บทที่ 1128.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (แปด)
เมืองหลวงแคว้นอวิ่นเหยียนในทุกวันนี้คือนครไร้ราตรีที่แสงไฟจุดสว่างมลังเมลืองบนถนนใหญ่
เด็กหนุ่มชุดขาวสะบัดชายแขนเสื้อสองข้างจนมันตวัดบิน ราวกับก้อนเมฆสีขาวสองก้อนที่หล่นลงมาบนพื้น ชายแขนเสื้อที่สะบัดไหวดุจถุงที่บรรจุหิ่งห้อย
เดินผ่านถ้ำผลาญทอง (เปรียบเปรยถึงสถานเริงรมย์) สถานที่แห่งประทินโฉมอบอวล บนหอเรือนมีสตรียืนพิงราวรั้ว โบกชายแขนเสื้อสีเขียวสีแดงพลางส่งเสียงเรียกลูกค้าดังเจื้อยแจ้ว
รอกระทั่งพวกนางได้เห็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาบุคลิกสง่างามคนนั้น บ้างก็เอาพัดกลมปิดบังใบหน้า บ้างก็ดวงตาก็เป็นประกายวิบวับ ลดเสียงให้เบาลง
เผยเฉียนถาม “วางมาดใหญ่โตตบตาผู้คน พูดจาเหลวไหลหรือ?”
ชุยตงซานร้องเฮ้อ ก่อนจะเอ่ยว่า “ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก ต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ จำเป็นต้องพูดความจริงที่จริงใจนะ”
เผยเฉียนไม่เชื่อในคำกล่าวนี้ของห่านขาวใหญ่
ชุยตงซานจึงเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “คุยธุระบนโต๊ะสุรานี่นา ก็หนีไม่พ้นคำว่า ”ได้สิ” ”เรื่องเล็กน้อย ไม่มีปัญหา” ”เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง” “ดื่มเหล้าจอกนี้ก็เป็นสหายกันแล้ว” “คราวหน้าข้าเลี้ยงเอง”
เผยเฉียนกล่าว ”เฉินหลิงจวินชอบดื่มเหล้าขนาดนั้น แทบอยากจะเอาตัวแช่อยู่ในถังเหล้าทุกวันด้วยซ้ำ เขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ”
ชุยตงซานหัวเราะร่วน ”ไม่เหมือนกัน เขาไม่เคยดื่มเหล้าเลย”
เผยเฉียนไม่ค่อยเข้าใจในคำกล่าวนี้เท่าใดนัก
และชุยตงซานเองก็ไม่ได้อธิบายอะไร
หากผู้ฝึกบำเพ็ญตนทะยานลมเหยียบย่างไปกลางอากาศ หลุบตาลงมองพื้นดิน ม่านราตรีหนาหนัก แสงไฟจากหมื่นครัวเรือนในนครแห่งหนึ่งก็เหมือนหิ่งห้อยรังหนึ่งที่ถูกจับขังไว้ในกรง
ไม่เหมือนกองกำลังชั้นยอดอย่างพวกสำนักกุยหยก เรือนอวิ่นฉ่าวผู่ซาน สำนักกระบี่ชิงผิงไม่เคยซื้อเรือนไว้ในเมืองหลวง ฮ่องเต้แคว้นอวิ่นเหยียนและกรมพิธีการมีการเตรียมการไว้ให้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ไม่กล้าละเลยสำนักวิถีกระบี่อักษรจงที่เป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในใบถงทวีปแห่งนี้
เพียงแต่ว่าถูกจางชิวปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม เลือกที่จะพักเท้าอยู่ที่ท่าเรืออวี่หลิน ทั้งการค้างแรมและการฝึกตนล้วนอยู่บนเรือข้ามฟากบ้านตัวเอง
ภูเขาลั่วพั่วและสำนักกระบี่ชิงผิง สองสำนักบนล่าง ทุกวันนี้ต่างก็ได้ครอบครองเรือข้ามทวีปสองลำที่ทำให้คนอิจฉา
แบ่งออกเป็นเฟิงยวนและเหลยเชอที่ได้มาจากราชวงศ์เสวียนมี่แผ่นดินกลางและสกุลเหยาต้าเฉวียน
