เข้าสู่ระบบผ่าน

ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า นิยาย บท 56

บทที่ 56 ความเย่อหยิ่งของบุรุษ

ชิงเอ๋อร์ยกมือปิดปากซ่อนรอยยิ้ม หากนี่เป็นเหตุการณ์ปกติ อีกฝ่ายก็คงจะโบกสะบัดพับจีบพร้อมกับกล่าวเยินยอความงามของนาง แต่บัดนี้ หลิวเฟิงอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอด ครั้นเงยหน้าขึ้นมา เขาก็รู้สึกโกรธแค้นจ้าวอู่เจียงมากกกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเจ้าขันทีจ้าวอู่เจียงนั่น! และก็คงเป็นเพราะตู๋กูเทียนชิงที่ยืนอยู่ข้างกายของมันด้วย พี่สาวถึงได้ทำกับตนเช่นนี้

หลิวเฟิงตั้งใจจะนำเรื่องนี้กลับไปฟ้องท่านปู่! ท่านรักเขามากที่สุด เพียงท่านปู่เปล่งวาจาออกมาเพียงคำเดียว เจ้าขันทีต่ำช้าคนนี้ก็จะถูกนำตัวไปกุดหัว!

หลิวเฟิงรีบลุกขึ้นยืน และเดินออกจากวังหลวงไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับข้ารับใช้อาสือ

เมื่อเห็นร่างของน้องชายลับสายตาไป หลิวเหม่ยเอ๋อร์ก็ได้แต่ส่ายศีรษะ แล้วหันหน้ากลับมายิ้มอ่อนหวานให้แก่ขันทีหนุ่ม

“ขันทีจ้าว เฟิงเอ๋อร์ล่วงเกินท่านแล้ว เขายังเป็นเพียงเด็กน้อย ได้โปรดอย่าถือสา”

“เขาคงไม่ได้ตั้งใจ กระหม่อมเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงพยักหน้าอย่างอบอุ่น

“ไม่ทราบว่าเจ้ามีเวลาว่างอีกเมื่อใด ข้าอยากจะขอรับคำชี้แนะจากเจ้าสักหน่อย…”

ดวงตาของหลิวเหม่ยเอ๋อร์เป็นประกายยามหันไปมองตู๋กูเทียนชิง

“ยินดีกับท่านพี่เทียนชิงด้วย ในที่สุด ท่านก็ได้คุมกองทัพทางแดนเหนือแล้ว”

“ขอบพระทัยพระสนม” ตู๋กูเทียนชิงประสานมือคำนับตอบกลับไป

“ท่านคงมาหาท่านพี่หมิงเยว่ที่ตำหนักใช่หรือไม่?” หลิวเหม่ยเอ๋อร์ยกมือปิดปาก ยิ้มแย้มอย่างอ่อนหวาน เต็มไปด้วยเสน่ห์งดงาม

ตู๋กูเทียนชิงผงกศีรษะ

หลิวเหม่ยเอ๋อร์กล่าวต่อ

“เช่นนั้นพวกเราไปด้วยกันเถอะ ข้าเองก็อยากไปพบท่านพี่หมิงเยว่เช่นกัน”

“ทูลพระสนม ข้ามีเรื่องส่วนตัวต้องสนทนากับขันทีจ้าวสักครู่” ตู๋กูเทียนชิงประสานมือคำนับด้วยความเคารพ

ตู๋กูเทียนชิงมีเรื่องส่วนตัวต้องคุยอันใดกับจ้าวอู่เจียง?

หรือว่าที่เขากับหลิวเฟิงทะเลาะกันก็เพราะมีจ้าวอู่เจียงเป็นต้นเหตุ?

ทำไมถึงได้มีผู้คนมากมายมาติดต่อขันทีผู้นี้?

หลิวเหม่ยเอ๋อร์รู้สึกตกตะลึงไม่น้อย แววตาสั่นไหว เมื่อกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง จึงรีบยิ้มอย่างอ่อนหวาน

“ถ้าเช่นนั้น เชิญพวกท่านคุยกันตามสบายเถอะ”

โชคดีที่นางแก้ปัญหาด้วยการตบหน้าหลิวเฟิง… หลิวเหม่ยเอ๋อร์ถอนหายใจ ก่อนเดินจากไปอย่างสง่างาม

เมื่อนางจากไปแล้ว ตู๋กูเทียนชิงก็หันมาประสานกำปั้นคำนับจ้าวอู่เจียง แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ

จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับด้วยความอ่อนน้อม ความเย่อหยิ่งสลายหายไป ในดวงตาของเขามีแต่ความมุ่งมั่น

“พี่เทียนชิง ประชาชนทางแดนเหนือ รวมไปถึงดินแดนของพวกเราทางฝั่งนั้น คงต้องฝากไว้กับท่านแล้ว”

ตู๋กูเทียนชิงหยุดชะงักไปเล็กน้อย เลือดลมในร่างกายร้อนระอุขึ้นมาทันที

“ตราบใดที่ข้าตู๋กูเทียนชิงผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดรุกล้ำเขตแดนเหนือของพวกเราได้เป็นอันขาด”

จ้าวอู่เจียงและตู๋กูเทียนชิงพูดคุยกันอย่างมีความสุข พวกเขาพูดคุยกับไปพลางเดินไปพลาง

ตู๋กูเทียนชิงเล่าให้จ้าวอู่เจียงฟังว่า สหายของเขาผู้มีนามว่าฉีหลินนั้น นอกจากจะเป็นเจ้าสำนักมังกรเกล็ดศิลา ซึ่งเป็นสำนักใต้ดินในนครหลวงแล้ว ยังเป็นหนึ่งในยอดมือกระบี่อีกด้วย

ฉีหลินเป็นมือกระบี่อันดับที่ 11 มีฉายาว่ากระบี่ผีสาง

นั่นเป็นเพราะว่ากระบี่ของเขาโจมตีอย่างไร้ร่องรอย ฉีหลินมีความชำนาญเรื่องการลอบสังหาร เป็นนักฆ่าระดับมือพระกาฬ ไม่เคยมีคำว่าผิดพลาด

แต่เมื่อได้เข้ามาอยู่ในนครหลวง ฉีหลินก็ลดบทบาทตนเองลง แทบไม่ออกปฏิบัติภารกิจด้วยตนเอง ภารกิจทั้งหมดล้วนถูกมอบหมายให้แก่ลูกสมุนทำแทนทั้งสิ้น

ต่อมา ฉีหลินได้ก่อตั้งสำนักมังกรเกล็ดศิลา ซึ่งก็กลายเป็นหนึ่งในสำนักใต้ดินที่น่ากลัวที่สุดแห่งนครหลวง

ครึ่งชั่วยามต่อมา จ้าวอู่เจียงก็ยืนมองตู๋กูเทียนชิงเดินจากไป เขาลูบไล้กระบี่ไม้ที่อีกฝ่ายมอบให้ไว้ “ฉีหลิน มือกระบี่ระดับสูงอีกคนสินะ… ถ้าสามารถนำมาเป็นพวกได้ก็คงจะดีไม่น้อย ชักน่าสนใจมากขึ้นมาแล้วสิ”

จ้าวอู่เจียงเริ่มออกเดินตรวจตราตำหนักของนางสนมต่าง ๆ อย่างสบายอารมณ์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าขันทีของตนเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า