เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1118

บทที่ 1118.2 รวบรวมกลุ่มภูเขาให้เป็นภูเขาเดียว
พริบตานั้นนับตั้งแต่เนินฝู่เหยาเป็นต้นไปก็มีเส้นแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนวาดวงโค้งออกไปเส้นแล้วเส้นเล่าก่อนจะไปหล่นอยู่บนอาณาเขตของขุนเขาเหนือบ้างไกลบ้างใกล้จากจุดเล็กๆ ขยายเป็นวงกว้าง ตัดสลับถักทอ

ตาข่ายใหญ่สีทองนี้ยิ่งถี่แน่นมากขึ้นเรื่อยๆ

เว่ยป้อเก็บวิชาอภินิหารลงไป เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว “หากไม่ได้หลบซ่อนได้อย่างลึกล้ำก็ต้องหนีไปได้ไว ต้องไม่ใช่พวกตะเกียงประหยัดน้ำมันแน่นอน”

เว่ยป้อกล่าว ”ในเมื่ออีกฝ่ายกล้ามาปรากฏตัวที่หน้าประตูภูเขาอย่างผึ่งผาย อีกทั้งยังพูดคุยกับเจี่ยเฉิงนานขนาดนั้น คาดว่าคงไม่น่าจะใช่พวกคนเลวที่มีจิตคิดร้ายอะไร”

ผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขาไม่ว่าชายหญิง ขอแค่มีฐานะสูงมากพอก็ง่ายที่จะเป็นต้นไม้ใหญ่เรียกลม ไปดึงดูดคนของฝ่ายต่างๆ ให้เกิดใจสงสัยใคร่รู้อยากจะสืบเสาะ

พูดถึงหมื่อวี่ ตอนที่อยู่เป่าผิงทวีป ต่อให้ไม่เคยย่างเท้าลงมาจากเรือก็ชักนำให้สตรีกี่มากน้อยที่อยู่ตรงท่าเรือหลงรักเขาได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น เกิดใจเลื่อมใสบูชา?

เดิมทีเว่ยป้อคิดว่าเซี่ยโก่วจะยังพูดอะไรอีก แต่กลับเห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวกลับทำแก้มป่อง กะพริบตาปริบๆ

คล้ายกับต้องการใช้สายตาบอกเป็นนัยว่าทำไมเว่ยป้อเสินจวินถึงยังไม่กลับไปสักทีเปลี่ยนใจแล้วหรือ คิดจะอยู่คุยกันสักหลายๆ ประโยคหรือ?

เว่ยป้อหันไปมองทางเรือนไม้ไผ่ที่ประตูใหญ่ปิดสนิท เงียบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เตรียมจะบอกลา หดย่อพื้นดินกลับไปยังสถานที่อ่านตำราของตน แต่กลับได้ยินเสียงอาเจียนดังขึ้น

เว่ยป้อรีบหันหน้าไปมองก็เห็นว่าเซี่ยโก่วหันหลังให้ตน ถือชามเอาไว้ อาเจียนใส่ชาม

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยกหลังมือขึ้นเช็ดมุมปาก ไม่ได้หันหน้ามาอธิบายอะไรคงจะรู้สึกลำบากใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกระมัง?

ถึงอย่างไรเว่ยป้อก็เข้าอกเข้าใจคนอื่นได้เป็นอย่างดี ได้แต่ทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเตรียมจะกลับไปที่ภูเขาพีอวิ่นแล้ว แต่กลับเห็นว่าเซี่ยโก่วเงยหน้า “กระดกดื่มรวดเดียวหมด”

คราวนี้ถึงคราวของเว่ยป้อที่เป็นโรครักสะอาดที่เกือบจะอดไม่ไหวอาเจียนแห้งๆ ออกมาบ้างแล้ว