ฝ่ายแรกเดินเรือในเส้นทางการค้าจากใต้ไปเหนือผ่านอุตรกุรุทวีป ทวีปแจกันสมบัติและใบถงทวีป ฝ่ายหลังเป็นเส้นทางการค้าจากตะวันออกไปตะวันตกผ่านใบถงทวีป ทักษิณาบถทวีปและฝูเหยาทวีป แบ่งงานกันอย่างชัดเจน
ส่วนเรือมังกร ”ฟานโม่” กับ ”ถงอิน” ที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวมอบให้เป็นของขวัญเข้าร่วมงานพิธีแก่สำนักกระบี่ชิงผิง ล้วนไล่ตามเงินในอาณาเขตของทวีป ดำเนินการในเส้นทางการเงิน ในขณะเดียวกันก็สามารถขยับขยายอิทธิพลที่มีต่อแคว้นต่างๆ เลียบเส้นทางไปด้วยได้
ส่วน “ปิงติง” เรือกระบี่ต้าหลีลำนั้น ทุกวันนี้ก็จอดอยู่ที่ท่าเรืออวี่หลิน
ทางฝั่งของใบถงทวีปแค่เคยได้ยินว่าเรือกระบี่ประเภทนี้สามารถสังหารปีศาจได้เหมือนใช้กรรไกรตัดดอกไม้ตัดต้นหญ้า
เรือกระบี่ลำนี้เป็นเจ้าสำนักชุยที่ตัวคนเดียวมีกำลังน้อยนิด “ร้องไห้” ในศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี๋เซ่อกว่าจะได้มา ถือว่ามอบให้สำนักเบื้องล่างยืมใช้ชั่วคราว
น่าสงสารเจ้าสำนักชุยที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่บนภูเขาลั่วพั่ว ยิ่งนานวันก็ยิ่งถูกมองข้ามไม่ได้รับความสนใจ อาจารย์ของตนป้องกันตนราวกับป้องกันโจรอย่างไรอย่างนั้น
ชุยตงซานหันไปมองหน้าประตูเมืองแวบหนึ่ง
โชคและเคราะห์เข้ามาทางประตูบานเดียวกัน ผลประโยชน์และผลเสียอยู่ในนครแห่งเดียวกัน ความสุขความทุกข์ ความยินดีความขุ่นเคืองที่เป็นดังจักจั่นร้องบนกิ่งหลิวสูง การพบพรากจากลาที่เหมือนน้ำไหลใต้แผ่นน้ำแข็ง เพียงค่ำคืนเดียวก็ไม่รู้ว่าบุปผาในโลกมนุษย์ผลิบานและร่วงโรยไปมากน้อยเท่าไร
เด็กหนุ่มผมขาวขยับสายตามองสูงขึ้นอีกเล็กน้อย มองไปยังหัวกำแพงเมือง จำได้ว่าปีนั้นพอเจ้าตะพาบเฒ่าทำธุระเสร็จแล้วก็มักจะจุดตะเกียงอ่านตำราเบ็ดเตล็ดทั้งคืน เขาวางตำราลง บางครั้งในขณะที่ฟ้ากำลังจะสว่างไม่สว่างก็มักจะมาอยู่บนหัวกำแพงเมือง มองผู้คนสารพัดรูปแบบที่รอจะออกจากเมืองและรอจะเข้าเมือง
ไปถึงท่าเรือ ชุยตงซานมองเห็นเรือข้ามฟากลำนั้น พอเห็นภาพก็รู้สึกเสียใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่ที่ตนมารับตำแหน่งเจ้าสำนัก เปลี่ยนผ่านที่ทำงานทุกอย่างไม่เคยบ่น ก็เปลี่ยนมาเป็นห่างเหินกับภูเขาลั่วพั่วแล้ว
ทอดถอนใจไปตลอดทาง เอาสองมือไพล่หลัง ก้าวเดินขึ้นไปบนเรือข้ามฟาก อาจารย์จางพาตัวอ่อนผู้ฝึกกระบี่ออกไปหาประสบการณ์แล้ว ทุกวันนี้บนเรือจึงเหลือแค่คนเฒ่าคนแก่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
