บทที่ 1127.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เจ็ด)
เขายังแนะนำเจิ้งต้าเฟิงว่าให้เด็กสองกลุ่มของบนยอดเขาอิงอวี่กับยอดเขาฮวาสิ่งมาลองต่อสู้กัน ทุกเดือนให้มีการตะลุมบอนกันสองครั้ง
ถึงอย่างไรก็มีเขาคอยจับตามองอยู่อย่างมากสุดก็แค่บาดเจ็บภายนอก ไม่ได้ถูกทำร้ายไปถึงรากฐาน
มาอยู่บนภูเขาเที่ยวอวี่แล้วจะเรียนหมัดได้มากน้อยแค่ไหน เข้าใจวิชาเซียนมากน้อยเท่าไร จะมีน้ำหนักกี่จินกี่ตำลึงก็ต้องเอาออกมาแสดงให้ดูสักหน่อย
เจิ้งต้าเฟิงที่เป็นอาจารย์ใหญ่ของยอดเขาอิงอวี่รับทุกคำแนะนำ ส่วนเซี่ยโก่วที่เป็นผู้สอนหลักของยอดเขาฮวาสิ่งก็ไม่มีความเห็นต่างต่อเรื่องนี้
เพียงแต่นางแอบไปเรียกใช้กุยถังธรรมดาเป็นการส่วนตัว บอกว่าให้รีบช่วยเด็กแปดคนที่ไม่ว่าเรียนอะไรก็ไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่ได้พวกนั้นเปิดเตาเล็ก สอนวิชาคาถาและเวทเซียนสี่ห้าบทให้พวกเขาโดยเร็ว
ผลคือก็พวกผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนของยอดเขาฮวาสิ่งไปเจอกับผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธที่ลงมืออย่างอำมหิตอีกทั้งยังเชี่ยวชาญการร่วมมือกัน กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
ผู้คุมใหญ่เซี่ยที่รู้สึกอับอายขายหน้าก็เลยวิ่งออกมาผ่อนคลายอารมณ์
กุยถังที่เดิมทีมองการไปทำงานระยะสั้นที่ภูเขาเที่ยวอวี่เป็นงานยากลำบากเลือกจะสร้างกระท่อมอยู่บนยอดเขาฮวาสิ่งโดยตรง ไม่กลับไปที่หอบูชากระบี่แล้ว
เจิ้งต้าเฟิงเข้าครัวด้วยตัวเอง จัดงานเลี้ยงฉลองสามโต๊ะอาหาร ถามพวกเขาว่าได้ซ้อมผู้ฝึกลมปราณแล้วสาแก่ใจหรือไม่?
ส่วนเวินจื่อซีก็คอยเตือนพวกเขาว่าชนะแล้วอย่าได้หลงลำพองตน แพ้แล้วก็อย่าได้ท้อถอย จงใจเน้นคำว่า “แพ้แล้วก็อย่าได้ท้อถอย” เป็นพิเศษทำเอาพวกเด็กๆ ฮาครืน
เจิ้งต้าเฟิงผลัดกันชนจอกกับพี่น้องเวิน บอกว่าการที่คว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาได้ ต้องยกคุณความชอบครึ่งหนึ่งให้พี่น้องเวิน
ที่แท้การประลองที่มองดูคล้ายเป็นการเล่นสนุกครั้งนี้ เวินจื่อซีได้ตั้งใจอย่างมาก ได้ช่วยวาดภาพที่แม่นยำ จัดวางตำแหน่งการซุ่มโจมตีไว้ให้ก่อน บอกว่าควรจะหลอกล่อศัตรูให้เข้ามาติดกับอย่างไร ควรจะล้อมโจมตีใครที่ไหนเวลาใด…ถึงกับใช้หลักยุทธศาสตร์แล้ว
ดูท่าปรมาจารย์ใหญ่เวินจะอยู่บนภูเขาลั่วพั่วอย่างมีความสุขมากนะ
อันที่จริงตอนนั้นในงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เจิ้งต้าเฟิงยังพูดถึงข้อบกพร่องอยู่ข้อหนึ่ง รู้สึกว่าพวกเขายังขาดฝีมือการแสดงไปสักหน่อย บอกว่าต้องรู้ว่าในช่วงวัยอย่างพวกเจ้า เจ้าขุนเขาของพวกเราเป็นอย่างไรอย่างไรแล้ว
โต๊ะสองตัวใต้ชายคาที่มีเด็กหนุ่มเด็กสาวนั่งกันเต็มโต๊ะพลันเงียบกริบ แต่ละคนเงี่ยหูตั้งใจฟังพลางก้มหน้ากินข้าวไปด้วย
ประเด็นสำคัญคือตรงหน้าประตูมีเด็กชายผมขาวนั่งยองอยู่ กำลังตวัดพู่กันเขียนตัวอักษรรัวเร็วว่าวันเดือนปีใด เจิ้งต้าเฟิงหัวหน้าผู้ฝึกยุทธแห่งภูเขาเที่ยวอวี่เอ่ยชื่นชมเจ้าขุนเขาอย่างเปิดเผย ข้อความที่พูดเป็นดังต่อไปนี้..