เซี่ยโก่วทำปากแจ๊บๆ พึมพำว่าทุกเม็ดล้วนยากลำบาก เปลี่ยนจากฟุ่มเฟือยมาเป็นประหยัดช่างยากจริงๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมาพูดกลั้วหัวเราะว่า “เย่โหยวเสินจวิน เพิ่งจะนึกได้ว่ามีเรื่องหนึ่งต้องพูดคุยกับเจ้าเสียหน่อย”

เว่ยป้อยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ”ไม่รีบร้อน”

เย่โหยวเสินจวินอะไรกัน ดูเหมือนว่าจะไม่อาจนับเป็นอะไรได้แล้ว

เซี่ยโก่วกล่าว ”เรื่องสำคัญ จะถ่วงเวลาล่าช้าไม่ได้”

เว่ยป้อถอนหายใจเบาๆ อยู่ในใจ นั่งลงบนขั้นบันได ”ลองว่ามาสิ”

คำพูดที่เซี่ยโก่วเอ่ยต่อมาไม่ใช่เรื่องเล็กอะไรเลยจริงๆ นางพูดถึงการค้าระหว่างภูเขาเจินอู่กับภูเขาลั่วพั่วก่อน นี่หมายความว่าภูเขาหลงจี่ที่ต้าหลีจดบันทึกไว้อย่างลับๆ ว่ามีชื่อว่า “ภูเขาเจี่ยลิ่ว” แห่งนี้ขอแค่ศาลลมหิมะกับสำนักกระบี่หลงเฉวียนพยักหน้าตอบตกลงก็มีโอกาสที่จะมาอยู่ในนามของภูเขาลั่วพั่วอย่างเป็นทางการ ส่วนทางฝั่งสกุลซ่งต้าหลี คาดว่าคงกลัวแต่ว่าเจ้าขุนเขาจะไม่เปิดปากพูดเรื่องนี้กระมัง เว่ยป้อรู้ใจได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยบอกว่าตนจะช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้ทางฝั่งของศาลลมหิมะกับหร่วนฉงทราบเอง หลังจากนั้นก็เป็นภูเขาลั่วพั่วที่จะได้ซื้อภูเขาสร้างกิจการใหญ่อย่างที่วางแผนมานานแล้ว เหตุผลเดียวกัน คนที่อยากกระตุ้นเรื่องนี้ให้สำเร็จมากที่สุดยังคงเป็นราชสำนักต้าหลี พวกเขาร้อนใจยิ่งกว่าภูเขาลั่วพั่วเสียอีก

ตอนที่ถ้ำสวรรค์หลีจูหล่นลงพื้นและหยั่งรากสู่ดิน กลุ่มภูเขาตะวันตกของเมืองเล็กซึ่งรวมถึงภูเขาพีอวิ่นเป็นหนึ่งในนั้น มีทั้งหมดหกสิบสองลูก

นับตั้งแต่สำนักกระบี่หลงเฉวียนเป็นฝ่ายยกพื้นที่ให้กับภูเขาลั่วพั่วด้วยตัวเองทุกวันนี้ ยังมีพรรคตระกูลเซียนน้อยใหญ่อีกสิบกว่าแห่งที่ถือว่าบากหน้าอยู่ต่อไม่ยอมย้ายไปไหน

หร่วนฉงคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลี เป็นแขกผู้มีเกียรติของฮ่องเต้สองยุคของสกุลซ่ง ก็ยังต้อง “หลีกเลี่ยงข้อครหา” ถึงเพียงนี้ ก็ไม่แปลกที่พรรคสิบกว่าแห่งนั้นจะคิดมาก จะเป็นกังวล

เป็นเพราะตัดใจย้ายออกไปจากที่นี่ไม่ได้จริงๆ เนื้ออวบอ้วนที่มาจ่อรออยู่ตรงปากยังไม่ทันได้กลืนลงไปก็ต้องคายออกมาข้างนอกแล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่ยินดีทั้งนั้น