เฝิงเซวี่ยเทาที่มีฉายาชิงหมี่คือแขกประจำของที่นี่ ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ไปที่ภูเขาลั่วพั่วกับเจียงซ่างเจินมารอบหนึ่ง ก่อนหน้านานกว่านั้นยังถูกเจ้าชาติสุนัขบางคนลากตัวไปที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างมาด้วยกัน เพียงแต่ว่าในขณะที่สงครามกำลังจะปะทุ กลับถูกรังเกียจว่าเป็นตัวภาระ มีแต่จะขัดขวางการออกกระบี่
หวนนึกถึงตอนนั้นที่อยู่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง ภายในหนึ่งวันก็ถูกทั้งจั่วโย่วและอาเหลียงถามกระบี่ในเวลาเดียวกัน
ตัวเฝิงเซวี่ยเทาเองย่อมรู้สึกอับอายมาก ไม่ยินดีจะพูดถึงเรื่องนี้ ทว่าทุกวันนี้กลับกลายมาเป็นวีรกรรมยิ่งใหญ่ที่ถูกโลกภายนอกเอาไปเล่าลือกันอย่างออกรสออกชาติ เมื่อรายงานขุนเขาสายน้ำของเก้าทวีปถูกยกเลิกคำสั่งห้าม ชื่อเสียงของฉายาชิงหมี่ยิ่งนานก็ยิ่งระบือไกล แทบจะสามารถทัดเทียมกับชื่อเสียงยิ่งใหญ่ของ ”นักพรตเนิ่น” ที่ปะทุขึ้นบนเกาะยวนยางได้เลยทีเดียว
“อาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวรับการถามกระบี่สองครั้งติด เทพเซียนผู้เฒ่าชิงหมี่ก็ยังไม่บาดเจ็บด้วยซ้ำ ไร้ความเสียหายแม้แต่เศษเสี้ยว! พวกเจ้าทำได้หรือ?”
ต่อให้เฝิงเซวี่ยเทาจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่หน้าหนาแค่ไหนก็พูดประโยคนี้ออกมาไม่ได้ แน่นอนว่าต้องยกคุณความชอบให้กับการโหมประโคมสร้างกระแสของสหายรักบางคน
ในอดีตนอกจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ในอาณาเขตของหนึ่งทวีปมีผู้ฝึกตนขอบเขตหยกดิบใหม่เอี่ยมคนหนึ่งปรากฏตัวก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กอะไรแล้ว สามารถคุยโวได้นานหลายปีเลยทีเดียว
ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งที่โชคดีได้เลื่อนเป็นขอบเขตถ้ำสถิตก็คือเซียนดินที่ในตำนาน เล่าลือว่าผ่านด่านสวรรค์ไปแล้วก็ได้ปักหลักประจำการอยู่ในโลกมนุษย์ คือมังกรเทพที่เห็นแต่หัวไม่เห็นหางสำหรับในสายตาของคนบนโลกมนุษย์แล้ว”
หลิ่วสุ่ยผงกปลายคางไปทางเฝิงเซวี่ยเทา ”เมื่อครู่นี้พูดถึงเรื่องการเรียนวรยุทธ สหายชิงหมี่บอกว่าเฉาฉือบนวิถีวรยุทธยิ่งใหญ่ดุจมหาบรรพต พอลองมามองเฉินผิงอันก็ประหนึ่งแม่น้ำยิ่งใหญ่สายยาว”
สิงอวิ่นพยักหน้า “ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของพี่เฝิงก็คือ เมื่อขึ้นไปบนยอดสูงสุดของวิถีวรยุทธได้อย่างแท้จริงแล้วยังต้องมองเฉาฉือ อิ๋นกวานของพวกเรา อย่างมากสุดก็แค่ได้เปรียบว่าขณะเดียวกันยังเป็นผู้ฝึกตน ได้พิสูจน์มรรคาเป็นอมตะด้วย”
เฝิงเซวี่ยเทารู้สึกอัดอั้นอยู่บ้าง พูดคุยบนโต๊ะหลังจากจิบเหล้าไปเล็กน้อย พวกเจ้าจะมาคิดจริงจังอะไรกัน
เฝิงเซวี่ยเทาเหลือบตามองเผยเฉียน
ชุยตงซานเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอึ้งตะลึง “ที่แท้ผู้อาวุโสชิงหมี่ก็มีความคมคายทางวรรณศิลป์ ไม่เพียงแต่รู้จักพูดถ้อยคำยิ่งใหญ่เท่านั้น?”
