บทที่ 245 สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ
กลุ่มสตรีส่งเสียงอุทาน บางคนถึงกับหน้าแดง บางคนก็นำผ้าแพรขึ้นมาปิดบังใบหน้าด้วยความเขินอาย
พวกนางต่างก็บอกให้ตนเองรักษากิริยา แต่ที่ผ่านมาจิตใจถูกครอบงำด้วยบทกวีอันสวยงามของท่านเจ้าสำนักมาโดยตลอด เขาจึงกลายเป็นบุรุษในฝันของสตรีทุกนางในย่านนี้ เมื่อใดที่นึกถึงเจ้าสำนักไร้ขอบเขต พวกนางก็จะเกิดความเขินอายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ แล้วเงาร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน
“ดูสิ!”
กลุ่มคนร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น
เป็นชายชราในชุดสีเทาผู้หนึ่ง
“…”
กลุ่มคนตกอยู่ในความเงียบด้วยความผิดหวัง เพียงดูก็รู้ว่าชายชราคนนี้ไม่ใช่ท่านเจ้าสำนักไร้ขอบเขต
ซูเหลียงจิ่วหยุดชะงักด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย เมื่อเปิดประตูออกมา พบเข้ากับกลุ่มคนที่กำลังจ้องมองมาด้วยความตื่นเต้นที่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าผิดหวังอย่างชัดเจน ซูเหลียงจิ่วจึงไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
“พวกท่านมาเพื่อขอเข้าพบท่านเจ้าสำนักอีกแล้วหรือ?”
ซูเหลียงจิ่วไอออกมาแห้ง ๆ มีผู้คนมาขอเข้าพบท่านเจ้าสำนักไม่ขาดสาย โดยเฉพาะบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลาย พิจารณาจากสีหน้าท่าทางของกลุ่มคนเหล่านี้ พวกเขาก็คงมาเพราะภาพลักษณ์ของท่านเจ้าสำนักเช่นกัน
ในช่วงเวลานี้ ซูเหลียงจิ่วคุ้นเคยดีกับความโด่งดังของท่านเจ้าสำนักแล้ว
“ท่านเจ้าสำนักไม่อยู่” ชายชราพูดเสียงเยือกเย็น
“ถ้าอย่างนั้นข้าน้อยขอสอบถามท่านผู้อาวุโส” หวังเจวี่ยประสานมือคำนับและกล่าวด้วยความเคารพ
“ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักจ้าวจะกลับมาเมื่อใดหรือ?”
“ใช่แล้ว เขาจะกลับมาเมื่อใด ได้โปรดบอกพวกเราด้วยเถิด” กลุ่มสตรีต่างก็ช่วยกันประสานเสียงพูดออกมาด้วยความคาดหวัง
ซูเหลียงจิ่วส่ายหน้าตอบกลับด้วยความเสียใจ
“ท่านเจ้าสำนักมีกิจการมากมาย จึงมักจะไม่ได้อยู่ในสำนัก ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่านายท่านจะกลับมาเมื่อใด พวกท่านค่อยกลับมาใหม่วันหลังดีหรือไม่?”
