บทที่ 1129.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)
ฟ้าดินกว้างใหญ่เวิ้งว้าง แสงแห่งราตรีเลือนรางดุจไกลสุดหยั่ง พฤกษาน้อยใหญ่สีมรกตประหลาดตา พลันแลเห็นภูเขาเขียวผุดขึ้นจากก้นธารา
รอกระทั่งเหวยเซ่อกับนักพรตร่างเล็กเตี้ยที่ภาพบรรยากาศบนร่างทำตกตะลึงปรากฏตัวพร้อมกัน เก้าอี้ว่างสี่ตัวก็ยังเหลือ ”เจ้าบ้าน” อีกสองท่านที่ยังไม่ได้เผยตัว
ดูท่าน่าจะยังต้องรอคนกันต่อไป
ก่อนหน้านั้นพวกเขายังพูดคุยกันว่าขอบเขตสิบสี่สองคนที่เลื่อนขั้นใหม่ของธวัลทวีปคนหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นเหวยเซ่อ คาดไม่ถึงว่าเหวยเซ่อจะเป็นหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังของศาลบรรพจารย์แห่งนี้ นี่ทำให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไป
เพราะถึงอย่างไรทุกวันนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันอยู่ตลอด ผู้ฝึกบำเพ็ญตนได้เจอกับปีที่ดีไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้งก็มีคนจำนวนมากเกือบจะสองมือนับที่ทยอยกันพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน หากศาลบรรพจารย์แห่งนี้ของพวกเขายังไม่มีขอบเขตสิบสี่นั่งบัญชาการอีกก็ดูเหมือนว่าจะขาดความหมายบางอย่างไป
ผู้ฝึกกระบี่ตู้ซานอินที่มาเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกรู้สึกเพียงว่าไม่เสียเที่ยวที่มาในครั้งนี้
มีคนถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ”ผู้อาวุโสผสานมรรคาแล้วหรือ?”
เหวยเซ่อกล่าว ”ขอบเขตบินทะยานของในอดีตกับสิบสี่ใหม่ของทุกวันนี้ อันที่จริงไม่ได้ต่างกันมากนัก”
คำพูดใหญ่โตทำนองนี้ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดได้
ในเมื่อขนาดเจ้าของเรื่องยังพูดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่สะดวกจะเอ่ยแสดงความยินดีแล้ว
หนึ่งก้านธูปยังเผาไหม้ไม่หมด
เก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัวยังเหลือตำแหน่งว่างอยู่แค่ไม่กี่ตัว
เหวยเซ่อที่ยังคงยืนอยู่ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเจ้ายังคุยเล่นกันได้อีกหลายประโยค”
สามารถมานั่งลงที่นี่ได้ล้วนไม่ใช่พวกคนขี้ขลาด จึงมีคนถามอย่างใคร่รู้ว่า ”นักพรตท่านนี้คือ?”
นักพรตเฒ่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หนึ่งใน ”ตำแหน่งประธาน” แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คอยยื่นมือมาลูบชายแขนเสื้ออยู่เป็นระยะ ในฝ่ามือเต็มไปด้วยเศษผงสีทอง
เหวยเซ่อไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด เพียงแค่เอ่ยอย่างกว้างๆ ว่า “ข้าเองก็ต้องเรียกเขาว่าผู้อาวุโสเหมือนกัน”
นักพรตเฒ่าหลับตา กล่าวว่า ”ทิศทางเหมือนกัน เดินไปบนเส้นทางเดียวกัน แค่เรียกกันและกันเป็นสหายก็พอ”
เหวยเซ่อยิ้มเอ่ย ”ผู้อาวุโสมีอายุขัยในการฝึกตนยาวนาน ผสานมรรคาเร็วยิ่งกว่า เรียกว่าผู้อาวุโส ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เกินกว่าเหตุ”
นักพรตเฒ่าเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเหวยเซ่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งยังไม่ยอมนั่งลง
ในใจของเซียนเหรินอวิ่นเหมี่ยวสั่นสะเทือนไม่หยุด เป็นขอบเขตสิบสี่อีกคนหนึ่งแล้วหรือ?!
อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงของเหวยเซ่อ นักพรตท่านนี้ยังเป็นสิบสี่เก่าด้วย?
คำกล่าวนี้ของเหวยเซ่อดังออกมาก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยันการคาดเดาของทุกคน ทันใดนั้นทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป เพราะถึงอย่างไรคาดเดาก็ส่วนคาดเดา รอกระทั่งพวกเขาได้รู้ความจริงแล้วก็ย่อมอดมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้ในตัวของเจ้าของเก้าอี้อีกสองตัวที่เหลือแล้ว
เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งอยู่ที่ลู่ชาน ทั้งภูเขามียอดเขาสามสิบหกยอด แต่ละยอดเขาคดเคี้ยวดุจวงแหวน ดังนั้นเหวยเซ่อถึงได้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “เจ้าแห่งยอดเขาสามสิบเจ็ดแห่ง”
ตอนที่เหวยเซ่ออายุยังน้อย คุณสมบัติด้านการฝึกตนดีเกินไป เป็นเหตุให้ชอบเดินทางไปทั่วสารทิศ คบค้ากับสหายกว้างขวาง มีเพื่อนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และเหวยเซ่อก็ยิ่งฉายประกายเฉียบคม ไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะสร้างศัตรูให้ตัวเองไว้รอบทิศ
น่าเสียดายที่ลูกรักแห่งสวรรค์ซึ่งทิ้งนำคนอื่นไปไกลไม่เห็นฝุ่นบนมหามรรคาผู้นี้จะเปลี่ยนจากขอบเขตบินทะยานหนุ่มที่มีหวังจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่มากที่สุด ค่อยๆ ตกต่ำกลายมาเป็นบินทะยานเฒ่าที่ไม่มีโอกาสผสานมรรคาได้สำเร็จมากที่สุด
ต้องรู้ว่าคนที่ปีนั้นพ่ายแพ้ให้กับเหวยเซ่อ รวมไปถึงคนที่ต้องกินฝุ่นอยู่หลังก้นบนเส้นทางการฝึกตนในยุคสมัยเดียวกัน พอจะเรียกขานว่าเป็นผู้ที่ได้แต่มองแผ่นหลังและต้นคอของอีกฝ่ายได้อย่างถูไถ ล้วนไม่ใช่พวกที่ธรรมดาสามัญ
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหวยเซ่อ ล้วนถูกเหวยเซ่อบดบังสง่าราศีไปจนหมด เปลี่ยนมาเป็นมืดมนไร้ประกายแสง เหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
คงเป็นเพราะบุคคลอย่างเหวยเซ่อถึงจะคู่ควรให้เรียกว่าเป็นบุคคลหายากแห่งยุคได้อย่างแท้จริง
ตอนนั้นเหวยเซ่อมีคำพูดที่แพร่หลายอีกทั้งยังกำเริบเสิบสานอย่างถึงที่สุดอยู่ประโยคหนึ่ง คำพูดนี้แพร่หลายไปหลังจากที่เขาเอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันมาได้หลายคน
“เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์ที่ร้อยปียากจะพานพบสักครั้ง เขาคือบุคคลที่ร้อยปียากจะพบเจอ ข้าเองก็ใช่เหมือนกัน ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด พวกเราช่างทำให้ “ร้อยปี” นี้ลำบากใจเสียจริง”
คนทั้งโลกล้วนให้การยอมรับว่าเหวยเซ่อคือ ”วัตถุแห่งเซียนอันดับหนึ่งนับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน” ชื่อเสียงยิ่งใหญ่อยู่เหนือกลุ่มเซียนอย่างพวกซู หลิ่ว ไหว โจว ฯลฯ
และ ”ซู หลิ่ว ไหว โจว” ที่ว่านี้ก็คือซูจื่อ หลิ่วชี ไหวอิน และผู้ฝึกกระบี่โจวเฉินจือ แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีฮว่อหลงเจินเหรินแห่งอุตรกุรุทวีปที่ก็เคยพ่ายแพ้ให้แก่เหวยเซ่อเช่นกัน