สัมผัสได้ถึงสายตาของเฝิงเซวี่ยเทา เผยเฉียนก็คลี่ยิ้มอย่างสง่างาม ”ตัวอาจารย์พ่อเองก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะเฉาฉือได้”
ชุยตงซานยกชามเหล้ากระดกดื่มจนหมด เพียงแต่ว่าตอนที่วางชามเหล้าลง เขายังทำปากแจ็บๆ พูดว่า
“ช่วงนี้ลู่จือน่าจะได้ออกจากด่านแล้ว แน่นอนว่าคือการปิดด่านที่ไม่ได้อาศัยกำลังภายนอก สามารถฝ่าทะลุคอขวดไปได้ในคราวเดียว เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตบินทะยานได้เลย”
สิงอวิ่นถาม “ลู่จือไปอยู่กับฉีถิงจี้ที่สำนักกระบี่หลงเซียงได้อย่างไร ทำไมไม่มาเป็นผู้ถวายงานอยู่กับพวกเรา? ได้ยินหมี่อวี้เล่าว่าปีนั้นความสัมพันธ์ระหว่างลู่จือกับอิ๋นกวานก็ดีมากไม่ใช่หรือ”
ชุยตงซานนวดคลึงปลายคาง “นั่นสิ นั่นสิ หากลู่จือสามารถมาอยู่ที่สำนักกระบี่ชิงผิงของพวกเราได้ เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ก็ไม่ต้องแบกยศอันดับหนึ่งวิ่งวุ่นไปทั่ว คงได้มีชีวิตที่สุขสบายไปแล้ว”
อยู่ดีๆ ชุยตงซานก็โพล่งถามขึ้นมาว่า “พี่ใหญ่เฝิง มั่นใจหรือไม่ว่าจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น? วันหน้าเวลาข้าอยู่ข้างนอกก็จะได้คุยโวโอ้อวดได้ว่าตัวเองมีเส้นสายบนยอดเขาอย่างกว้างขวาง รู้จักพี่ใหญ่ขอบเขตสิบสี่หลายคน เคยโชคดีได้ดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกันมาก่อน”
เฝิงเซวี่ยเทาอ่อนใจเป็นทบทวี ”ด้วยคุณสมบัติของข้านี่น่ะหรือ? ไม้ที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์แต่กลับดึงดูดผู้คนให้มามุงดูเหมือนอยู่ในตลาด มีแต่จะเป็นตัวตลกในสายตาของคนอื่นเท่านั้น”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “พี่ใหญ่เป็นบินทะยานน้องชายเป็นเซียนเหริน น่าสงสารที่เราต่างก็สู้คนอื่นไม่ได้ บวกกับโจวอันดับหนึ่งและเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ที่นอนอาบแดดอยู่ทุกวี่วัน หากวันใดพวกเราพี่น้องมานั่งดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกัน คาดว่าดื่มไปดื่มมาก็ต้องกุมหัวร้องไห้โฮกันแล้ว”
เจียงซ่างเจินขอบเขตถดถอยจากบินทะยานมาเป็นเซียนเหริน คิดอยากจะหวนคืนไปเป็นบินทะยาน ความยากจะมีมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้
ส่วนหมี่อวี้ได้พอได้เป็นขอบเขตเซียนเหรินก็เริ่มถามใจตัวเองแล้วไม่ละอายแล้ว ตอนอยู่ภูเขาสั่วทั่วก็แอบเรียบเรียงตำราอาหารขึ้นมาเป็นการส่วนตัวเล่มหนึ่ง ทุกวันมัวแต่ง่วนสั่งอาหารอยู่กับปรมาจารย์ใหญ่จง กินข้าวดื่มเหล้าอิ่มหนำไปมื้อหนึ่งก็แคะฟัน เดินเรอออกไปจากเรือนของพ่อครัวเฒ่าแล้วก็เริ่มรวมหัวกันคิดอีกว่ามื้อถัดไปจะกินอะไรดี
เฝิงเซวี่ยเทาไม่ต่อปากต่อคำกับคำพูดที่เหมือนเอาน้ำผสมลงไปในเหล้าประเภทนี้

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!