พวกเขาทั้งไม่ยินดีที่จะทำการค้าไม่ได้กำไรหรือแม้กระทั่งขาดทุน ทั้งกังวลด้วยว่าเพราะความไม่รู้กาลเทศะของตนจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับภูเขาลั่วพั่วซึ่งเป็นบุคคลยิ่งใหญ่ ถูกอีกฝ่ายอาฆาตแค้น

แต่พวกเขาก็ไม่มีสถานะของหร่วนฉง และไม่มีหน้าของหลิวเซี่ยนหยางที่จะขอให้เว่ยเสินจวินช่วยย้ายภูเขาให้ด้วยตัวเองได้

คนมีตาล้วนรู้ว่าภูเขาลั่วพั่วเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวอยู่ในฉู่โจวใหม่ ใครจะปล่อยให้คนอื่นมานอนกรนอยู่ข้างเตียง คือกระแสคลื่นแห่งโลกโลกีย์ คือแนวโน้มของสถานการณ์ตั๊กแตนรำข้าวมาขวางหน้ารถ จะขวางย่อมขวางไม่อยู่

ตอนนั้นเว่ยป้อย้ายภูเขาเจ็ดลูกซึ่งมีภูเขาเสินซิวเป็นหนึ่งในนั้น ภูเขาพวกนี้ถูกซื้อมาอยู่ในมือโดยแบ่งซื้อเป็นสองครั้ง ครั้งแรกสามครั้งหลังสี่ ครั้งที่สองในภูเขาสี่ลูก มีลูกหนึ่งที่ยกให้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสวีเสี่ยวเฉียว ชื่อเดิมคือยอดเขาจูไห่ภูเขาจู้ซาน และยังมียอดเขาโหยวอี้ที่มีเซียนกระบี่หลิวเจ้าสำนักคนใหม่เฝ้าพิทักษ์ ภูเขาหลังอ่าวแห่งนั้นภูเขาลั่วพั่วยกให้เกาะจูไชเช่าโดยมีสัญญาเป็นอักษรดำบนกระดาษขาว ทั้งสองฝ่ายยังเป็นพันธมิตรกันมานานมากแล้ว หลิวจงรุ่นที่ย้ายออกจากทะเลสาบซูเจี่ยมาอยู่ที่นี่ ว่ากันว่านางกับเจ้าขุนเขาเฉินได้รู้จักกันตอนที่มีอันตราย หลิวจงรุ่นกับผู้ฝึกตนหญิงกลุ่มนั้น แน่นอนว่าไม่ต้องมีความกังวลในข้อนี้

ส่วนยอดเขาอีไต้ที่เป็นภูเขาเบื้องล่างของพรรคหวงเหลียงก็มีความสัมพันธ์ที่ปรองดองกับภูเขาลั่วพั่วอย่างมาก เด็กสาวชุดกระโปรงชมพูมักจะเอาผลผลิตพิเศษมาส่งให้บนภูเขา การปฏิบัติเช่นนี้ คนนอกอิจฉาก็ยังอิจฉาไม่ไหว

ดังนั้นรอกระทั่งภูเขาเตี้ยวอวีกับเนินฝู่เหยาถูกภูเขาลั่วพั่วเก็บมาเป็นของในกระเป๋าเจ้าของภูเขากลุ่มที่ยังอยู่ต่อในฉู่โจวใหม่พอได้ยินข่าวก็เคลื่อนไหวทันที เริ่มไปสืบข่าวจากทั่วทุกหนแห่ง สอบถามถึงราคา

พรรคบางแห่งที่อยู่ในฉู่โจวก็ได้ส่งกระบี่บินสื่อสารเรื่องนี้กับบนภูเขาซ้ำไปซ้ำมา แต่ละคนต่างก็ร้อนใจราวไฟลน ภูเขาลั่วพั่วก็เป็นฝ่ายเปิดราคามาเจรจากับพวกเราสิ!

