บทที่ 327 วิชาเต๋า
จ้าวอู่เจียงกวาดสายตามองรอบ ๆ เขาไม่รู้ว่าจะเลือกใครดี จึงหันกลับมามองหน้าหยางเมียวเจิ้น
หยางเมียวเจิ้นทำหน้าบึ้งและขึงตาใส่เขา คล้ายกับกำลังรู้สึกไม่พอใจ
ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน ในเมื่อลูกศิษย์ทุกคนของสำนักศรัทธาราษฎรพากันหลบตา แล้วจะให้เขาเลือกได้อย่างไร?
สุดท้ายชายหนุ่มก็ทำได้เพียงหันกลับไปมองผู้อาวุโสทั้งสามท่านซึ่งยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสใหญ่ ชายชราเหล่านั้นกำลังจะพูดอะไรบางอย่างด้วยความร้อนรน แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็ส่งเสียงไอขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดยอมรับคำท้า ก็หมายความว่าเจ้าผ่านด่านนี้ได้เรียบร้อยแล้ว”
เหล่าผู้อาวุโสทั้งสามพร้อมใจกันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
จากนั้นผู้อาวุโสใหญ่ก็ล้วงคัมภีร์ที่ถูกร้อยด้วยด้ายออกมาจากในแขนเสื้อ คัมภีร์โบราณเล่มนี้มีความหนาพอสมควร ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“การทดสอบด่านที่สาม ความรอบรู้ในวิชาเต๋า”
“นี่คือคัมภีร์ปรสูตร! เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวิชาเต๋า คาถาอาคม และวิธีการเขียนยันต์ชนิดต่าง ๆ ไว้ เจ้ามีเวลาทบทวนหนึ่งชั่วยามเพื่อเลือกว่าจะฝึกฝนวิชาใดในคัมภีร์เล่มนี้ หากเลือกแล้วและสามารถใช้วิชานั้นออกมาได้สำเร็จ ก็ถือว่าเจ้าเป็นผู้มีวาสนาต่อลัทธิเต๋าและนับว่าผ่านการทดสอบทันที”
บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่รอบข้างต่างก็อุทานออกมาด้วยความอิจฉา
นั่นเป็นเพราะว่าคัมภีร์ปรสูตรไม่ใช่คัมภีร์ธรรมดา อย่าว่าแต่บรรดาลูกศิษย์เลย กระทั่งผู้อาวุโสหลายท่านก็ยังไม่เคยได้ศึกษาวิชาที่อยู่ในคัมภีร์เล่มนี้ แม้แต่คนในสำนักยังไม่มีวาสนาได้อ่าน ทว่าบัดนี้จ้าวอู่เจียงกลับมีวาสนานั้น
นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกอิจฉาริษยาจ้าวอู่เจียง ทั้งยังอยากจะเอาตนเองไปแทนที่อีกฝ่ายและผ่านการทดสอบด่านนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ
หากต้องการจะเข้ารับการทดสอบทั้งสามด่านนี้ พวกเขาก็ต้องมีสถานะเป็นคนนอกสำนักเสียก่อน และก็ต้องเป็นคนที่ธิดาเทพมีเจตนาจะแต่งงานด้วยเช่นกัน
หลิ่วจี้ฉางมีสายตาเย็นชามากกว่าเดิม มือของเขากำหมัดแน่น เขาเคยอ่านเนื้อหาในคัมภีร์ปรสูตรมาแล้ว แต่การที่จ้าวอู่เจียงจะได้อ่านเช่นกันทำให้เขารู้สึกไม่พอใจจริง ๆ ทว่าก็ไม่สามารถทำอะไรได้
หลิ่วจี้ฉางทำได้แต่เพียงหวังอยู่ในใจว่าจ้าวอู่เจียงจะไม่มีวาสนาเกื้อหนุนกับลัทธิเต๋า ไม่มีทางใช้วิชาเต๋าได้ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม สุดท้าย จ้าวอู่เจียงก็จะไม่ผ่านการทดสอบ แล้วการแต่งงานกับธิดาเทพหยางเมียวเจิ้นก็จะไม่เกิดขึ้น
ผู้อาวุโสใหญ่ไม่เข้าใจเลยว่าศิษย์พี่คิดอะไรอยู่ แต่เขาก็เชื่อมั่นในตัวของศิษย์พี่เสมอ
เพราะศิษย์พี่ของเขาก็คือเจ้าสำนักศรัทธาราษฎรแห่งนี้ ศิษย์พี่คือผู้แข็งแกร่งในยุทธจักร เป็นผู้ชำนาญในวิชาเต๋าระดับสูง และสามารถใช้มนต์คาถาได้เพียงดีดนิ้วมือ อีกทั้งยังสามารถพยากรณ์อนาคตของผู้คนได้อย่างแม่นยำจนได้รับการชื่นชมจากผู้คนโดยไม่ต้องเปิดเผยนามที่แท้จริง ผู้อาวุโสใหญ่เชื่อว่าศิษย์พี่ของเขาต้องวางแผนการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เสียงพูดคุยของเหล่าศิษย์สำนักศรัทธาราษฎรเริ่มดังมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาทั้งรู้สึกอิจฉา สงสัย บางคนก็หัวเราะเยาะ ต่อให้จ้าวอู่เจียงจะโชคดีขนาดไหน แต่เขาจะผ่านด่านนี้ไปได้อย่างไร?
การฝึกวิชาเต๋าไม่ใช่การฝึกวิทยายุทธ วิชาเต๋าจำเป็นต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในระดับหนึ่ง จ้าวอู่เจียงคิดว่าตนเองมีฝีมือบู๊เก่งกาจ เช่นนั้นก็จะสามารถเรียนรู้วิชาเต๋าได้อย่างง่ายดายอย่างนั้นหรือ?
อีกฝ่ายจะสามารถเรียนรู้ในเวลาเพียงชั่วยามเดียวได้อย่างไร?
ในบรรดาโอรสศักดิ์สิทธิ์และธิดาเทพของกลุ่มสำนักเต๋า ปกติแล้วต้องใช้เวลานานถึงสิบวันไม่ใช่หรือ? แม้แต่จางเซียวกั๋วผู้เป็นยอดอัจฉริยะจากสำนักศรัทธาสวรรค์ ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งวันถึงจะสามารถใช้วิชาแรกหลังการอ่านคัมภีร์ปรสูตรได้สำเร็จ
เสียงการพูดคุยของกลุ่มคนดังมากขึ้นและมากขึ้น ผู้คนล้วนมั่นใจว่าจ้าวอู่เจียงคงไม่สามารถผ่านการทดสอบในด่านนี้ได้อีกแล้ว
แต่เสียงนินทาเหล่านั้นก็ไม่ได้ส่งผลต่อจ้าวอู่เจียงที่กำลังนั่งอ่านคัมภีร์อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเลยแม้แต่น้อย

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า