เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1128

บทที่ 1128.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (แปด)

บอกตามตรง เฝิงเซวี่ยเทาไม่ใคร่จะยินดีพูดคุยกับชุยตงซานนัก สิ้นเปลืองสมองมากเกินไป มักจะรู้สึกว่าทุกประโยคของอีกฝ่ายมีคำพูดซ่อนแฝงอยู่เสมอ ตนเหมือนตอไม้ทึ่มทื่อที่ไร้ซึ่งสติปัญญา

คงเป็นอย่างที่เจียงซ่างเจินว่าไว้จริงๆ คนที่ฉลาดเกินไป ต่อให้พวกเขาไม่พูดอะไร เพียงแค่เงียบงันอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องโอ้อวดบารมี ตัวของพวกเขาเองก็เป็นความเฉียบคมอย่างหนึ่งอยู่แล้ว

เนื่องจากทะยานลมน้อยครั้ง เดินเท้ามากกว่า เฉินผิงอันที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอย่างเห็นได้ชัดได้พาเซี่ยโก่วมาปรากฏตัวบนเรือข้ามฟากด้วยกัน

ได้เห็นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่เวลาปกติแค่พอจะได้ยินเรื่องของนางมาบ้างผู้นั้น หลิ่วสุ่ยก็รีบลุกขึ้นยืนทันใด สิงอวิ่นลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะผงกศีรษะทักทายอิ๋นกวานหนุ่มถึงจะจากไปพร้อมกับหญิงชรา

เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกคนและทุกเรื่องต้องสามัคคีปรองดองกันไปหมด

ฝ่ายเซี่ยโก่วก็ไม่สนใจอะไรเลย แต่หากจะบอกว่าหยกดิบสองคนนี้ วันหน้าได้เจอกับเสี่ยวโม่แล้วยังทำตัวห่างเหินขนาดนี้ ก็อย่าโทษหากตนไม่เห็นพวกเขาเป็นคนบนเรือลำเดียวกัน

เผยเฉียนอยากจะลุกขึ้นยืน เฉินผิงอันกลับยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าสองทีบอกเป็นนัยว่าแค่นั่งดื่มเหล้าไปก็พอ เป็นสาวเต็มตัวแล้ว อีกทั้งยังท่องยุทธภพมาจนชินแล้ว ทุกวันนี้แค่ดื่มเหล้าเล็กๆ น้อยๆ จะเป็นไรไป

โอภาปราศรัยกับเฝิงเซวี่ยเทาตามมารยาทไปสองสามประโยค ก่อนเฉินผิงอันจะถามอย่างใคร่รู้ว่า “เป็นเจ้าที่พูดอะไรกับอาจารย์ฟ่านหรือ? ทำไมได้ยินเซี่ยโก่วเล่าว่าเขาเดินวนเวียนอยู่ในมุมของตรอกแห่งหนึ่งนานมาก เนิ่นนานก็ไม่ยอมเดินออกไปจากตรอกเสียที”

ชุยตงซานใช้คำพูดที่คลุมเครือ พยายามให้ตัวเองไม่ดูเหมือนพูดโกหก แต่ก็ไม่กล้าบอกความจริงทั้งหมด ”ข้าเดิมพันว่าเมื่ออาจารย์ฟ่านเดินออกไปจากตรอกก็จะสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้ ดูท่าอาจารย์ฟ่านจะไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าใดนัก”

เฉินผิงอันยิ้มบางๆ ”อาจารย์ฟ่านไม่มีความมั่นใจ แต่เจ้าสำนักชุยมีหรือ?”

ชุยตงซานจงใจมองข้ามคำเรียกขานที่ชวนเสียใจนั้นไป ถามหยั่งเชิงว่า ”ไม่สู้อาจารย์ถามหลี่เซิ่งให้แน่ใจสักคำ? ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อาจารย์ฟ่านต้องรับน้ำใจครั้งนี้แน่นอน”

เฉินผิงอันถลึงตาใส่ คิดว่าหลี่เซิ่งที่ต้องคอยจับตามองวิถีซิงเต้าของใต้หล้าสองแห่งว่างงานเหมือนเจ้าหรือไร?!