บนภูเขาที่บ้างก็ประลองฝีมือถกมรรคา บ้างก็เข่นฆ่าช่วงชิงชัยชนะ เหวยเซ่อเอาชนะได้ติดต่อกันถึงเก้าสิบหกครั้ง
การประลองเวทคาถาในขอบเขตที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นการประมือกับคนที่ขอบเขตเหนือกว่า ศัตรูก็ยังพ่ายแพ้อย่างอเนจอนาถ
เพียงแต่ว่าท่ามกลางมรสุมคลื่นลมของการช่วงชิงคำว่า “อุตร” ของปีนั้น เผชิญหน้ากับการข้ามมหาสมุทรมาถามกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่จากอุตรกุรุทวีป ตั้งแต่ต้นจนจบ เหวยเซ่อกลับไม่เคยปรากฏตัว
สำหรับสายตาของโลกภายนอกแล้วเป็นเพราะตอนนั้นจิตใจของเหวยเซ่อสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้า เพิ่งจะเป็นบินทะยานได้แค่ไม่กี่ปีก็กล้าปิดด่านละโมบอยากเป็นขอบเขตสิบสี่ เป็นเหตุให้การผสานมรรคาล้มเหลว นับแต่นั้นมาก็ทดท้อทอดอาลัย ไม่สนใจเรื่องทางโลกอีก
และการที่เหวยเซ่อไม่ปรากฏตัวก็ทำให้เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวที่เป็นคนควบคุมสถานการณ์ใหญ่เหมือนไม้ท่อนเดียวที่ยากจะประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้ ดังนั้นตลอดหลายปีมานี้ผู้ฝึกลมปราณของธวัลทวีปถึงได้มีความไม่พอใจต่อทั้งเหวยเซ่อและภูเขาลู่ชาน
หากจะบอกว่านครจักรพรรดิขาวคือสถานที่ที่ดีที่ผู้ฝึกตนอิสระในใต้หล้าใฝ่ฝันอยากไปเยือน ถ้าอย่างนั้นภูเขาต้นไม้เหล็กของแผ่นดินกลางกับภูเขาลู่ชานของธวัลทวีปต่างก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผู้ฝึกลมปราณ
ที่มาที่ไปจากภูตอวี่ฟูชานที่ทุกวันนี้รับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของภูเขาไท่ผิงก็เคยคิดถึงคำนึงหาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเทพเซียนผู้เฒ่าเหวย น้ำลายสออยากครอบครองภูเขาทั้งหลายที่มียอดเขาเลี่ยนซือและภูเขาไป้เยว่เป็นหนึ่งในนั้นมานานแล้ว
อย่าเห็นว่าฮว่อหลงเจินเหรินที่เป็นคนมาทีหลังแต่ตามมาทันมักจะเอ่ยหยอกเย้าเหวยเซ่อบ่อยๆ ว่าตอนเล็กฉลาดเฉลียวก็ไม่แน่เสมอไปว่าโตมาแล้วจะเก่งกาจ
ทว่ายามที่อยู่กับลูกศิษย์อย่างหยวนหลิงเตี้ยนกลับให้คำประเมินที่สูงมากต่อเหวยเซ่อ ความหมายคร่าวๆ ก็คือขอบเขตเส้นเอ็นหลิวของหลิ่วชีกับโจวหมี่ ขอบเขตโอสถทองของหลวี่เหยียน และยังมีขอบเขตก่อกำเนิดของเหวยเซ่อและเหยาชิง ต่างก็เป็นอึของแมงป่อง มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน
(คือคำพังเพยของจีนหากแปลจะได้ความหมายว่าอึของแมงป่องเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คำว่าเอกลักษณ์ภาษาจีนคือคำว่าตู๋ ซึ่งออกเสียงเหมือนคำว่าตู๋ที่แปลว่าพิษ เพราะแมงป่องเป็นแมลงที่มีพิษจึงเชื่อว่าต่อให้เป็นอึของมันก็มีพิษด้วย เปรียบเปรยถึงบุคคลหรือเรื่องราวที่มีความพิเศษ หาได้ยาก แตกต่างจากผู้อื่น)
หยวนหลิงเตี้ยนรู้สึกว่าคำกล่าวว่า “มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” นี้ของอาจารย์ ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร?