“ขุนนางผู้สูงศักดิ์” “อัครเสนาบดีในภูเขา เหล่าเจ้ากรม” ที่สถานะโดดเด่นสี่คนนั้นได้แก่จูเหลี่ยน ฉางมิ่ง เหวยเหวินหลง เจียงซ่างเจิน

เซี่ยโก่วมองเว่ยป้อ

เว่ยป้อมีนงง ไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิง

เซี่ยโก่วจึงอธิบายเสียงเบาว่า ”ในบรรดาสี่ยักษ์ใหญ่ยังขาดขุนนางผู้มีคุณูปการที่อยู่เบื้องหลังไป พอข้าได้ยินก็โมโห ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ก็เลยเพิ่มเย่โหยวเสินจวินเข้าไปเองโดยพลการ หมี่ลี่น้อยรู้สึกว่าความคิดนี้ดีมาก แสดงออกถึงการคล้อยตาม ไม่มีความเห็นต่างทำไม หมี่ลี่น้อยยังไม่ได้ไปบอกข่าวดีนี้ให้แก่เย่โหยวเสินจวินที่ภูเขาพีอวิ่นหรือ?”

เว่ยป้อยังคงคลี่ยิ้มละไม ”ข้าต้องขอบคุณเจ้านะ”

ก่อนหน้านี้เว่ยป้อยังรู้สึกว่าคำเรียกขานนี้น่าสนใจอย่างมาก แต่พอถึงสุดท้ายจริงๆ ตนก็ต้องกลายเป็นตัวตลกด้วยหรือ?

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวโบกมือเป็นวงกว้าง ”ไม่ต้องขอบคุณ จะเกรงใจกันไปไย ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องพอดี รบกวนเย่สวินจวินช่วยสานสะพานเป็นพ่อสื่อให้ที”

เว่ยป้อหัวเราะร่วน เจ้าตัวดี นี่ก็คือต้องการให้ตนใช้คุณธรรมตอบแทนความแค้นหรือ?

เซี่ยโก่วกดเสียงลงต่ำ ”เป็นเพราะเจ้าขุนเขาไม่รังเกียจ ข้าขึ้นเขามาช้า อยู่ดีๆ ก็มีสถานะสูงศักดิ์ขึ้นมา ขโมยตำแหน่งสูงมาเป็นของตน กังวลว่าจะทำให้ผู้คนยอมรับไม่ได้ ก็เลยใช้สติปัญญาและแรงกายจนหมดสิ้น ในที่สุดก็คิดหาวิธีการที่จะชดเชยออกมาได้”

รอยยิ้มที่เดิมทีก็แข็งเกร็งอยู่แล้วของเว่ยป้อยิ่งไม่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

นั่นเป็นเพราะถูกคำพูดที่สุภาพไพเราะแต่ฟังแล้วระคายหูทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน

มารดามันเถอะ ให้ข้ามาที่เนินฝู่เหยานี้ข้าไม่มาแล้ว คราวหน้าค่อยให้เฉินผิงอันไสหัวไปที่ภูเขาพีอวิ่นเอง ไปคุยเรื่องนั้นกับข้า

แต่เซี่ยโก่วกลับยังพูดต่อไปด้วยสีหน้าสดใส นางดีดลูกคิดเล็กๆ ไปด้วย “เพื่อนบ้านใกล้เคียงสองคนของภูเขาลั่วพั่วในทุกวันนี้ เนินฝู่เหยากับภูเขาเตี้ยวอวี่ต่างก็กลายมาเป็นภูเขาใต้อาณัติแล้ว เหลือแค่ยอดเขาเทียนตู่ที่อยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ก้าวแห่งนั้นซึ่งดูโดดเดี่ยวเดียวดาย น่าสงสารยิ่งนัก ข้าก็เลยอยากจะแอบซื้อเอาไว้โดยไม่บอกเจ้าขุนเขาและเสี่ยวโม่ของข้า ขึ้นเขาถามนายพราน ลงน้ำถามชาวประมง กฎข้อนี้ มารยาทเล็กน้อยข้อนี้ ข้ายังพอจะเข้าใจอยู่บ้าง”

เว่ยป้อไม่พูดอะไรสักคำเดียว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!