าชายผู้สวมหมวกกุยเล้ยและชุดผ้าป่านหยาบ
ในฐานะเจ้าแห่งดินแดน แม้จะมีกระแสพลังมหาศาล สถานะสูงส่ง และพละกำลังเหนือผู้ใด แต่เมื่อต้องคุกเข่าต่อหน้าชายผู้นี้ กลับแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง ถึงขั้นถ่อมตนอย่างที่สุด
ชายผู้นั้นมีนามว่าจาง จางแห่งความหยิ่งผยอง จางแห่งความรุ่งเรือง การได้พบจางการได้คุกเข่าต่อหน้าจางนับเป็นเกียรติอันสูงสุดที่เหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลายแสวงหามาทั้งชีวิต
เพราะจางได้ข้ามผ่านเจ็ดยุคสมัย ฝ่าฟันกาลเวลาอันยาวนาน และสามารถนำพาวิญญาณทั้งมวลในจักรวาลข้ามฟาก
เจ้าแห่งดินแดนสวดภาวนา ความหมายคร่าว ๆ คือ “ข้าแต่ท่านจางผู้ทรงฤทธิ์ ขอท่านโปรดเมตตาสรรพชีวิต นำพาพวกเราขึ้นเรือแห่งวันสิ้นโลก ข้ามผ่านความวุ่นวายที่กำลังจะมาถึงในจักรวาลด้วยเถิด”
แสงดาวนับไม่ถ้วนโดยรอบดูเหมือนจะถูกจางดึงดูด พุ่งเข้าหาเขาไม่หยุด ดวงตาของเขาไม่แสดงความเมตตาใด ๆ แต่ก็ไม่ตระหนี่ที่จะชี้แนะ เขากล่าวเรียบ ๆ ว่า
“เจ้าเดินผิดทางแล้ว ด้วยศักยภาพของเจ้า หากกลับไปเริ่มต้นเดินบนเส้นทางโบราณใหม่ บางทีอาจจะยังทันการ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า