บทที่ 164 ก่อตั้งสำนักใหม่
“จริงอยู่ที่กองกำลังที่ไร้กำลังคนนั้นจะอยู่ได้ไม่นานในยุทธจักร” จ้าวอู่เจียงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางคลี่ยิ้มอ่อนโยน เขาไม่ได้โกรธเคืองหรือต่อต้านคำพูดของเจียงเมิ่งลี่ แต่กลับเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ดวงตาของเขาทอประกายไม่ต่างจากประกายของคมกระบี่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“แต่ที่นี่คือนครหลวง!”
หลี่หยวนเจิ่งกับเจียงเมิ่งลี่หรี่ตาลง
“ในส่วนของกำลังพล…” จ้าวอู่เจียงจ้องมองไปที่เจียงเมิ่งลี่
“ผู้ใดบอกว่าข้าไม่มี?”
“สมาชิกส่วนที่เหลือของสำนักมังกรเกล็ดศิลาล้วนเป็นกำลังคนของอู่เจียงทั้งสิ้น” ฮั่วหรูอี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
และเหมือนจะตอบรับกับคำพูดของฮั่วหรูอี้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นทันที และเฟิงซิ่วเอ๋อร์ก็ส่งเสียงรายงานมาจากหน้าประตู
“ใต้เท้าจ้าว มีแขกมาขอพบเจ้าค่ะ”
จ้าวอู่เจียงตอบรับด้วยการเดินไปเปิดประตู ผู้ที่เดินเข้ามาเป็นบุรุษสองคนและสตรีหนึ่งคน
หลี่หยวนเจิ่งรับรู้ได้ทันที คนทั้งสามที่เดินเข้ามานั้นมีขั้นพลังไม่ต่ำต้อย ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ทั้งสิ้น
เจียงเมิ่งลี่ขมวดคิ้ว
“นายหญิง”
“ผู้อาวุโส”
ผู้อาวุโสทั้งสามประสานมือคำนับฮั่วหรูอี้ และฮั่วหรูอี้ก็คำนับตอบกลับ ในเวลาเดียวกันนี้ นางก็แนะนำจ้าวอู่เจียงให้พวกเขาได้รู้จัก
“คนผู้นี้คือ จ้าวอู่เจียง สหายรักของสามีข้า และข้าเชื่อว่าพวกท่านจะต้องเคยได้ยินชื่อของสองสหายที่ยืนอยู่ข้างกายเขาเช่นกัน บุรุษผู้นั้นคือหลี่ หยวนเจิ่ง มือกระบี่อันดับที่สิบหกแห่งยุทธจักร และศิษย์น้องของเขา เจียงเมิ่งลี่ คุณหนูจากสกุลเจียง”
ผู้อาวุโสทั้งสามตกตะลึง พวกเขาเพียงมาตามการติดต่อของฮั่วหรูอี้เพื่อเข้าร่วมกองกำลังของจ้าวอู่เจียง ในจดหมายระบุว่าจะมีการก่อตั้งสำนักใหม่ขึ้นมา พวกเขาจึงคิดว่าไม่น่าจะมีบุคคลที่แข็งแกร่งสักเท่าไหร่ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวอู่เจียงจะมีสหายเป็นมือกระบี่อันดับที่สิบหกแห่งยุทธจักรอยู่ข้างกายเช่นนี้
“สหายน้อยแซ่จ้าว ข้ามีนามว่าซูเหลียงจิ่ว”
“ส่วนข้ามีนามว่าซูซานชาง”
“ข้า กู้เหนียนหยวน”
ผู้อาวุโสทั้งสามท่านต่างก็ประสานมือคำนับจ้าวอู่เจียง ชายหนุ่มก็พยักหน้าและประสานมือคำนับกลับไป
“จ้าวอู่เจียงขอบคุณท่านทั้งสามเป็นอย่างยิ่ง”
“หามิได้ การได้เข้าร่วมสำนักของสหายน้อยถือเป็นเกียรติสำหรับพวกเรายิ่งนัก” ซูเหลียงจิ่วยิ้ม เขาและซูซานชางเป็นคู่พี่น้องที่ทำงานอยู่ในสำนักมังกรเกล็ดศิลามานาน
