เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 414

บทที่ 414 เขามาพร้อมกับสายลมและหิมะ

วันที่สาม เดือนหนึ่ง ยามราตรี

ชายแดนเหนือของแคว้นต้าเซี่ย เมืองจูเป่ย

แม้จะใกล้เที่ยงคืนแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทา

สายลมและหิมะพัดโหมตกลงมาอย่างหนักหน่วง ทำให้เมืองจูเป่อยังคงมีบรรยากาศของฤดูหนาว

บุรุษผู้หนึ่งควบขี่อาชาพ่วงพีผ่านประตูเมืองทิศใต้ เขามีร่างกายสูงใหญ่ ซงจางรู้ทันทีว่าคนที่มาพร้อมกับสายลมและหิมะท่านนี้เป็นคนที่ตนเองรอคอย

แล้วเขาก็ต้องอุทานออกมาทันที “ให้ตายเถอะ! ให้ตายเถอะ”

ในที่สุดซงจางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านแม่ทัพตู๋กู จึงบอกว่าจุดเด่นของคนแซ่จ้าวผู้นี้คือการมีหน้าตาหล่อเหลา

คิ้วเข้ม ดวงตาเป็นประกายสดใส ใบหน้าคมคายราวกับหยกแกะสลักไร้ตำหนิ แม้จะเดินทางไกล แต่ก็ไม่มีอาการเหนื่อยล้าสักนิด ซ้ำยังดูมีสง่าราศีน่าเลื่อมใส

ซงจางคิดหาถ้อยคำอธิบายความหล่อเหลาของบุรุษผู้นี้ แต่สุดท้ายคำที่หลุดออกมาจากปากกลับมีเพียงคำเดียวคือ “ให้ตายเถอะ”

นี่คือการชื่นชมอย่างสูงสุดแล้ว

สำหรับซงจางที่ชื่นชอบสตรี การชมเชยบุรุษเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าเขากำลังตกตะลึงมากเพียงใด

ซงจางพิศวงเป็นอย่างยิ่งว่าคนเราจะสามารถหล่อเหลาได้ถึงเพียงนี้ด้วยหรือ เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว เขาก็รู้สึกว่าสวรรค์แทบจะไม่ได้ประกอบร่างเขาเป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ

ซงจางรีบเดินเข้าไปต้อนรับ ครั้นสอบถามเรียบร้อยแล้ว เขาก็พบว่าบุรุษผู้นี้แซ่จ้าวและมาจากนครหลวงจริง ๆ

หลังเดินทางมาสองวันเต็ม ๆ ในที่สุดจ้าวอู่เจียงก็มาถึงเมืองจูเป่ย และภายใต้การนำทางของซงจาง เขาก็ไปถึงจวนที่พักของแม่ทัพใหญ่ในไม่กี่อึดใจให้หลัง

ระหว่างเดินไปที่นั่น จ้าวอู่เจียงได้สอบถามสถานการณ์ในกองทัพแล้ว ซงจางเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แต่เขาก็เพียงเปิดเผยข้อมูลทั่วไปที่ทหารและชาวบ้านรับทราบดี ซงจางไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเบื้องลึกในกองทัพมากเกินไป

ซงจางรู้ว่าบุรุษผู้นี้มีนามว่าจ้าวอู่เจียง และเป็นคนที่ท่านแม่ทัพตู๋กูสั่งให้รีบพาตัวไปเข้าพบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านแม่ทัพเชื่อใจและเคารพอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง

ฝ่ายจ้าวอู่เจียงก็รู้ดีเช่นกันว่าซงจางเป็นคนที่ตู๋กูเทียนชิงส่งมารอรับตน อย่างน้อยนี่ก็หมายความว่าซงจางเป็นผู้ติดตามคนสนิทที่ตู๋กูเทียนชิงเชื่อใจในเมืองจูเป่ย

บุคคลที่ซงจางเรียกว่าท่านรองแม่ทัพกล่าวต่อไปอย่างวางอำนาจ “คนที่อยู่ข้างกายเจ้าเป็นผู้ใด? เขาเป็นใครมาจากไหน? มีหนังสือเข้าเมืองชัดเจนหรือไม่?”

“อ้อ เรียนท่านขุนพลราชองครักษ์” ซงจางถูกไม้ถูมือและยิ้มแย้มตอบว่า

“คุณชายท่านนี้มาจากนครหลวงขอรับ เขามีเรื่องสำคัญจะหารือกับท่านแม่ทัพใหญ่ ข้ามีหน้าที่พาเขาเข้าไปพบท่านแม่ทัพเท่านั้นขอรับ”

ขุนพลผู้นี้มีนามว่า จ้าวเหยียนซือ จ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหัวเราะเยาะ

“คนจากนครหลวง? อายุเพียงเท่านี้เองหรือ? เกรงว่าคงเป็นคนจากตระกูลตู๋กูอีกแล้วใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่าจวนแม่ทัพเจ้าเมืองกลายเป็นที่พักผ่อนส่วนตัวของตระกูลตู๋กูตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? เมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีองครักษ์เพิ่มมาอีกสองคน วันนี้ก็มีคนใหม่เพิ่มมาอีกรึ? หรือว่าเขาต้องการจะเปลี่ยนเมืองจูเป่ยให้กลายเป็นเมืองตู๋กู?”

“ขุนพลจ้าว!” ซงจางเบิกตากว้าง แล้วจ้องมองไปทางจวนที่พักอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ

“ไปดูแลกองทัพของท่านให้ดีเถอะ!”

หลังจากพูดจบ ซงจางก็หันมากล่าวขออภัยจ้าวอู่เจียงด้วยความอ่อนน้อม ก่อนจะจับแขนเขาเดินนำตรงเข้าไปในจวนที่พัก

จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนขุนพลราชองครักษ์กับตู๋กูเทียนชิงจะเกิดความขัดแย้งกันอย่างน่าสงสัย นี่ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับกองทัพเลยสักนิด

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า