เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1129

บทที่ 1129.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า)

ฟ้าดินกว้างใหญ่เวิ้งว้าง แสงแห่งราตรีเลือนรางดุจไกลสุดหยั่ง พฤกษาน้อยใหญ่สีมรกตประหลาดตา พลันแลเห็นภูเขาเขียวผุดขึ้นจากก้นธารา

รอกระทั่งเหวยเซ่อกับนักพรตร่างเล็กเตี้ยที่ภาพบรรยากาศบนร่างทำตกตะลึงปรากฏตัวพร้อมกัน เก้าอี้ว่างสี่ตัวก็ยังเหลือ ”เจ้าบ้าน” อีกสองท่านที่ยังไม่ได้เผยตัว

ดูท่าน่าจะยังต้องรอคนกันต่อไป

ก่อนหน้านั้นพวกเขายังพูดคุยกันว่าขอบเขตสิบสี่สองคนที่เลื่อนขั้นใหม่ของธวัลทวีปคนหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นเหวยเซ่อ คาดไม่ถึงว่าเหวยเซ่อจะเป็นหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังของศาลบรรพจารย์แห่งนี้ นี่ทำให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไป

เพราะถึงอย่างไรทุกวันนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันอยู่ตลอด ผู้ฝึกบำเพ็ญตนได้เจอกับปีที่ดีไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้งก็มีคนจำนวนมากเกือบจะสองมือนับที่ทยอยกันพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน หากศาลบรรพจารย์แห่งนี้ของพวกเขายังไม่มีขอบเขตสิบสี่นั่งบัญชาการอีกก็ดูเหมือนว่าจะขาดความหมายบางอย่างไป

ผู้ฝึกกระบี่ตู้ซานอินที่มาเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกรู้สึกเพียงว่าไม่เสียเที่ยวที่มาในครั้งนี้

มีคนถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ”ผู้อาวุโสผสานมรรคาแล้วหรือ?”

เหวยเซ่อกล่าว ”ขอบเขตบินทะยานของในอดีตกับสิบสี่ใหม่ของทุกวันนี้ อันที่จริงไม่ได้ต่างกันมากนัก”

คำพูดใหญ่โตทำนองนี้ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดได้

ในเมื่อขนาดเจ้าของเรื่องยังพูดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่สะดวกจะเอ่ยแสดงความยินดีแล้ว

หนึ่งก้านธูปยังเผาไหม้ไม่หมด

เก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัวยังเหลือตำแหน่งว่างอยู่แค่ไม่กี่ตัว

เหวยเซ่อที่ยังคงยืนอยู่ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเจ้ายังคุยเล่นกันได้อีกหลายประโยค”

สามารถมานั่งลงที่นี่ได้ล้วนไม่ใช่พวกคนขี้ขลาด จึงมีคนถามอย่างใคร่รู้ว่า ”นักพรตท่านนี้คือ?”

นักพรตเฒ่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หนึ่งใน ”ตำแหน่งประธาน” แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน คอยยื่นมือมาลูบชายแขนเสื้ออยู่เป็นระยะ ในฝ่ามือเต็มไปด้วยเศษผงสีทอง

เหวยเซ่อไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด เพียงแค่เอ่ยอย่างกว้างๆ ว่า “ข้าเองก็ต้องเรียกเขาว่าผู้อาวุโสเหมือนกัน”

นักพรตเฒ่าหลับตา กล่าวว่า ”ทิศทางเหมือนกัน เดินไปบนเส้นทางเดียวกัน แค่เรียกกันและกันเป็นสหายก็พอ”

เหวยเซ่อยิ้มเอ่ย ”ผู้อาวุโสมีอายุขัยในการฝึกตนยาวนาน ผสานมรรคาเร็วยิ่งกว่า เรียกว่าผู้อาวุโส ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เกินกว่าเหตุ”

นักพรตเฒ่าเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเหวยเซ่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งยังไม่ยอมนั่งลง

ในใจของเซียนเหรินอวิ่นเหมี่ยวสั่นสะเทือนไม่หยุด เป็นขอบเขตสิบสี่อีกคนหนึ่งแล้วหรือ?!

อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงของเหวยเซ่อ นักพรตท่านนี้ยังเป็นสิบสี่เก่าด้วย?

คำกล่าวนี้ของเหวยเซ่อดังออกมาก็เท่ากับว่าเป็นการยืนยันการคาดเดาของทุกคน ทันใดนั้นทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป เพราะถึงอย่างไรคาดเดาก็ส่วนคาดเดา รอกระทั่งพวกเขาได้รู้ความจริงแล้วก็ย่อมอดมีความรู้สึกอีกอย่างหนึ่งไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้ในตัวของเจ้าของเก้าอี้อีกสองตัวที่เหลือแล้ว

เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งอยู่ที่ลู่ชาน ทั้งภูเขามียอดเขาสามสิบหกยอด แต่ละยอดเขาคดเคี้ยวดุจวงแหวน ดังนั้นเหวยเซ่อถึงได้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “เจ้าแห่งยอดเขาสามสิบเจ็ดแห่ง”

ตอนที่เหวยเซ่ออายุยังน้อย คุณสมบัติด้านการฝึกตนดีเกินไป เป็นเหตุให้ชอบเดินทางไปทั่วสารทิศ คบค้ากับสหายกว้างขวาง มีเพื่อนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และเหวยเซ่อก็ยิ่งฉายประกายเฉียบคม ไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะสร้างศัตรูให้ตัวเองไว้รอบทิศ

น่าเสียดายที่ลูกรักแห่งสวรรค์ซึ่งทิ้งนำคนอื่นไปไกลไม่เห็นฝุ่นบนมหามรรคาผู้นี้จะเปลี่ยนจากขอบเขตบินทะยานหนุ่มที่มีหวังจะเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่มากที่สุด ค่อยๆ ตกต่ำกลายมาเป็นบินทะยานเฒ่าที่ไม่มีโอกาสผสานมรรคาได้สำเร็จมากที่สุด

ต้องรู้ว่าคนที่ปีนั้นพ่ายแพ้ให้กับเหวยเซ่อ รวมไปถึงคนที่ต้องกินฝุ่นอยู่หลังก้นบนเส้นทางการฝึกตนในยุคสมัยเดียวกัน พอจะเรียกขานว่าเป็นผู้ที่ได้แต่มองแผ่นหลังและต้นคอของอีกฝ่ายได้อย่างถูไถ ล้วนไม่ใช่พวกที่ธรรมดาสามัญ

ผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหวยเซ่อ ล้วนถูกเหวยเซ่อบดบังสง่าราศีไปจนหมด เปลี่ยนมาเป็นมืดมนไร้ประกายแสง เหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น

คงเป็นเพราะบุคคลอย่างเหวยเซ่อถึงจะคู่ควรให้เรียกว่าเป็นบุคคลหายากแห่งยุคได้อย่างแท้จริง

ตอนนั้นเหวยเซ่อมีคำพูดที่แพร่หลายอีกทั้งยังกำเริบเสิบสานอย่างถึงที่สุดอยู่ประโยคหนึ่ง คำพูดนี้แพร่หลายไปหลังจากที่เขาเอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันมาได้หลายคน

“เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์ที่ร้อยปียากจะพานพบสักครั้ง เขาคือบุคคลที่ร้อยปียากจะพบเจอ ข้าเองก็ใช่เหมือนกัน ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด พวกเราช่างทำให้ “ร้อยปี” นี้ลำบากใจเสียจริง”

คนทั้งโลกล้วนให้การยอมรับว่าเหวยเซ่อคือ ”วัตถุแห่งเซียนอันดับหนึ่งนับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน” ชื่อเสียงยิ่งใหญ่อยู่เหนือกลุ่มเซียนอย่างพวกซู หลิ่ว ไหว โจว ฯลฯ