เจิ้งต้าเฟิงยิ้มกระอักกระอ่วน แสร้งทำท่าสุขุม โบกมือเป็นวงกว้าง ฮ่า ดื่มเหล้าๆ กินเนื้อๆ
เจิ้งต้าเฟิงฝืนยิ้มสดใสส่งไปให้ เอ่ยเรียกว่าน้องสาวคงโหว คิดอยากจะดึงอีกฝ่ายมาเป็นพวก เด็กชายผมขาวกลับลุกขึ้นยืน เก็บกระดาษและพู่กัน ร้องเพ้ยไปหนึ่งที ก่อนด่าว่าน่าสะอิดสะเอียน! แล้วก็จากไปพร้อมกับหลักฐานในมือ
พาเซี่ยโก่วเข้าไปในอาณาเขตของแคว้นอวิ่นเหยียนด้วยกัน
เดินทางไม่ช้าไม่เร็ว ทัศนียภาพตลอดเส้นทางงดงาม ภูเขาเขียวน้ำใส กิ่งหลิวเขียวขจีบุปผาบานสะพรั่ง
เดินผ่านสระบัวที่ถูกทิ้งร้างไร้เจ้าของแห่งหนึ่ง สายลมเย็นฉ่ำพัดโชยมา ใบบัวชูช่อตระหง่าน คิดดูแล้วในอดีตก็น่าจะเคยบดบังเอวของคนงาม
เชื่อว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่ในดินแดนของใบถงทวีปแห่งนี้ ยิ่งนานวันจะยิ่งงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ
คนบางคนเดินไปบนวิถีทางโลกอย่างระมัดระวัง พยายามประจบเอาใจโลกใบนี้อย่างยากลำบาก
พวกเราต่างก็หวาดกลัวว่าจะทำร้ายผู้คนที่อยู่ในโลกใบนี้
ในร้านอาหารเล็กแคบแห่งหนึ่งของท่าเรืออวี่หลินมีเด็กหนุ่มชุดขาวตรงหว่างคิ้วมีไผ่แดงคนหนึ่ง กับหญิงสาวมัดผมเป็นมวยกลมกลางกระหม่อมกำลังนั่งกินอาหารมื้อดึกร่วมโต๊ะกัน
พวกเขาสั่งปลาย่างมาหนึ่งตัว แล้วยังสั่งเหล้าข้าวบัวซึ่งเป็นสุราพื้นบ้านมาอีกสองตำลึง เด็กหนุ่มไม่ได้นั่งอย่างเป็นระเบียบ เขานั่งยองอยู่บนม้านั่งตัวยาว ในมือถือจอกเหล้าพึมพำไม่หยุดปาก แต่หญิงสาวกลับมีสง่าราศี เคี้ยวอาหารอย่างเชื่องช้า เงียบขรึมพูดน้อยเพียงแค่รับฟังเด็กหนุ่มที่ทั้งเหล้าและอาหารเลิศรสล้วนอุดปากเขาไม่ได้อย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนเนื้อหาที่เด็กหนุ่มพูด คำพูดของเขาใหญ่โตยิ่งกว่าแผ่นฟ้าเสียอีก นี่ก็ไม่ต่างจากการพูดคุยเรื่องการค้าที่เอะอะก็ใช้เงินลงทุนหลายล้านตำลึงบนโต๊ะเหล้าในเหลาสุราของหมู่ชาวบ้าน
“เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวแห่งธวัลทวีปกับอาจารย์ฟ่านบรรพบุรุษของสำนักการค้าอันที่จริงเส้นทางที่ทั้งสองก้าวเดิน เดิมทีก็ไม่มีการแบ่งสูงต่ำอยู่แล้ว คนหนึ่งมรรคาอยู่ที่การใช้เงิน อีกคนหนึ่งมรรคาอยู่ที่การรวบรวมเงิน ล้วนอยู่ในขอบเขตของคนสามัคคี”
“เล่าลือกันว่าการสร้างและการใช้จ่ายเงินเกล็ดหิมะทุกเหรียญล้วนมีการนาบประทับความคิดจิตใจเสี้ยวหนึ่งของเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นแค่คำเล่าลือเท่านั้น หากนี่เป็นความจริงก็น่าตกใจเกินไปแล้ว”
“เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวผสานมรรคาอย่างไร ผสานมรรคาที่ไหนเมื่อไหร่ ศาลบุ๋นไปยุ่งด้วยไม่ได้ แต่อาจารย์ฟ่านกลับด้อยกว่าเล็กน้อย ช่วยไม่ได้ หลี่เซิ่งมีกฎระเบียบเข้มงวดนี่นะ เพราะถึงอย่างไรเมธีร้อยสำนักก็ล้วนมีเขาเป็นผู้ดูแล”
“ก่อนหน้านี้อาจารย์ฟ่านโปรยเงินกำใหญ่อยู่ในทวีปแจกันสมบัติ นั่นก็คือการหยั่งเชิงที่ลุ่มลึกอย่างหนึ่งของสำนักการค้า พูดให้ถูกต้องก็คือ คือวิธีการตรวจสอบอย่างหนึ่งของสำนักการค้า
แน่นอนว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องสงสัยในเจตนาและความตั้งใจแรกของอาจารย์ฟ่าน เขาย่อมมีใจเอนเอียงเข้าหาไพศาล ท่าทีที่ตัวเขาเองมีต่อทรัพย์สินเงินทองก็ยิ่งอยู่เหนือวัตถุไม่ยึดติดกับสิ่งใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานความร้ายกาจของหลี่เซิ่ง
อาจารย์ฟ่านและสำนักการค้าโปรยเงินไปนับไม่ถ้วน แทบจะขนเอาทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งออกมาแล้ว ทั้งๆ ที่มีคุณความชอบยิ่งใหญ่ต่อไพศาล
ผลคือรอกระทั่งศึกใหญ่ปิดฉากลง มีการให้รางวัลตามคุณความชอบ กระทั่งสงครามที่เปลี่ยวร้างเปิดฉากขึ้น การทุ่มเดิมพันไปกับเรื่องของการผสานมรรคาของอาจารย์ฟ่านควรเป็นดั่งเรือที่ลอยขึ้นสูงตามน้ำ คนผู้หนึ่งบรรลุมรรคาทั้งหมาและไก่ก็พลอยได้ขึ้นสวรรค์
แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับไหลหายไปพร้อมกับสายน้ำ ไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ศาลบุ๋นแค่ยกระดับตำแหน่งของสำนักการค้าให้สูงขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นคนของสำนักการค้าจึงมึนงงกันไปอย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าทางเส้นนี้เดินผ่านไปไม่ได้แล้ว ทางฝั่งสนามรบของเปลี่ยวร้าง สรุปแล้วลูกศิษย์ของสำนักการค้ายังต้องโปรยเงินกันต่ออีกหรือไม่? นี่ก็คือปัญหาที่น่ากลุ้มใจอย่างมากแล้ว
อาจารย์ฟ่านไม่ได้พูดอะไร คนที่ดูแลกิจธุระของสำนักการค้ากลุ่มนั้นจึงช่วยกันวางแผนว่าเป็นเพราะมอบทรัพย์สินครึ่งหนึ่งไปให้แล้วยังไม่พอใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็เดิมพันให้ใหญ่ขึ้น? เอาทรัพย์สินทั้งหมดออกมา แบบนี้ก็น่าจะถือว่ามีความจริงใจพอแล้วกระมัง?
ในบรรดาเมธีร้อยสำนักยังมีสำนักใดที่มีคุณธรรมมากยิ่งกว่าสำนักการค้าของพวกเราอีก?
พูดมาถึงตรงนี้ ชุยตงซานก็ยิ้มตาหยีถามว่า “ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านเดาดูสิว่าเป็นอย่างไร?”