เจินเหรินผู้เฒ่าจึงวิจารณ์ลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ขาดไหวพริบผู้นี้ว่าเป็นคนจะคร่ำครึเกินไปไม่ได้ พูดจาก็อย่าได้เอาแต่จับผิดถ้อยคำ แค่เข้าใจความหมายคร่าวๆ ก็พอแล้ว
และการประลองเวทคาถาครั้งที่เก้าสิบเจ็ด สรุปแล้วเหวยเซ่อแพ้ให้กับเทพเซียนจากฝ่ายใดกันแน่ก็กลายมาเป็นปริศนาไร้คำตอบที่ทำให้คนสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอด
แต่เฉินผิงอันกลับเป็นคนจำนวนไม่มากที่รู้คำตอบ เพราะว่าคราวก่อนได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ อู๋ซวงเจี้ยงเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง บอกว่าก่อนจะออกจากใต้หล้าไพศาลไปยังใต้หล้ามืดสลัวได้ตีกับเหวยเซ่อไปรอบหนึ่ง
ตอนนั้นอู๋ซวงเจี้ยงพูดค่อนข้างคลุมเครือ บอกว่าทุกวันนี้ตนเองรู้สึกเสียดายภายหลังอยู่บ้าง ไม่ควรเพิ่มน้ำค้างแข็งลงบนหิมะให้กับเหวยเซ่อ
เหวยเซ่อใช้เสียงในใจถาม ”ผู้อาวุโสสามารถอนุมานถึงสภาพการณ์ของหันอวี่ซู่ได้หรือไม่?”
นักพรตเฒ่าพยักหน้า “บอกข้อมูลเกี่ยวกับแปดอักษรเวลาเกิดของสหายผู้นั้นให้ผินเต้าหน่อย”
ครู่หนึ่งต่อมา นักพรตเฒ่าก็หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ก่อนจะยื่นมือออกมา สะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “คนกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคาแล้ว”
คำกล่าวที่สุภาพไพเราะนี้หากเปลี่ยนให้สามัญเข้าใจง่ายสักหน่อยก็คือตายแล้ว
และยังมีผู้เฒ่าสวมชุดลัทธิขงจื้อที่บุคลิกสุภาพสง่างามคนหนึ่งคือต้วนซิงเฉิน ฉายา “หลีจิง””
อายุน้อยๆ ก็กลายเป็นรองเจ้าขุนเขาของสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในทักษิณาบถทวีป ดูเหมือนว่าภายหลังจะมีปัญหาขัดแย้งมากมายกับเฉินฉุนอัน เขาที่นิสัยฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ด้วยความโมโหจึงเป็นฝ่ายออกมาจากสำนักศึกษาด้วยตัวเอง
แล้วก็เป็นคนผู้นี้ที่ระหว่างการประชุมครั้งหนึ่งเคยเอ่ยถ้อยคำประชดประชันในมุมของคนที่มองดูดายอยู่เฉยๆ เขาอยากเห็นนักว่าเฉินฉุนอันจะครอบครองคำว่าผู้รอบรู้ไปคนเดียวได้อย่างไร
และในคนเหล่านี้ก็มีผู้เฒ่าร่างผอมสูงอยู่คนหนึ่งที่ดูเหมือนจะจงใจเล่นงานอวิ่นเหมี่ยวโดยเฉพาะ เอ่ยถามทั้งๆ ที่รู้ดีว่า “หลิงจือหยกขาวชิ้นนั้นของสหายลวี่เสียไปไหนเสียแล้วเล่า?”
