บทที่ 441 ปรึกษาหารือ
นายกองซงจางคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนจะหันไปชำเลืองมองตู๋กูเทียนชิงเงียบ ๆ ดวงตาเป็นประกายเย้ยหยันและเหยียดหยามขึ้นมาเล็กน้อย
ตู๋กูเทียนชิงรู้สึกได้ถึงสายตาของซงจาง แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก
เนื่องจากเขายังทึ่งกับแผนการของจ้าวอู่เจียงไม่เสื่อมคลาย
นี่คือครั้งที่สามที่เขาได้เจอกับจ้าวอู่เจียง
ครั้งแรก เขาเจอจ้าวอู่เจียงผ่านภาพวาดในห้องอ่านตำราของบิดา จ้าวอู่เจียงมีลักษณะเป็นคุณชายเจ้าสำอางทั่วไป
ครั้งที่สอง พวกเขาเจอกันในวังหลัง เมื่อได้พบตัวจริงของจ้าวอู่เจียง ตู๋กูเทียนชิงก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีความพิเศษและไม่ธรรมดา เนื่องจากเขาสามารถกุมอำนาจของวังหลังไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ส่วนครั้งที่สามก็คือ เป็นการพบกันในเมืองจูเป่ย เมืองชายแดนอันห่างไกลในแผ่นดินต้าเซี่ย
จ้าวอู่เจียงมีความเยือกเย็นและสงบสุขุมจนตู๋กูเทียนชิงอดถอนหายใจไม่ได้ บัดนี้ แผนการกระชากหน้ากากสายลับของชายหนุ่มสำเร็จลงด้วยดี ซ้ำยังช่วยยุติความบาดหมางระหว่างเขากับจ้าวเหยียนซือได้อีกด้วย
ตอนแรกที่ได้ยินจ้าวอู่เจียงกล่าวถึงแผนการนี้ ตู๋กูเทียนชิงก็ได้แต่ตอบกลับไปตามมารยาทว่านับเป็นแผนการที่ดีเยี่ยม แต่ในใจจริง ๆ นั้น ตู๋กูเทียนชิงกลับไม่มั่นใจเลยว่ามันจะได้ผล เนื่องจากการดำเนินแผนการแต่ละครั้งนั้นมีสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายนับไม่ถ้วน
แต่เมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดสองวันที่ผ่านมา เป็นไปตามทิศทางการวางแผนของจ้าวอู่เจียงโดยไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่อย่างเดียว ตู๋กูเทียนชิงก็รู้สึกชื่นชมและพิศวงอย่างแท้จริง
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำให้ตู๋กูเทียนชิงรู้สึกเช่นนี้ได้ และกลุ่มคนเหล่านั้นล้วนอยู่ในนครหลวง อย่างบิดาของเขา ตู๋กูอี้เหอ หรือท่านราชเลขาหลิวเจ๋อ…
นี่คือคนประเภทที่มองทุกอย่างเป็นการเดินหมากรุก และมักจะวางกลยุทธ์ล่วงหน้าอยู่ในใจเสมอ
แต่ไม่ว่าจะเป็นบิดาของเขาหรือท่านหลิวเจ๋อ ทั้งสองต่างก็เป็นผู้อาวุโสที่เห็นโลกมามากนัก ทว่าจ้าวอู่เจียง เขามีอายุน้อยกว่าตู๋กูเทียนชิงหลายปีทีเดียว
นี่สินะที่เรียกว่าพรสวรรค์ …ตู๋กูเทียนชิงลอบถอนหายใจ แม้ในเวลานี้เขากับจ้าวอู่เจียงจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน แต่แม่ทัพหนุ่มก็อดนำความสามารถของอีกฝ่ายมาเปรียบเทียบกับตนเองไม่ได้
เมื่อเปรียบเทียบกับจ้าวอู่เจียงแล้ว ตู๋กูเทียนชิงมีดีกว่าเพียงตำแหน่ง พื้นฐานครอบครัวใหญ่ และขอบเขตการฝึกยุทธ์สูงเท่านั้น…
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เป็นเรื่องยากมากจริง ๆ ที่สายลับจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งอันสูงส่งของดินแดนอื่นได้ โดยเฉพาะดินแดนที่เป็นศัตรูกัน
ส่วนสาเหตุที่แคว้นหนานเจียงกับชาวเผ่าโหลวหลานรู้ข้อมูลของแคว้นต้าเซี่ยอย่างละเอียดในหลายปีที่ผ่านมา นั่นเป็นเพราะช่องทางการส่งข่าวของเซวียนหยวนอวี้เหิงเพียงผู้เดียว
บัดนี้เมื่อเซวียนหยวนอวี้เหิงตายลง และต้าเซี่ยก็ปิดช่องทางการส่งข่าวอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นคนของแคว้นหนานเจียงหรือชาวเผ่าโหลวหลาน พวกมันต่างต้องเจอกับความยากลำบากมากขึ้นในการสืบข้อมูลลับระดับสูงของต้าเซี่ย
“ข้อมูลที่มีอยู่ในเมืองจูเป่ยขณะนี้ ล้วนเป็นเพียงข้อมูลระดับพื้นฐานของชาวเผ่าโหลวหลานทั้งสิ้น ไม่ได้มีข้อมูลลับอันใด…”
ช่วงขณะนั้นเอง จ้าวเหยียนซือพลันขัดจังหวะการสนทนา ด้วยนึกขึ้นมาได้ถึงสิ่งที่ตนเองค้นพบในช่วงเวลาระหว่างนี้ จึงกล่าวออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“สงครามกำลังใกล้เปิดฉากแล้ว ช่องทางการส่งข่าวคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด คนของเราคงทำได้เพียงระมัดระวังตัวให้อยู่รอดปลอดภัย พวกเขาไม่สามารถส่งข่าวได้อีก ถ้าพยายามจะส่งข่าวมาก็มีแต่จะเกิดปัญหาขึ้นเท่านั้นเอง”
“แต่ข้าก็ได้ค้นพบว่า ในระยะหลังนี้พวกคนเถื่อนแห่งโหลวหลานไม่ได้ส่งกองทัพมาก่อกวนพวกเราอีกแล้ว บางทีอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับกองทัพของพวกมันก็เป็นได้…”
“แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น ซึ่งมีความเป็นไปได้อีกเช่นกันที่พวกมันจะรู้ตัวว่า การส่งกองทัพมาโจมตีพวกเราประปรายเช่นนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย สู้รวบรวมกำลังพล เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีเมืองจูเป่ยแบบครั้งเดียวจบไม่ดีกว่าหรือ…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า