เผยเฉียนส่ายหน้า “เดาไม่ออก”
ชุยตงซานเอ่ยเนิบช้าว่า “นับตั้งแต่ที่สำนักการค้าของพวกเขาได้เป็นหนึ่งในเมธีร้อยสำนักก็ไม่เคยยากจนมาก่อน ทุกวันนี้กลายมาเป็นคนยากจนที่บนบ่าแบกคุณธรรมเหล็ก ชายแขนเสื้อสองข้างเต็มไปด้วยลมเย็นแล้ว
เรื่องแบบนี้เล่าลือออกไปใครจะเชื่อ แต่หากหลี่เซิ่งไม่ยอมพยักหน้าตกลงวันหนึ่ง อาจารย์ฟ่านก็ไม่อาจข้ามผ่านธรณีประตูนั้นไปได้วันหนึ่ง
ใช้เงินสำนักการค้าไปจนหมดสิ้นแล้ว ฝ่ายในเกือบจะทะเลาะกันบ้านแตกเพราะเรื่องนี้ เสียงบ่นด้วยความไม่พอใจดังระงม เดิมพันใหญ่ไปครั้งหนึ่ง อย่าว่าแต่เดิมพันมากได้มากเลย ตอนนี้แม้กระทั่งเงินทุนก็อย่าหวังว่าจะได้กลับคืนมา ใครบ้างจะไม่รู้สึกอัดอั้น
ดังนั้นสำนักการค้าจึงมีลางว่าจะแตกแยกออกไปเป็นภูเขาหลายลูกแล้ว มีคนที่เดิมพันจนตาแดงก่ำ ไม่เชื่อว่าศาลบุ๋นจะไม่ตอบตกลง บางคนก็คิดอยากจะหาวิธีมาหยุดยั้งความเสียหาย แค่อยากพูดคุยเรื่องการค้ากับศาลบุ๋น
แล้วก็มีคนที่คิดอยากจะอาศัยโอกาสนี้ก่อตั้งสำนักเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นระบบสืบทอดทั้งหลายที่มีสำนักจี้หรานเป็นหนึ่งในนั้น”
เผยเฉียนถาม “อาจารย์ฟ่านท่านนั้นมีท่าทีอย่างไร?”
ชุยตงซานพูดพึมพำกับตัวเอง “ขอแค่เจ้าแสวงหาผลประโยชน์อย่างเดียว ขอแค่มีความไม่บริสุทธิ์แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่สำเร็จ ทว่าหากไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่ตื่นเช้า ใต้หล้านี้มีคนทำการค้าคนใดบ้างที่ไม่ต้องการหาเงิน ใช่ไหม ศิษย์พี่หญิงใหญ่”
เผยเฉียนตอบอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ”ใช่กระมัง”
ชุยตงซานหัวเราะคิกคัก ”ก่อนหน้านี้ไม่นานหลิวโยวโจวถูกผีบดบังจิตใจ วิ่งไปเข้าพวกกับกู้ช่าน ไม่อย่างนั้นเขาต้องมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างกายศิษย์พี่หญิงใหญ่ก่อนอย่างแน่นอน”
อาจารย์ฟ่านคีบเนื้อปลาขึ้นมา ยิ้มถามว่า ”ไม่ขายจริงๆ หรือ?”
ชุยตงซานถอนหายใจ ”การหั่นราคาที่ผลัดกันต่อรองไปมา แน่นอนว่าสามารถทำได้ แต่ไม่ขายจริงๆ”
ปีนั้นชุยตงซานแอบไปเยือนเรือนส่วนตัวของซุนจวี้เฉวียนมารอบหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายเคยพูดคุยความในใจกัน
ซุนจวี้เฉวียนที่ได้ครอบครองจอกน้ำพุสุราใบหนึ่งมีมาดสง่างาม ไม่เคยไปเยือนร้านเหล้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็วร้านแน่นอนว่าจึงไม่ได้เขียนป้ายสงบสุขปลอดภัย
ส่วนซุนจวี้เฉวียนได้ซื้อตำราตราประทับร้อยเซียนกระบี่หรือตำราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่หรือไม่ ไม่อาจทราบได้
เขากับชุยตงซานที่เป็นคนต่างถิ่น พูดคุยกันอย่างถูกคอมาก
“ข้าคือตงซาน (ภูเขาตะวันออก) ไงล่ะ” “ข้าก็คือซีเหอ (แม่น้ำตะวันตก) นะ”
มีวีรบุรุษลูกผู้ชายเพียงคนเดียวที่กล้าโต้เถียงต่อหน้า
ขอแค่เป็นคนที่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ จะต้องมีบุคคลและเรื่องราวบางอย่างที่ทิ้งความทรงจำไว้อย่างลึกล้ำได้เสมอ
ซุนจวี้เฉวียนที่ไม่เคยมีความรู้สึกอันดีใดๆ ต่อใต้หล้าไพศาล เคยมีคำว่า “แต่ว่า” ที่ไม่ผิดไปจากที่ชุยตงซานคาดการณ์นัก
“แต่ว่า” “คิดจะผ่านหัวกำแพงเมืองไป ข้าตอบตกลงแล้วหรือ?”
