แม้จะบอกว่าหรงฉือกับอวี้มั่วซวินให้เลขาเฉียนปฏิเสธคำเชิญเข้าพบของเควิน สมิธ
สองวันต่อมา เควิน สมิธยังคงมาหาโดยไม่ได้รับเชิญ
ในเมื่อเขามาหาด้วยตัวเองแล้ว หรงฉือกับอวี้มั่วซวินก็คงเลี่ยงที่จะไม่พบหน้าเขาไม่ได้
พวกเขาให้การต้อนรับแบบพอเป็นพิธี แต่หลังจากคุยกันได้สิบกว่านาที ก็เชิญเขากลับไป
หลังจากนั้นเมื่อเควิน สมิธนัดพบพวกเขาอีกครั้ง พวกเขากลับเพิกเฉย
หรงฉือกับอวี้มั่วซวินมีท่าทีแน่วแน่ ไม่ยอมให้สมิธพบหน้า วันถัดมา เขาจึงนัดหลินอู๋ออกมาทานข้าว
ตอนกินข้าว สมิธได้พูดคุยกับเธอถึงเรื่องสายงานเล็กน้อย จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถ้าปีก่อนเธอเข้าทำงานที่ฉางโม่ เธอคงจะเติบโตขึ้นมาก น่าเสียดาย”
ตอนที่เจอกันครั้งก่อน สมิธมีสอบถามสถานการณ์ในตอนนี้ของเธออยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้พอรู้ว่าเธอไม่ได้เข้ามาในฉางโม่ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ตอนนี้กลับคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ก็ถอนหายใจออกมา
หลินอู๋รู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร
วิทยานิพนธ์ของ ‘หรงฉือ’ สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ
คนในวงการพูดกันว่า ในเมื่อฉางโม่กล้าที่จะนำผลงานวิจัยที่สำคัญขนาดนั้นมาเขียนเป็นวิทยานิพนธ์แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ นั่นก็หมายความว่า ภายในฉางโม่ยังมีเทคโนโลยีหลักอื่น ๆ ที่ยอดฝีมือยังไม่ได้เผยแพร่ออกมาอีกมากมาย
เรื่องนี้ หลินอู๋ก็เชื่อ
เมื่อปีที่แล้ว เธออยากเข้าทำงานที่ฉางโม่ก็เพราะภาษาการเขียนโปรแกรมของฉางโม่ เธอก็คิดไม่ถึงเลยว่าในเวลาเพียงไม่นาน ฉางโม่จะเติบโตและพัฒนามาถึงจุดนี้ได้
หากรู้อย่างนี้แต่แรก ปีที่แล้วไม่ว่าอย่างไรเธอก็จะเข้าทำงานที่ฉางโม่ให้ได้
เป็นอย่างที่สมิธพูด หากปีที่แล้วเธอเข้าทำงานที่ฉางโม่จริง ๆ ป่านนี้เธอคงเติบโตในสายวิชาชีพไปมากแล้ว
หากเธอทำงานที่ฉางโม่สักสองสามปี พอตอนที่เธอออกมาจากฉางโม่ คาดว่าคงจะมีความสามารถพยุงบริษัทเทคโนโลยีของครอบครัวได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว
ตอนนี้กลับมาคิดย้อนดู เธอถึงพบว่าตอนนั้นหรงฉือขัดขวางไม่ให้เธอเข้าทำงานที่ฉางโม่ สิ่งที่เธอเสียไปไม่ใช่แค่โอกาสได้รู้จักอวี้มั่วซวินเท่านั้น แต่ยังเสียโอกาสสำคัญในการพัฒนาตัวเองอีกด้วย!
สมิธพูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้เธอยังมีแผนอยากจะเข้าไปในฉางโม่อยู่อีกไหม?”
เธอจะไม่อยากได้อย่างไร?