คนผู้นี้สวมชุดคลุมอาคมสีเหลือง มาจากสกุลลู่แผ่นดินกลาง มีชื่อว่าลู่ซวี ฉายา ”หวงอวี่” อายุขัยการฝึกตนยาวนาน ลำดับอาวุโสสูง
ลำดับอาวุโสเท่าเทียมกับลู่เหว่ยสายหลักของสกุลลู่ อีกทั้งยังสนิทสนมกันมาก นอกจากนี้ลู่ซวียังเป็นผู้นำของเฉินซือ (ดูเรื่องเกี่ยวกับเวลา) ของหอซือเทียนสกุลลู่
อวิ่นเหมี่ยวหัวเราะหยัน “ของในบ้านข้าเอง เต็มใจจะมอบให้ใครก็มอบให้คนนั้น ไยสหายต้องมายุ่งด้วย จะควบคุมตะวันออกควบคุมตะวันตก ควบคุมฟ้าควบคุมดิน เจ้าควบคุมได้หรือ”
ลู่ซวีแค่นเสียงเย็นชาอยู่ในลำคอ
เห็นได้ชัดว่าถูกประโยค ”ควบคุมฟ้าควบคุมดิน” ของอวิ่นเหมี่ยวทิ่มแทงจุดอ่อน
”โจวจื่อพูดถึงฟ้า สกุลลู่พูดถึงดิน” ต่างฝ่ายต่างก็ได้ยึดครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของสำนักหยินหยาง เมื่อเป็นเช่นนี้สกุลลู่ของแผ่นดินกลางย่อมไม่อาจควบคุม “ฟ้า” ได้
ระหว่างการประชุมศาลบุ๋น เพราะติดร่างแหเดือดร้อนลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจที่ชอบเล่นขว้างหินให้กระดอนบนผิวน้ำ เซียนเหรินอวิ่นเหมี่ยวถึงได้เกิดความขัดแย้งกับอิ๋นกวานหนุ่มผู้นั้น
ภายใต้สายตาของคนมากมายที่จับจ้องมองมา ศึกบนเกาะยวนยางจึงปะทุขึ้น เพื่อให้เป็นของขวัญขออภัย อวิ่นเหมี่ยวจึงมอบหลิงจือหยกขาวที่มีระดับชั้นเป็นอาวุธกึ่งเซียนชิ้นนั้นออกไป
เจ้าของหอเซียนจิ๋วเจินท่านนี้ก็เป็นชายงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือคนหนึ่ง
เดิมทีอวิ่นเหมี่ยวก็หน้าตาหล่อเหลาดุจหยก สวมชุดขาวรองเท้าขาว บนแขนมีไม้ปัดฝุ่นสีขาวหิมะด้ามหยกพาดวางอยู่เสมอ บวกกับหลิงจือหยกขาวอีกชิ้นหนึ่ง กลิ่นอายความเป็นเซียนและรูปโฉมล้วนโดดเด่นน่ามอง
เว่ยจื่อผู้เป็นคนรักก็เป็นขอบเขตเซียนเหรินเช่นเดียวกัน โชควาสนาของนางยังดีกว่าอวิ่นเหมี่ยวด้วยซ้ำ ได้ครอบครองพื้นที่มงคลแยนจั้งที่ปริแตกไปเกินครึ่ง นางกำลังอยู่ในช่วงของการปิดด่าน ครั้งนี้หากไม่เป็นเพราะจุดธูปเก้าดอก อวิ่นเหมี่ยวที่เป็นผู้ปกป้องมรรคาให้นางก็ไม่มีทางแบ่งสมาธิมาเข้าร่วมการประชุมที่นี่อย่างแน่นอน
ทุกวันนี้จวนเซียนอักษรจง มีแห่งใดบ้างที่ไม่มีบรรพจารย์ที่กำลังปิดด่านหรือไม่ก็ผู้มีพรสวรรค์อายุน้อยสักสี่ห้าคน?