และเวลานี้เอง ในทะเลสาบหัวใจของเฉินผิงอันก็มีน้ำเสียงเร่งร้อนดังขึ้นมา

“รีบไปพบอาจารย์ฟ่านที่ร่ำรวยใจกว้างที่ตรอกเล็กเร็วเข้า ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น น้ำใจที่ได้มาเปล่าๆ ครั้งนี้ เอากำไรจากเศรษฐีก่อนสักสี่ห้าพันเหรียญ… บัณฑิตอย่างพวกเราไม่พูดถึงเรื่องเงินทอง เป็นการกระทำที่เสียเกียรติ ล้วนเป็นสหายที่แค่พบเจอกันก็ถูกชะตา เป็นคนที่มีปณิธานร่วมกันทั้งนั้น”

เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ก็พูดเองกับปากแล้ว เฉินผิงอันจึงไม่กล้าลังเลใดๆ ร่ายวิชาอภินิหารหดย่อพื้นที่ตรงดิ่งไปที่ตรอกเล็กแห่งนั้น ไปพบอาจารย์ฟ่านที่ยังสองจิตสองใจว่าจะเดินก้าวนั้นออกไปดีหรือไม่

ชุยตงซานพึมพำเบาๆ ”อาจารย์ยังคงทำตนให้เป็นแบบอย่าง คำพูดและการกระทำตรงกัน ได้เรียนรู้อีกครั้งหนึ่งแล้ว”

เซี่ยโก่วรีบหันไปมองทางเผยเฉียน ”จดไว้ รีบจดลงในสมุดบัญชีเร็วเข้า”

เผยเฉียนยิ้มบางๆ “เจ้ากับศิษย์น้องหญิงกวอเป็นภูเขาลูกเดียวกัน ข้ากับศิษย์พี่เล็กเป็นพวกเดียวกัน”

เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ “ไม่มีๆ ไม่มีเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย”

ทางฝั่งของตรอกเล็ก อาจารย์ฟ่านเจอเฉินผิงอัน ฝ่ายหลังกุมหมัดคลี่ยิ้มคล้ายกับเป็นการแสดงความยินดีกับอีกฝ่าย

เดิมอาจารย์ฟ่านคิดว่าเฉินผิงอันมาช่วยขอโทษแทนเจ้าสำนักชุย หรือไม่ก็มาพูดคุยเรื่องการค้าที่นี่กับตน

แต่รอกระทั่งเขาเห็นว่าเฉินผิงอันไม่มีท่าทีว่าจะเปิดปากพูดก็กระจ่างแจ้งอยู่ในใจได้ทันที แต่กระนั้นอาจารย์ฟ่านก็ยังทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคงเสียก่อน

เขาไม่พูดอะไร เฉินผิงอันก็ได้แต่ไม่พูดอะไรเช่นเดียวกัน

อาจารย์ฟ่านยิ่งมั่นใจในการคาดเดานั้น เขาใช้ความคิดอย่างว่องไว ครุ่นคิดอย่างจริงจัง

เฉินผิงอันยอมรับนับถือในจิตแห่งมรรคาที่แข็งแกร่งของบรรพจารย์สำนักการค้าท่านนี้อย่างมาก

อาจารย์ฟ่านเงยหน้ามองม่านฟ้า เอ่ยเนิบช้าว่า ”หากหลี่เซิ่งพยักหน้าตอบตกลงจริงๆ สมมติว่าข้าสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สู้ชะลอไว้ก่อน เก็บไว้ตอนที่ใต้หล้าไพศาลชนะสงครามครั้งนี้ แล้วข้าค่อยผสานมรรคาอีกครั้ง”

เฉินผิงอันได้ยินก็ประสานมือคารวะ

อาจารย์ฟ่านคารวะกลับคืนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ธารดวงดาวนอกฟ้า มีตาเฒ่าสองคนกำลังชะเง้อคอมองมายังตรอกเล็กในโลกมนุษย์แห่งนั้น อวี่เสวียนใช้เสียงในใจถามว่า

“ซิวไฉเฒ่า รอกระทั่งผ่านด่านใจด่านนี้ไปได้ อาจารย์ฟ่านถึงจะถือว่ามีคุณูปการสมบูรณ์พร้อมได้อย่างแท้จริงใช่หรือไม่? หลี่เซิ่งถึงได้พยักหน้าตอบตกลงเรื่องที่ในอนาคตเขาจะผสานมรรคา?”

