บทที่ 391 มนุษย์ที่ตัวเล็กเหมือนมดปลวก
ท่านประมุขแห่งสุสานกระบี่ตัวเล็กราวมดปลวก การโจมตีทั้งหมดพุ่งใส่เข้าไปที่หน้าอกของรูปปั้นยักษ์ แต่ก็ทำได้เพียงสลายก้อนเมฆที่อยู่รอบ ๆ ออกไปเท่านั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายบนตัวรูปปั้นแม้แต่นิดเดียว
กระนั้นท่านประมุขก็หาได้รำคาญใจ กลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เขารวบรวมปราณกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง บอกชัดว่าจะไม่หยุดโจมตีจนกว่ารูปปั้นยักษ์ตัวนี้จะพังทลาย
บนท้องฟ้ากว้างใหญ่ รูปปั้นยักษ์สูงเสียดเมฆ ปราณกระบี่โจมตีใส่รูปปั้นยักษ์อย่างต่อเนื่อง พยายามที่จะทำลายรูปปั้นให้ได้
เสียง ‘เคล้ง ๆ’ ดังไม่หยุด ท่านประมุขแห่งสุสานกระบี่ไม่เหนื่อยล้าเลยสักนิด
พลังที่โจมตีใส่รูปปั้นไร้หัวตนนี้ เมื่อโจมตีไม่สำเร็จก็ไม่ได้สลายตัวลงไป แต่พลังจะกลับมารวมกันใหม่ ทำให้สามารถโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่ทราบเลยว่าผ่านไปนานเพียงใด สุดท้ายรอบบริเวณก็ปกคลุมไปด้วยปราณกระบี่
ท่านประมุขลอยตัวอยู่กลางอากาศตรงกับหน้าอกของรูปปั้นยักษ์ ชายเสื้อคลุมเนื้อหยาบกระพือตามแรงลม
ชายชราทำมือเหมือนกำลังถือกระบี่ขนาดยักษ์ จากนั้นยกมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมตะโกนออก
“ข้ามีกระบี่!”
ปราณกระบี่รอบ ๆ ปั่นป่วนจนโกลาหลทันใด จากนั้นพลังทั้งหมดก็มารวมตัวกันอยู่ที่มือของท่านประมุข พลังทั้งหมดรวมตัวกันกลายเป็นกระบี่สีเขียวมรกตเล่มหนึ่ง
“กระบี่เล่มนี้สามารถสังหารเทพเจ้าได้!” ท่านประมุขฟันกระบี่ลงล่าง พลังพุ่งเข้าใส่หน้าอกของรูปปั้นยักษ์อีกครั้ง
ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แต่รูปปั้นก็เกิดการสั่นสะเทือน ก่อนที่จะมีเสียงคำรามก้องกังวานออกมาจากตัวรูปปั้นว่า
“เจ้ามดปลวกผู้นี้อีกแล้วหรือ? เป็นมนุษย์คิดจะสังหารเทพเจ้าได้อย่างไร?”
ช่วงขณะนี้ท้องฟ้าและพื้นดินสั่นสะเทือน ก้อนเมฆกระจายตัวออกไปอย่างต่อเนื่อง มือขนาดใหญ่ของรูปปั้นปรากฏขึ้นในกลุ่มเมฆ และมือนั้นก็กำลังเคลื่อนลงมา พยายามคว้าตัวชายชราในชุดผ้าเนื้อหยาบซึ่งถือกระบี่ลอยอยู่บนท้องฟ้าใต้แสงตะวัน
“เทพเจ้าจอมปลอมอย่างเจ้าสมควรถูกเรียกว่าเทพเจ้าด้วยหรือ?”
ชายชราผู้แต่งกายซอมซ่อเหมือนคนเสียสติยกกระบี่ในมือขึ้นอีกครั้ง ปราณกระบี่ที่หนาแน่นพุ่งออกไปเป็นลำแสงเจิดจ้า ขัดขวางมือใหญ่ของรูปปั้นยักษ์
แต่ก็สามารถขัดขวางได้เพียงลมหายใจเดียวเท่านั้น ครั้นปราณกระบี่สลายตัวไป มือใหญ่ก็ไร้สิ่งกีดขวาง นิ้วมือทั้งห้ากางเป็นกรงเล็บ พยายามจะตะปบจับชายชราเข้าไปอยู่ในกำมือ
“ฮ่า ๆๆ” เมื่อเผชิญหน้ากับมือใหญ่ที่ปกคลุมแผ่นฟ้าและดวงตะวัน ชายชรากลับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ยกมือขวาจี้ไปที่ตัวกระบี่ แล้วยกกระบี่ขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาพร้อมร่ายคาถา
“กระบี่ศักดิ์สิทธิ์! เทพเซียนดับสิ้น!”
ทันใด พลังระเบิดออกมาจากชุดเสื้อคลุมของชายชรา ปราณกระบี่ก่อตัวเป็นกำแพงหนาป้องกันเขาในระยะสามจั้ง
เสียงนี้เหมือนดังขึ้นข้างหูของนาง แต่ก็เหมือนห่างไกลออกไปอยู่บนท้องฟ้าในเวลาเดียวกัน
แต่ถ้าลองฟังให้ดี นี่คล้ายกับเป็นเสียงของจ้าวอู่เจียงที่จมลงไปใต้ทะเล
เซวียนหยวนจิ้งดิ้นรนจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา
นางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง หัวใจเต้นระทึกด้วยความตื่นกลัว ร่างกายสั่นเทา ความหวาดผวาแผ่ซ่านจากหัวใจ ลุกลามไปทั่วทั้งร่างกาย ก่อนจะหันกลับไปกอดผ้าห่มแน่น
“อู่เจียง…” นางเรียกเบา ๆ ทว่า…เมื่อจ้องมองข้างกาย ดวงตาของนางก็หรี่ลง ด้วยว่าจ้าวอู่เจียงได้หายตัวไปแล้ว
ฟันของนางสั่นกระทบกันจนดัง ‘กึก ๆ’ “จ้าวอู่เจียง!”
“กระหม่อมอยู่นี่แล้ว มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ? อย่าบอกนะว่าฝ่าบาทฝันร้ายอีกแล้ว?”
แสงตะเกียงวูบวาบปรากฏขึ้น จ้าวอู่เจียงเดินถือตะเกียงเข้ามา เขาเพิ่งกลับมาจากการเขียนแผ่นยันต์สำหรับใช้ในวิชาดับมายา
ทันทีที่เดินเข้ามาในตำหนักก็ได้ยินเสียงเรียกด้วยความกังวลของเซวียนหยวนจิ้ง
เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ดวงตาพร่ามัว เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา นางก็โผสวมกอดจ้าวอู่เจียงทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า