บทที่ 505 ความเศร้าโศก
ในที่สุดจ้าวอู่เจียงก็เดินทางมาถึงเมืองฉางตงทางฝั่งตะวันออก
เมืองฉางตงและเมืองอวิ๋นซุยต่างก็เป็นเมืองทางฝั่งตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย เมืองฉางตงอยู่ทางฝั่งเหนือ ส่วนเมืองเมืองอวิ๋นซุยอยู่ทางฝั่งใต้
จ้าวอู่เจียงนั่งอยู่บนหลังม้าพลางกางแผนที่ดู ดวงตากวาดมองสัญลักษณ์ที่อยู่บนแผนที่
เมื่อเดินทางมาถึงจุดสำคัญ จ้าวอู่เจียงก็จะตรวจสอบแผนที่ทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เลือกเส้นทางผิดพลาด
แผนที่ฉบับนี้ตู๋กูเทียนชิงเป็นคนมอบให้มาก่อนออกเดินทาง เป็นแผนที่ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางต่าง ๆ ในฝั่งตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ยอย่างละเอียด
ในฝั่งตะวันออก ตามแนวชายฝั่งทะเลตงไห่มีป้อมปราการสร้างไว้ตลอดแนว ด้านในมีตัวเมืองคอยตั้งรับ ด้านนอกมีหมู่เกาะน้อยใหญ่ทำหน้าที่เป็นกันชนด่านแรก ป้องกันการบุกรุกของศัตรู
จ้าวอู่เจียงเดินทางมาชายแดนฝั่งตะวันออกครั้งนี้ จุดหมายหลักคือเมืองตงเฉิงและเกาะตงจีนอกชายฝั่งของเมืองตงเฉิง
เหตุผลสำคัญที่ชายหนุ่มต้องเดินทางไปเมืองตงเฉิงกับเกาะตงจี เพราะสถานที่ทั้งสองแห่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเขตแนวป้องกันชายแดนฝั่งตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย
ชื่อของเกาะตงจีก็มีที่มาด้วยเหตุผลนี้
ตามการคาดเดาของจ้าวอู่เจียง ถ้าชาวโพ้นทะเลบุกโจมตีชายฝั่งตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย เป้าหมายแรกคงหนีไม่พ้นเกาะตงจี ตามด้วยเมืองชั้นในอย่างเมืองตงเฉิง
จ้าวอู่เจียงเร่งกระตุกสายบังเหียน ปรับเปลี่ยนทิศทางเล็กน้อย ควบม้ามุ่งหน้าไปยังเกาะตงจี
ชายหนุ่มกังวลเหลือเกินว่ายามนี้เกาะตงจีหรือแม้แต่เมืองตงเฉิงจะพ่ายไปเสียแล้ว ทว่าก็ต้องกดเก็บความกังวลนี้ไว้
ครั้งนี้ชาวโพ้นทะเลยกพลมาเต็มกำลัง พวกมันย่อมบุกโจมตีจุดสำคัญที่สุดของชายฝั่งตะวันออกของแคว้นต้าเซี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะตงจีกับเมืองตงเฉิง
จ้าวอู่เจียงไม่ได้กระตุ้นให้เจ้าม้าเสี่ยวหงเร่งความเร็วแต่อย่างใด แต่เจ้าเสี่ยวหงเป็นม้าแสนรู้ มันไม่มัวรั้งช้า วิ่งโดยที่ความเร็วไม่ตกลงเลย
หากเทียบในรุ่นเดียวกัน เจ้าเสี่ยวหงนับเป็นสุดยอดอาชา ตลอดการเดินทาง มันจึงใช้เวลาพักไปเพียงสี่ชั่วยามเท่านั้น
แม้แต่จ้าวอู่เจียงก็ยังอดพูดไม่ได้ว่าสงสารเจ้าเสี่ยวหงที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
เสี่ยวหงก็รู้สึกสงสารนายท่านของมันเช่นกัน นายท่านไม่เคยหยุดพักเลยตลอดทาง แม้แต่ตอนที่มันนอนพัก นายท่านก็ไม่ได้พักด้วย ดวงตาภายใต้ปีกหมวกไม้ไผ่ของนายท่านมีแต่ความวิตกกังวล นายท่านมักจะถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิด บางครั้งก็จะกำมือและคลายออกอยู่เช่นนั้นซ้ำ ๆ ราวกับมีบางอย่างให้ขบคิดอยู่ตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ข้อมูลจากกลุ่มนายทหารที่หลบหนีมาจากเกาะตงจี ทำให้รู้ว่าถึงชาวโพ้นทะเลส่วนใหญ่มีรูปร่างเตี้ย ดุดันเกรี้ยวกราดไม่ต่างจากหมาบ้า เป็นกลุ่มคนที่ไม่เกรงกลัวความตาย พร้อมปะทะทุกเมื่อ
ต่อให้พวกเขาปกป้องเมืองตงเฉิงยิ่งชีพ ใช้ธนูและหน้าไม้เข้าต้าน หรือกระทั่งใช้ระเบิดเพลิงอัสนีที่เสนาบดีกรมกลาโหมส่งมา ก็ยังเกรงว่าจะไม่สามารถรับมือชาวโพ้นทะเลที่บ้าคลั่งได้
เว้นแต่จะมีกลุ่มยอดฝีมือจากยุทธจักรเดินทางมาช่วยเหลือเมืองตงเฉิง สังหารชาวโพ้นทะเล ปลุกขวัญกำลังใจให้แก่กองทหาร กระตุ้นให้เหล่าทหารมีเรี่ยวแรงเข้าฆ่าฟันศัตรูอีกครั้ง
และทำให้ชาวเมืองสบายใจมากยิ่งขึ้น
ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้ ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารและชาวเมืองตงเฉิงอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าเพียงแนวป้องกันถูกตีแตกพ่าย เมืองทั้งเมืองก็คงตกอยู่ในความโกลาหลทันที โดยที่พวกชาวโพ้นทะเลยังไม่ต้องทำอะไรด้วยซ้ำ
“ช่างน่าเวทนานัก…” เฉินเว่ยหมินถอนหายใจ ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีแดง หลังไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน เขาเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
โดยเฉพาะความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ด้วยทุกอย่างช่างไม่เป็นอย่างหวัง
ตอนนี้ระเบิดเพลิงอัสนีจากกรมกลาโหมก็ถูกส่งมาถึงแล้ว แต่ให้ตายเถอะ! ยอดฝีมือจากยุทธจักรกลับยังไร้วี่แวว พวกเขาไม่คิดจะออกมาบ้างหรือไร?!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า