ตำแหน่งของสำนักการค้าในบรรดาเมธีร้อยสำนักได้ถูกศาลบุ๋นยกระดับให้สูงขึ้นอีกครั้ง หากบรรพจารย์อย่างอาจารย์ฟ่านมีขีดจำกัดด้านขอบเขต กับการที่สักวันหนึ่งอาจารย์ฟ่านจะสามารถผสานมรรคาได้ สภาพการณ์ด้านหนึ่งจะคือฟ้า ด้านหนึ่งจะคือดินอย่างแท้จริง

อันที่จริงภายในของศาลบุ๋นเอง ไม่เพียงแต่กลุ่มของหย่าเซิง ผู่เซิง บวกกับเจ็ดสิบสองนักปราชญ์ แม้กระทั่งตัวของซิวไฉเฒ่าเองก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการที่จะยกสถานะของสำนักการค้าให้สูงเกินไป

ซิวไฉเฒ่าลูบหนวดยิ้ม ”ประเสริฐ”

อวี่เสวียนถาม “ก่อนหน้านี้เจ้าคงไม่ได้เตือนสหายเฉินว่าให้บอกเป็นนัยอะไรแก่อาจารย์ฟ่านหรอกกระมัง?”

ซิวไฉเฒ่าถลึงตาใส่ ”ตาเฒ่าอวี่ ผายลมสุนัขของเจ้าน่ะสิ เจ้าคิดว่าหลี่เซิ่งคือใคร หากทำเรื่องที่มิอาจบอกกล่าวใครได้เช่นนี้ คิดว่าเขาจะมองไม่ออกจริงๆ หรือไร?!”

อวี่เสวียนเอ่ยอย่างอัดอั้น “ทำไมถึงโมโหเสียเล่า ก็ข้ากลัวว่าเจ้าจะวาดงูเติมขา มีแต่จะเดือดร้อนให้สหายเฉินทิ้งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีไว้ในใจหลี่เซิ่ง ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเห็นผลประโยชน์แล้วลืมคุณธรรมน่ะสิ”

กล่าวมาถึงตรงนี้ เจินเหรินผู้เฒ่าก็อดไม่ไหวเหลือบมองซิวไฉเฒ่า ไม่ใช่การตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็นคนอ้วน ไม่ได้ยิ่งปกปิดก็ยิ่งมีพิรุธใช่ไหม?

ซิวไฉเฒ่าหัวเราะ ตบไหล่อวี่เสวียน ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

สามก้านธูป พยายามเข้าร่วมให้ได้ หากไม่เข้าร่วมการประชุมประเภทนี้ติดต่อกันถึงสามครั้งก็จะถูกลบสถานะออก สูญเสียคุณสมบัติในการเข้าร่วมประชุมไปโดยอัตโนมัติ

เก้าก้านธูป จำเป็นต้องเข้าร่วม เว้นเสียจากว่ากำลังปิดด่านเป็นตาย หรือไม่ก็เจอกับสถานการณ์เร่งด่วนบางอย่างที่เกี่ยวพันถึงรากฐานของมหามรรคา หรือข้างกายมีผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานที่สามารถสัมผัสได้ถึงเบาะแสอย่างง่ายดายยืนอยู่

แต่หากใครที่ไม่เข้าร่วมการประชุมประเภทนี้ติดต่อกันสองครั้ง ก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาเอาเอง เพราะจะต้องถูกคนอีกสิบเก้าคนที่เหลือมองเป็นศัตรูที่มีร่วมกันบนมหามรรคา

เกือบสามร้อยปีที่ผ่านมา โอกาสที่จะได้จุดธูปเก้าดอก อันที่จริงมีน้อยจนนับนิ้วได้

เวลาจากใกล้ไปไกลก็ได้แก่ครั้งที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ถูกเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างโจมตีแตก ฉีจิ้งชุนปกป้องถ้ำสวรรค์หลีจู และยังมีศึกสิบสามระหว่างกำแพงเมืองปราณกระบี่กับใต้หล้าเปลี่ยวร้าง