อาจารย์ฟ่านพลันถามว่า ”ข้าหาเส้นทางของการผสานมรรคาไม่เจอเสียที อาจารย์ชุยมีคำแนะนำดีๆ อะไรหรือไม่?”
ชุยตงซานมีสีหน้าปั้นยาก “ขอบเขตบินทะยานมาถามขอบเขตเซียนเหรินว่าควรจะผสานมรรคาอย่างไรหรือ?”
อาจารย์ฟ่านขมวดคิ้ว “เจ้าลืมไปแล้วจริงๆ หรือว่าแกล้งโง่กันแน่?”
ใบหน้าของชุยตงซานเต็มไปด้วยความฉงนฉงาย “หมายความว่าอย่างไร?”
มิน่าเล่าถึงได้เรียกตนว่าอาจารย์ชุย ไม่ใช่เจ้าสำนักชุย ที่แท้เจ้าตะพาบเฒ่าก็ติดหนี้บานเบอะไว้กับอีกฝ่าย เวลานี้ก็เลยมาทวงหนี้ถึงบ้าน? ดีเลย เบี้ยวหนี้ซะเลย!
อาจารย์ฟ่านกล่าว ”ในอดีตตอนอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลี อาจารย์ชุยเคยบอกว่าหลี่เซิ่งไม่มีทางปล่อยให้ฐานะของสำนักการค้าสูงเกินไปเด็ดขาด จะต้องอยู่ต่ำกว่าระบบสืบทอดสายของสำนักหยินหยางที่ได้ครองฟ้าอำนวย สำนักกสิกรรมที่ได้ดินอวยพร บทกวีนิพนธ์และงานประพันธ์ที่ได้ครองคนสามัคคีเสมอ ฯลฯ
พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่หนึ่งวันที่ข้ายังมีสถานะของบรรพจารย์สำนักการค้าก็คือหนึ่งวันที่ข้ามิอาจเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้ ไม่ว่าข้าจะใช้วิธีการอะไร หลี่เซิ่งก็ไม่มีทาง ”หลีกทาง” ให้ แต่ชุยฉานบอกว่าเขามีวิธีที่จะชี้เส้นทางของการผสานมรรคาให้แก่ข้า”
ชุยตงซานกะพริบตาปริบๆ ”เขาพูดแบบนี้จริงๆ หรือ? ครบถ้วนทุกกระบวนความ ไม่ขาดแม้แต่ตัวอักษรเดียวเลยหรือ?”
อาจารย์ฟ่านรู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี “เจ้าสำนักชุย ท่านรู้สึกว่าข้าจะล้อเล่นในเรื่องแบบนี้หรือ?”
สำนักการค้าหาเงินคือความชำนาญที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน โดยทั่วไปแล้วอาจารย์ฟ่านอยากจะผสานมรรคาก็คือการหาเงิน กลายมาเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า
เรื่องจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทางสายนี้เดินผ่านไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำในทางตรงกันข้าม โปรยเงินเหมือนการสลายมรรคา ไม่เพียงแต่ต้องหาเงินมาเป็นอันดับหนึ่ง ใช้เงินก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง อยู่ระหว่างการรวบรวมและการสลายทรัพย์สมบัติ โลกมนุษย์ก็จะมี “เส้นทางทำเงิน” น้อยใหญ่ที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วน ทว่าผลลัพธ์ก็ยังไม่ได้อยู่ดี
ในความเป็นจริงแล้ว อาจารย์ฟ่านก็มีการคาดการณ์ถึงเรื่องนี้มานานแล้วเช่นกัน
ชุยตงซานนวดคลึงปลายคาง คิดไปคิดมาก็เอ่ยอย่างระมัดระวังว่า ‘บอกตามตรงตอนที่เจ้าตะพาบเฒ่าอายุยังน้อยเคยเสียเปรียบบนโต๊ะสุรามาก่อน ดังนั้นจึงชิงชังคนทำการค้าที่สุด อาจารย์ฟ่าน ท่านเองก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนที่ใจแคบเหมือนไส้ไก่ จิตใจคับแคบที่สุดแล้ว อาฆาตแค้นใครทีหนึ่งก็อาฆาตได้ยาวนานมาก ดังนั้น..บางที คงจะ อาจจะ ไม่แน่ว่าเขาน่าจะจงใจหลอกเจ้าก็เป็นได้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!