มีบุรุษร่างกำยำอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ติดกับลู่ซวี บนศีรษะของเขาสวมกวานสีทอง สวมหน้ากากบนใบหน้า ไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง
บนใบหน้าเผยให้เห็นแค่ดวงตาดำมืดคู่หนึ่งประหนึ่งบ่อน้ำลึกมืดสนิท แขนสองข้างตั้งแต่ข้อมือถึงหัวไหล่เต็มไปด้วยกำไลข้อมือที่ร้อยเรียงต่อกันจนเต็มแน่น กำไรแต่ละชิ้นวาดเป็นใบหน้าของบุรุษและสตรี
ชายหญิงที่อยู่ระหว่างไข่มุกของกำไลข้อมือสองข้าง บ้างก็มีสายตาเหี้ยมอำมหิต บ้างก็มีสายตาคิดถึงอาลัยอาวรณ์ บ้างใบหน้าก็ดุดัน บ้างก็ใบหน้าอ่อนโยน ชายลุ่มหลงหญิงอาฆาตทุกคู่ที่ “มองกันข้ามผ่านห้วงมหาสมุทร” ระหว่างกันและกันจะมีแสงสีแดงเข้มเส้นหนึ่งผูกโยงพวกเขาเอาไว้
เป็นเหตุให้มีอารมณ์สองขุมอย่างความอาฆาตทะยานฟ้ากับความรักความผูกพันลึกซึ้ง ขณะเดียวกันรอบกายของบุรุษที่สวมหน้ากากผู้นี้ก็มีจุดแสงเป็นประกายระยิบระยับเหมือนแสงดาวมารวมตัวกันอยู่ในกวานสีทอง
คนผู้นี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ “สหายลวี่เสียมีคุณธรรมน้ำใจจริงๆ หนันกวงจ้าวตายไปอย่างกะทันหัน ทิ้งสำนักแห่งหนึ่งที่เป็นดั่งฝูงมังกรไร้ผู้นำเอาไว้ก็ไปช่วยจัดการธุระหลังงานศพให้ที่นั่นทันที ธงบูชาวิญญาณที่หอเซียนจิ๋วเจินมอบให้ช่างศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก สามารถฝากฝังเด็กกำพร้าและผู้กล้าเอาไว้ได้ หนันกวงจ้าวมองคนได้แม่นยำจริงๆ”
ลู่ซวีหัวเราะเสียงดังลั่น “มีคุณธรรมน้ำใจ? ต้องบอกว่าเจริญอาหารถึงจะถูกกระมัง ไม่ใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอดเหนือกว่าลูกศิษย์ผู้สืบทอด ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ แต่เหนือกว่าลูกชายแท้ๆ เจ้าหออวิ่นเหมี่ยวสืบทอดกิจการที่สำนักใหญ่แห่งหนึ่งมาก่อน แล้วค่อยช่วยดูแลคนที่ยังอยู่
แต่แค่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สองสำนักจะรวมเป็นหนึ่งเดียว ถึงเวลานั้นพวกเราต้องเตรียมของขวัญร่วมแสดงความยินดีเอาไว้ให้ เฉลิมฉลองให้ดีสักหน่อย”
อวิ่นเหมี่ยวใช้วิธีการหลีกเลี่ยงจะพูดความจริงด้วยการเบี่ยงประเด็นไปโดยตรง เอ่ยประโยคหนึ่งท้าทายคนได้ถึงสองคน
”ได้ยินมาว่าหอสวรรค์ถูกคนทุบทำลายพังถล่มไปแล้วหรือ? ศาลร้างที่สร้างไว้ในชานป่าแห่งนั้นก็ถูกเกาเสวียนตู้จับตามองแล้ว?”
ลู่ซวีสะอึกอึ้ง บอกแค่ว่าไม่ได้ถล่ม และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าแก่การโอ้อวดอะไร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!