บทที่ 313 พูดคุยกับฮ่องเต้หญิง
หิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า
ในช่วงฤดูหนาว นครหลวงกลายเป็นดินแดนที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน
จ้าวอู่เจียงเปิดประตูและเดินเข้าไปในตำหนักหย่างซิน เซวียนหยวนจิ้งนั่งอยู่ข้างเตาไฟ นางกำลังอ่านตำราบทกวี
เมื่อเห็นชายหนุ่มกลับมาในสภาพเหนื่อยล้า เซวียนหยวนจิ้งก็ขมวดคิ้วถาม
“เจ้าไปที่ใดมา?”
“สำนักไร้ขอบเขตพ่ะย่ะค่ะ!” จ้าวอู่เจียงยกมือนวดเอวด้วยความปวดเมื่อย ก่อนจะนั่งลงเคียงข้างเซวียนหยวนจิ้ง
แม้ว่าเขาจะฝึกวิชาทองคำไร้พ่าย แต่ซูฮัวอีกับกู้เหนียนหยวนก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ระดับสูง ทั้งพวกนางเป็นผู้อยู่ในขอบเขตยอดยุทธ์ และซูฮัวอีก็ใกล้จะบรรลุขอบเขตปรมาจารย์ระดับต้นเต็มที ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงมีความแข็งแกร่งและสามารถจู่โจมได้อย่างหนักหน่วง ทั้งยังรุนแรงมากกว่าสตรีทั่วไป…
หนำซ้ำซูฮัวอีก็ฝึกฝนวิชาลับประจำสำนักกลิ่นบุปผา ส่วนกู้เหนียนหยวนก็มีสถานะเป็นเตาหลอมกระบี่ นางคอยหลอมละลายพลังของเขาอยู่ตลอดเวลา แล้วจะไม่ให้จ้าวอู่เจียงรู้สึกเหนื่อยล้าได้อย่างไร?
เซวียนหยวนจิ้งวางตำราในมือลงและพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“งั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ กิจการของคณะบริหารเดี๋ยวข้าจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกังวล”
ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิดหรอก …จ้าวอู่เจียงไม่ได้อธิบาย เขาเพียงพูดเสียงเรียบว่า
“กระหม่อมจำจะต้องออกเดินทางเข้าไปในยุทธจักรอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ จุดหมายปลายทางของกระหม่อมในครั้งนี้คือสำนักศรัทธาราษฎร”
“เหตุไฉนจึงรีบร้อนเสียจริง?” เซวียนหยวนจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่ได้รีบร้อนอันใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ…” จ้าวอู่เจียงไม่ทราบว่าจะอธิบายถึงคำสาปที่ถูกฝังอยู่ในร่างกายอย่างไรดี หากไม่ทำการถอนคำสาป ชีวิตของเขาก็จะตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน
“กระหม่อมเพียงเกรงว่าหลังปีใหม่อาจจะไม่มีเวลาไปอีกแล้ว…”
หลังผ่านพ้นปีใหม่ก็จะเป็นการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ เมื่อยามนั้นมาถึงสงครามจะอุบัติ
“จริงเช่นนั้น” ดวงตากลมโตงดงามของเซวียนหยวนจิ้งฉายแววบางอย่างขณะพยักหน้า
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงหยักหน้า พลางชายหนุ่มล้วงกล่องไม้ออกมาจากแขนเสื้อ เขาวางกล่องลงบนโต๊ะ และเลื่อนไปหาเซวียนหยวนจิ้ง
“กระหม่อมซื้อมาฝากพระองค์”
เซวียนหยวนจิ้งชำเลืองมองกล่องไม้ใบนั้นเล็กน้อย
“อะไร?”
“ผ้าพันคอพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงยิ้มแย้มออกมาเล็กน้อย ตอนไปซื้อเสื้อผ้าพร้อมกับหลี่ชานซีในวันนี้ นี่คือผ้าพันคอที่เขารู้สึกถูกใจตั้งแต่แรกเห็น
“เฮ้อ” เซวียนหยวนจิ้งยกมือกอดอกพลางจ้องมองกล่องไม้ราวกับไม่สนใจ แต่น้ำเสียงก็อ่อนโยนมากขึ้น
“ข้าไม่ต้องการ”
ฮ่องเต้หญิงมีแววตาอ่อนโยน นางกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
“การเดินทางเที่ยวนี้รีบกลับหน่อยก็แล้วกัน”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงพยักหน้าอย่างนุ่มนวล
แม้ขณะนี้เขาจะมีพลังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงแล้ว ซ้ำยังมีสามสุดยอดคัมภีร์แห่งยุทธจักร อย่างคัมภีร์ทองคำไร้พ่าย คัมภีร์มหาเทพดูดดาว และคัมภีร์ปราณไร้วิญญาณอยู่ในการครอบครอง ซ้ำยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างกายซึ่งพร้อมจะปลดปล่อยพลังออกมาได้ทุกเมื่ออีก
แต่จ้าวอู่เจียงจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ด้วยจุดหมายปลายทางของเขาในครั้งนี้คือสำนักศรัทธาราษฎร
นอกจากเขาจะเป็นผู้ที่เคารพลัทธิเต๋าจากใจจริงแล้ว จ้าวอู่เจียงก็ยังรู้อีกด้วยว่าสามสำนักลัทธิเต๋าซ่อนเร้นยอดฝีมือเอาไว้มากมาย
ฉะนั้นการเดินทางไปเที่ยวนี้เขาจึงต้องเตรียมตัวไปให้ดีที่สุด
บรรดาผู้อาวุโสในสำนักศรัทธาราษฎรคงไม่ยอมให้เขาแต่งงานกับหยางเมียวเจิ้นง่าย ๆ และอีกหนึ่งปัญหาก็คือ หยางเมียวเจิ้นอาจจะไม่ยอมแก้คำสาปให้ก็เป็นได้อีกเช่นกัน
แต่ถึงบรรดาผู้อาวุโสจะอนุญาตให้เขาแต่งงานกับหยางเมียวเจิ้น นั่นก็นำมาสู่ปัญหาข้อใหม่อีก ขณะนี้จ้าวอู่เจียงติดค้างหนี้บุญคุณสาวงามคนอื่น ๆ อยู่อีกมากมาย คงจะเป็นการโกหกถ้าบอกว่าเขาไม่รู้สึกผิดอะไรเลย
เมื่อสวรรค์มอบร่างกายที่แข็งแกร่งมาให้ จ้าวอู่เจียงก็ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกรูปแบบ…
กล้ามเนื้อและกระดูกทั้งปลดปล่อยพลังและดูดซับพลังในเวลาเดียวกัน แต่นี่ก็เป็นราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายใช่หรือไม่?
ให้ตายเถอะ! จ้าวอู่เจียงอยากจะเป็นเหมือนพวกพระเอกในนิยายออนไลน์เหลือเกิน พระเอกเหล่านั้นมักจะมีฮาเร็มสาว ๆ ห้อมล้อมโดยไม่มีเรื่องให้ปวดหัว ทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย มีอาวุธวิเศษให้ใช้งานนับไม่ถ้วน ทว่า…เขาเป็นเพียงคนธรรมดา และยังต้องติดหล่มอยู่ในปัญหาอย่างหนีไม่พ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า