กลุ่มคนส่งเสียงถอนหายใจออกมาด้วยความเสียใจ
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส แล้วข้าน้อยจะกลับมาใหม่” หวังเจวี่ยถอนหายใจ ประสานมือคำนับด้วยความเคารพ ก่อนที่บัณฑิตทั้งสิบหกคนจะมุ่งหน้าไปทางกำแพงเมืองทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมพิธีการเพื่อชมตัวอย่างข้อสอบชุนซื่อของปีหน้า
การเดินทางมานครหลวงเที่ยวนี้ พวกเขามีกำหนดพักอยู่ที่นครหลวงประมาณสองวัน ก่อนจะต้องเดินทางกลับบ้านเกิด หากท่านเจ้าสำนักจ้าวมีภารกิจรัดตัวจริง ๆ พวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้พบหน้าบุคคลที่ตนเคารพชื่นชมแล้ว
นี่ทำให้กลุ่มบัณฑิตถอนหายใจ เดินกลับออกไปด้วยความผิดหวัง
ซูเหลียงจิ่วพยักหน้าอยู่เนิ่นนานและประสานมือตอบรับคำนับกลับไป บัณฑิตหนุ่มคนเมื่อสักครู่นี้เรียกหาเขาเป็นท่านผู้อาวุโส กิริยาวาจาอ่อนน้อมและให้เกียรติผู้อื่น แสดงว่าคงมีความซาบซึ้งในบทกวีของท่านเจ้าสำนักไม่ใช่น้อย
ซูเหลียงจิ่วได้แต่ถอนหายใจออกมา รู้ดีว่าที่อีกฝ่ายให้เกียรติตนเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเกรงใจท่านเจ้าสำนักนั่นเอง
…
ณ ที่ตั้งของทั้งหกกรม
กรมพิธีการตั้งอยู่ทางกำแพงเมืองทิศใต้
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือและใช้สายตากวาดมองไปบนกระดาษสีแดงบนกำแพง เขาไม่ได้คิดจะปิดบังตัวตนของตนเองอยู่แล้ว มิเช่นนั้น คงไม่ถอดหน้ากากออกที่งานเลี้ยงหรอก
เสนาบดีกรมมหาดไทยคนนี้มีอิทธิพลในราชสำนักและมีเส้นสายอยู่ทั่วนครหลวง เขาอาจจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าสำนักไร้ขอบเขตอยู่แล้วก็เป็นได้ จึงได้พูดออกมาเช่นนี้
“ขอบคุณท่านเสนาบดีหลินที่ช่วยย้ำเตือน” จ้าวอู่เจียงพยักหน้า วันนี้มีการประกาศข้อสอบโดยกรมพิธีการบนกำแพงทิศใต้ และอีกไม่นาน ก็จะเป็นการประกาศรายชื่อของกลุ่มบัณฑิตที่มีสิทธิ์สอบ ซึ่งเพียงดูรายชื่อเหล่านั้นผู้คนก็พอคาดเดาได้แล้วว่าผู้ใดจะสอบตกและผู้ใดจะสอบผ่าน
หลังจากนั้น ก็รอคอยให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ
เกรงว่าปีหน้าคงเป็นฤดูใบไม้ผลิที่วุ่นวายมากทีเดียว
เซียวเหยาอ๋องกำลังบ่มเพาะขุมกำลังเพื่อก่อการกบฏ แคว้นต้าเซี่ยกำลังจะต้องพบการโจมตีทั้งจากฝั่งเหนือและฝั่งใต้ และมีผู้ใดรู้บ้างว่ายังมีกองกำลังอื่น ๆ ซ่อนตัวหมายเล่นงานแคว้นต้าเซี่ยอยู่อีกหรือไม่?
และหากคาดเดาไม่ผิดทารกในครรภ์ของตู๋กูหมิงเยว่ก็คงถือกำเนิดในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเช่นเดียวกันพอดี แน่นอนว่าจ้าวอู่เจียงไม่ต้องการจะให้ลูกน้อยของตนลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเปลวไฟแห่งสงคราม
เขาจึงจำเป็นต้องรีบแก้ไขปัญหาทางการเมืองและปัญหาส่วนตัวให้ได้โดยเร็วที่สุด
เขาจะต้องไปที่อารามหลานรั่วเพื่อสืบหาวิธีฝึกฝนวิชาปราณไร้วิญญาณ และเรียกคืนความทรงจำในวัยเด็กที่สูญหายไป หากจ้าวอู่เจียงสามารถปลดผนึกความทรงจำได้เมื่อไหร่ ก็มีความเป็นไปได้ที่พลังและความแข็งแกร่งจะเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
ที่สำคัญจะต้องฝึกฝนวิชาปราณไร้วิญญาณให้สำเร็จ แม้เพียงบางส่วนก็ยังดี
ส่วนในเรื่องทางการเมือง จ้าวอู่เจียงต้องการจะรวบรวมกลุ่มขุนนางให้เกาะกลุ่มเป็นพรรคพวกเดียวกัน เพื่อที่เมื่อเผชิญกับความวุ่นวายในอนาคต ขุนนางเหล่านี้จะได้ช่วยกันกอบกู้แคว้นต้าเซี่ย ไม่ใช่สละเรือหนีเอาตัวรอดตามลำพัง
จ้าวอู่เจียงจำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบที่สุด
ฤดูหนาวมาถึงแล้ว จ้าวอู่เจียงต้องการจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า