ส่วนสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มอย่างกู้เหนียนหยวนนางสวมใส่ชุดสีดำ เหน็บกระบี่สองเล่มอยู่ที่ข้างเอว มองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจน เพราะถูกปกคลุมด้วยหมวกปีกกว้าง สิ่งที่มองเห็นคือครึ่งซีกหน้าและดวงตาอันเย็นชาเพียงข้างเดียว
“สำนักไร้ขอบเขต!” จ้าวอู่เจียงตอบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับซูเหลียงจิ่วแล้ว ซูซานชางเป็นคนที่มีความฉลาดเฉลียวมากกว่า เขาถอนหายใจออกมา
“นับเป็นชื่อที่ประเสริฐยิ่ง ชีวิตของคนเราล้วนมีขอบเขต แต่ความรู้ของคนเรานั้นหามีขอบเขตไม่ นี่แสดงให้เห็นว่านอกจากสหายน้อยจะมีพรสวรรค์แล้ว ท่านก็ยังมีความทะเยอทะยานอีกด้วย”
“เช่นนั้นก็รบกวนผู้อาวุโสทั้งสามช่วยรวบรวมยอดฝีมือเข้ามาสู่สำนักไร้ขอบเขตให้ได้เยอะ ๆ เลยนะขอรับ” จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ
…
ทุกคนต่างก็ปรึกษาหารือและวางแผนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่สำนักไร้ขอบเขต เจียงเมิ่งลี่เข้าร่วมอย่างไม่เต็มใจภายใต้การชี้นำของหลี่หยวนเจิ่ง
เจียงเมิ่งลี่เป็นคนของตระกูลเจียง หนึ่งในตระกูลใหญ่ที่สุดในยุทธจักร นางเคยเห็นสำนักยุทธ์มานับไม่ถ้วน
นอกจากสำนักไร้ขอบเขตจะไม่น่าสนใจแล้ว พวกเขายังเป็นเพียงสำนักเล็ก ๆ อีกด้วย
และเมื่อสืบข้อมูลของสำนักใต้ดินในนครหลวงดูแล้ว เจียงเมิ่งลี่ก็ได้รู้ว่าฐานอำนาจของสำนักใต้ดินในนครหลวงไม่ค่อยจะแข็งแกร่งสักเท่าไหร่ พวกที่ยังคงอยู่รอดได้ในปัจจุบันก็อาศัยใบบุญของผู้หนุนหลัง หากเพิ่มสำนักไร้ขอบเขตเข้าไปด้วย พวกเขาก็จะเป็นเพียงสำนักใต้ดินขนาดกลางเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังคงมีตัวแปรสำคัญอีกมากมายอยู่ภายในนครหลวง
ดังนั้น แม้เจียงเมิ่งลี่จะรู้สึกสงสารเห็นใจจ้าวอู่เจียง และตกตะลึงไม่น้อยที่เห็นเขามียอดฝีมืออยู่ในการติดตามพอสมควร แต่สุดท้ายนางก็ยังเชื่อว่าสำนักของจ้าวอู่เจียงก็เป็นเพียงกลุ่มกองกำลังขนาดเล็กจ้อย อย่าว่าแต่สร้างความยิ่งใหญ่ในแคว้นต้าเซี่ยเลย แค่สร้างความน่าเชื่อถือในนครหลวงก็แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว
เหตุผลที่ทำให้เจียงเมิ่งลี่ตัดสินใจเข้าร่วมสำนักไร้ขอบเขตมีอยู่เพียงสองอย่างเท่านั้น เหตุผลแรก นางต้องการจับตาดูสำนักมังกรเงินที่กำลังขยายอำนาจในนครหลวง และเหตุผลที่สอง นางต้องการกระบี่มังกรฟ้าที่อยู่ภายใต้การครอบครองของจ้าวอู่เจียง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า