บทที่ 452 ความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
บุรุษหนุ่มและหญิงสาวค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ
เด็กสาวยังใหม่กับเรื่องเช่นนี้นัก และยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
นางตัวแข็งทื่อ ได้แต่รอคอยการเข้าหาของจ้าวอู่เจียง
แล้วเสื้อผ้าบางส่วนกระจัดกระจายไปรอบกองไฟ เสียงไม้ฝืนแตกตัวดังเปรี๊ยะปร๊ะ เปลวไฟไหววูบ เงาของจ้าวอู่เจียงและเด็กสาวสะท้อนสั่นไหว
เสียงกรีดร้องมาพร้อมกับความเจ็บปวด และเงาไหววูบ เปลวไฟถูกใช้เป็นม่านเปิดฉากละครอันยิ่งใหญ่
ด้านความแข็งแกร่งระหว่างสองตัวละครเอกในเรื่องนี้แตกต่างกันมาก พวกเขากำลังต่อสู้กันแบบแบ่งสามต่อเจ็ด
จ้าวอู่เจียงสามส่วน กู่หลีเขอลี่เจ็ดส่วน
ชายหนุ่มรับหน้าที่สามส่วนในการไถลานและทะลวงซอกลึก ส่วนหญิงสาวก็รับหน้าที่เจ็ดส่วนในการส่งเสียงครวญคราง
นอกถ้ำ สายลมยังคงรุนแรง หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋และเจ้าม้าเสี่ยวหงหายตัวไปแล้ว ไม่มีผู้ใดทราบว่าพวกมันหายไปที่ใด
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เหตุการณ์ภายในถ้ำจึงค่อย ๆ สงบลง
ผมสีเงินของเด็กสาวถูกปล่อยยาวสยายราวกับม่านน้ำตก ใบหน้างดงามมีสีเลือดสูบฉีด สีหน้าแสดงออกถึงความสงบทางจิตใจเช่นเดียวกับความพึงพอใจ นางนอนอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวอู่เจียง เรือนร่างที่มีผิวขาวอมชมพูสะท้อนประกายอยู่กับแสงสว่างจากกองไฟ
“จ้าวอู่เจียง แคว้นต้าเซี่ยของท่านจะทำสงครามกับเผ่าเราจริง ๆ หรือ?” กู่หลีเขอลี่ใช้ปลายนิ้วม้วนเส้นผมเล่น ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเป็นประกายระยิบระยับ
“ต้าเซี่ยเป็นดินแดนแห่งความสงบสุข และไม่เคยคิดรุกรานแผ่นดินของผู้อื่น” จ้าวอู่เจียงตระกรองกอดกู่หลีเขอลี่ ลูบไล้เรือนร่างนุ่มนิ่มแผ่วเบาขณะอธิบายต่อไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เป็นชาวเผ่าโหลวหลานของพวกท่านต่างหาก ที่ชอบโจมตีใส่แคว้นต้าเซี่ยของพวกเรา”
“ถ้าอย่างนั้น… หากพวกเราไม่โจมตีต้าเซี่ยอีกแล้วเล่า? ทุกอย่างก็จะไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” เด็กสาวขมวดคิ้ว เม้มริมฝีปากอย่างหนักใจ
“พวกเราควรทำอย่างไรดีถ้ามีสงครามเกิดขึ้น?”
แต่…เมื่อห้าปีก่อน
ชาวเผ่าจินจางและชาวเผ่าอวี้จางได้ต้อนรับเซวียนหยวนอวี้เหิงซึ่งเป็นเซียวเหยาอ๋องแห่งแคว้นต้าเซี่ย เซวียนหยวนอวี้เหิงอาสารับหน้าที่เป็นสายลับในแคว้นต้าเซี่ย คอยส่งต่อข้อมูลให้ชาวเผ่าโหลวหลานกับแคว้นหนานเจียง เพื่อให้โหลวหลานกับหนานเจียงเล่นงานต้าเซี่ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เซวียนหยวนอวี้เหิงให้คำมั่นสัญญาว่า ถ้าชาวเผ่าจินจางกับชาวเผ่าอวี้จางช่วยเขาบุกโจมตีต้าเซี่ยพร้อมกับกองทัพของหนานเจียง ยามสงครามสิ้นสุดลง เซวียนหยวนอวี้เหิงจะมอบทรัพย์สินเงินทองให้ ทั้งเขายังรับปากว่าจะมอบดินแดนและทรัพยากรของแคว้นต้าเซี่ยให้เป็นของรางวัลพิเศษอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ชาวเผ่าจินจางและชาวเผ่าอวี้จางจึงร่วมมือกัน เตรียมก่อสงครามตามคำสั่งของเซวียนหยวนอวี้เหิง
แต่เมื่อก่อนในช่วงต้นฤดูหนาว อยู่ดี ๆ เซวียนหยวนอวี้เหิงที่เป็นคนกลางในการส่งข่าวก็หายตัวไป ชาวโหลวหลานทั้งสองชาติพันธุ์รอแล้วรอเล่า ทว่าก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ สุดท้ายก็เกิดความปั่นป่วน
บางคนเชื่อว่าต่อให้ไม่มีคำสั่งของเซวียนหยวนอวี้เหิงก็ควรก่อสงครามต่อไป เนื่องจากเชื่อว่าขุมกำลังของตนเองสามารถบุกยึดดินแดนบางส่วนของต้าเซี่ยได้สำเร็จอย่างแน่นอน
อีกทั้งบางคนก็เชื่อว่าเซวียนหยวนอวี้เหิงที่กำเนิดในแคว้นต้าเซี่ย เป็นผู้คนของแคว้นต้าเซี่ย การที่ขาดการติดต่อไปเช่นนี้ก็คงเพราะสำนึกเสียใจจนไม่อยากทำสงครามบ่อนทำลายแคว้นของตนอีกต่อไปแล้ว
หลังจากเซวียนหยวนอวี้เหิงสำนึกเสียใจ เขาก็คงสารภาพความผิดทุกอย่างไปเรียบร้อยแล้ว หากกองทัพของชาวเผ่าโหลวหลานยังคงคิดจะบุกโจมตีต่อ ก็เท่ากับเป็นการกระโดดสู่กับดัก และจะทำให้ต้องสูญเสียบรรดานักรบที่ฝึกฝนกันมานานปีไปโดยเปล่าประโยชน์

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า