ทว่า หากอวี้มั่วซวินยังไม่เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อหรงฉือแม้แต่วันเดียว เธอก็อาจจะไม่มีโอกาสนี้
แน่นอนว่า คำพูดนี้เธอไม่มีทางจะพูดกับสมิธแน่
เธอจึงพูดแค่ว่า “ตอนนี้ฉันมีบริษัทเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็เคยร่วมมือกับฉางโม่ ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยด้านเทคโนโลยี ประธานอวี้คงไม่พิจารณาให้ฉันเข้าทำงานในฉางโม่หรอกค่ะ”
สมิธได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความผิดหวังเล็กน้อยว่า “อย่างนั้นเหรอ”
ความหมายคร่าว ๆ คือถามเธอว่าเคยไปประเทศเอนาวาหรือยัง บอกว่าหากเธออยากมาเที่ยวที่ประเทศเอนาวา เขาสามารถเป็นไกด์พาเธอชมความงามของภูเขาแม่น้ำในประเทศเอนาวาได้ แถมยังบอกว่าจะพาเธอไปรู้จักกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการของประเทศเอนาวา แล้วยังจะเล่าให้เธอฟังถึงทิศทางการวิจัยของบริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งในประเทศเอนาวาตอนนี้ด้วย
แม้ในอีเมลของสมิธจะถามเธอว่าอยากมาเที่ยวที่ประเทศเอนาวาหรือเปล่า แต่ความจริงกลับมีความคิดจะดึงตัวเธอ
ที่เขาเอ่ยถึงทิศทางการวิจัยโปรเจกต์ต่าง ๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็เพื่อจะบอกเธอเป็นนัยว่า หากเธอตกลง เธอจะได้รับความสำคัญอย่างล้นหลาม
หรงฉือเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ตอบกลับอีกฝ่ายว่าระยะนี้ตัวเองไม่มีแผนการออกนอกประเทศ จากนั้นก็ออกจากระบบอีเมลไป
ตอนเย็น หลังหรงฉือเลิกงาน ก็มุ่งหน้าไปยังห้องส่วนตัวที่คุณหญิงเฟิงจองเอาไว้
ตอนเธอมาถึงห้องส่วนตัว คุณหญิงเฟิงก็มาถึงแล้ว
เธอเพิ่งจะนั่งลง ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง เฟิงจิ่งซินวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นแล้วพูดว่า “คุณแม่!”
หรงฉือจึงทำได้แค่เอื้อมมือไปอุ้มเฟิงจิ่งซินที่วิ่งเข้ามาหา
คนที่เข้ามาด้วยกันกับเฟิงจิ่งซินคือป้าหลิว แต่กลับไม่เห็นเงาร่างของเฟิงถิงเซินเลย
เฟิงจิ่งซินนั่งอยู่ข้างหรงฉือ ตอนที่คุณหญิงเฟิงให้หรงฉือกับเฟิงจิ่งซินสั่งอาหาร ก็เอ่ยปากพูดว่า “วันนี้ตอนเช้าโทรไปหาถิงเซิน เขาบอกว่าเขาไม่ว่างเลยมาไม่ได้แล้ว หึ เขาไม่มาพวกเราก็กินกันเองได้ ทำเหมือนกับพวกเราอยากจะให้เขามาอย่างนั้นแหละ”
หรงฉือได้ยิน ก็ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็ตอบรับ “ค่ะ” เสียงหนึ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: คุณเฟิง คุณผู้หญิงอยากหย่ากับคุณตั้งนานแล้ว
7เหรียญ อ่านได้กี่ตอน...
จะมีลงต่อมั้ยค่ะ...
อยากให้ลงวันละ 10 ตอนจะขอบคุณมากค่ะ...
ขอบคุณที่ให้อ่านฟรีนะคะ แต่เราเติมเงินได้เมื่อซื้อบัตรเติมเงินเอไอเอสเท่านั้น เราไม่ได้มีเงินมากมายพอทำบัตเครดิตได้ ขอโทษนะคะ...