และเก้าอี้สองตัวที่อยู่ด้านหน้าสุดจะต้องว่างเปล่าแทบทุกครั้ง ไม่เคยเห็นเงาร่างของคนที่นั่งบนเก้าอี้

ต่อให้ปรากฏตัวอย่างที่หาได้ยากก็น้อยครั้งนักที่พวกเขาจะเปิดปากพูด ส่วนจะเคยพูดความในใจกับใครหรือไม่ก็มีแต่สวรรค์เท่านั้น

สมาชิกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่นี่ บ้างก็เป็นเมฆหมอกกลุ่มหนึ่งที่ปิดบังรูปลักษณ์เรือนกายทั้งหมดเอาไว้ บ้างก็ใช้เวทอำพรางตา ศาสตร์การแปลงโฉม เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครยินดีที่จะปรากฏตัวด้วยร่างจริง

วันนี้เกิดเรื่องที่ไม่ปกติที่สุด นั่นก็คือมีเก้าอี้ประธานสองตัวที่ตั้งอยู่ตรงกลางตั้งหันหน้าเข้าหากันปรากฏขึ้นมา

คนที่มาเข้าร่วมการประชุมที่นี่ไม่มีการแบ่งสูงต่ำ สูงศักดิ์หรือต่ำต้อย เป็นแค่การร่วมมือกัน ต่างคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ ไม่อาจทำการบังคับซื้อบังคับขายต่อกันได้

แน่นอนว่าหากเดาสถานะและขอบเขตกันออก จะไปทำการค้ากันเป็นการส่วนตัว เหตุการณ์อย่างเป็นรูปธรรมในการต่อรองราคาจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ใน ”ศาลบรรพจารย์” แห่งนี้ก็มีผู้ฝึกตนมาเยือนแล้วเกินครึ่ง พวกเขาพากันนั่งลง

เก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัว สี่ตัวใหม่เก่าที่ตำแหน่งพิเศษมากที่สุด เวลานี้ยังคงว่างเปล่า

ยังไม่ทันเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการก็มีผู้ฝึกตนหญิงยิ้มถามขึ้นมาแล้ว “ตอนนั้นแม้กระทั่งตำแหน่งเจ้าสำนักที่เอาไปส่งให้ถึงที่ ซือถูเมิ่งจิ่งยังไม่ยอมเป็น ไฉนถึงได้ยินดีวิ่งไปเป็นเจ้าขุนเขาของภูเขาเบื้องล่างเสียเล่า? อยู่ในศาลบรรพจารย์ของเสี่ยวหลงชิว ตอนที่จุดธูปกราบไหว้คนรุ่นเยาว์เหล่านั้น บรรยากาศจะไม่น่าสนใจมากเลยหรอกหรือ?”

ซือถูเมิ่งจิ่งที่มีฉายาว่าหลงหรานก็คือเจ้าขุนเขาคนปัจจุบันของเสี่ยวหลงชิว

นี่ก็ไม่ต่างจากการที่เจ้ากรมของกรมแห่งหนึ่งวิ่งไปเป็นข้าหลวงผู้ตรวจการในท้องถิ่น คือการจัดวางตำแหน่งขุนนางระดับสูงตามแบบฉบับ

ผู้ฝึกตนหลายคนมีสายตาคลุมเครือ มองไปยังเซียนเหรินที่ทำหน้าที่กำกับดูแลพิธีการ เจ้าบ้านที่เปิดเผยของศาลบรรพจารย์ประหลาดแห่งนี้

เซียนเหรินท่านนั้นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ หลับทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่งก็พูดเบี่ยงประเด็นไปว่า

”พอจะมั่นใจได้คร่าวๆ แล้วว่าไม่ได้เกิดเรื่องไม่คาดฝันกับหันอวี่ซู่ ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาถูกเวินอวี่เรียกตัวไปที่สำนักศึกษาเทียนมู่ สำนักว่านเหยาก็ได้รับ “เทียบเชิญ” ฉบับหนึ่งที่ใช้ถ้อยคำดุดันเฉียบขาดจากทางสำนักศึกษาด้วยเช่นกัน”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!