และ ”ซู หลิ่ว ไหว โจว” ที่ว่านี้ก็คือซูจื่อ หลิ่วชี ไหวอิน และผู้ฝึกกระบี่โจวเฉินจือ แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีฮว่อหลงเจินเหรินแห่งอุตรกุรุทวีปที่ก็เคยพ่ายแพ้ให้แก่เหวยเซ่อเช่นกัน

บนภูเขาที่บ้างก็ประลองฝีมือถกมรรคา บ้างก็เข่นฆ่าช่วงชิงชัยชนะ เหวยเซ่อเอาชนะได้ติดต่อกันถึงเก้าสิบหกครั้ง

การประลองเวทคาถาในขอบเขตที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นการประมือกับคนที่ขอบเขตเหนือกว่า ศัตรูก็ยังพ่ายแพ้อย่างอเนจอนาถ

เพียงแต่ว่าท่ามกลางมรสุมคลื่นลมของการช่วงชิงคำว่า “อุตร” ของปีนั้น เผชิญหน้ากับการข้ามมหาสมุทรมาถามกระบี่ของผู้ฝึกกระบี่จากอุตรกุรุทวีป ตั้งแต่ต้นจนจบ เหวยเซ่อกลับไม่เคยปรากฏตัว

สำหรับสายตาของโลกภายนอกแล้วเป็นเพราะตอนนั้นจิตใจของเหวยเซ่อสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้า เพิ่งจะเป็นบินทะยานได้แค่ไม่กี่ปีก็กล้าปิดด่านละโมบอยากเป็นขอบเขตสิบสี่ เป็นเหตุให้การผสานมรรคาล้มเหลว นับแต่นั้นมาก็ทดท้อทอดอาลัย ไม่สนใจเรื่องทางโลกอีก

และการที่เหวยเซ่อไม่ปรากฏตัวก็ทำให้เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิวที่เป็นคนควบคุมสถานการณ์ใหญ่เหมือนไม้ท่อนเดียวที่ยากจะประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้ ดังนั้นตลอดหลายปีมานี้ผู้ฝึกลมปราณของธวัลทวีปถึงได้มีความไม่พอใจต่อทั้งเหวยเซ่อและภูเขาลู่ชาน

หากจะบอกว่านครจักรพรรดิขาวคือสถานที่ที่ดีที่ผู้ฝึกตนอิสระในใต้หล้าใฝ่ฝันอยากไปเยือน ถ้าอย่างนั้นภูเขาต้นไม้เหล็กของแผ่นดินกลางกับภูเขาลู่ชานของธวัลทวีปต่างก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผู้ฝึกลมปราณ

ที่มาที่ไปจากภูตอวี่ฟูชานที่ทุกวันนี้รับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของภูเขาไท่ผิงก็เคยคิดถึงคำนึงหาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเทพเซียนผู้เฒ่าเหวย น้ำลายสออยากครอบครองภูเขาทั้งหลายที่มียอดเขาเลี่ยนซือและภูเขาไป้เยว่เป็นหนึ่งในนั้นมานานแล้ว

อย่าเห็นว่าฮว่อหลงเจินเหรินที่เป็นคนมาทีหลังแต่ตามมาทันมักจะเอ่ยหยอกเย้าเหวยเซ่อบ่อยๆ ว่าตอนเล็กฉลาดเฉลียวก็ไม่แน่เสมอไปว่าโตมาแล้วจะเก่งกาจ

ทว่ายามที่อยู่กับลูกศิษย์อย่างหยวนหลิงเตี้ยนกลับให้คำประเมินที่สูงมากต่อเหวยเซ่อ ความหมายคร่าวๆ ก็คือขอบเขตเส้นเอ็นหลิวของหลิ่วชีกับโจวหมี่ ขอบเขตโอสถทองของหลวี่เหยียน และยังมีขอบเขตก่อกำเนิดของเหวยเซ่อและเหยาชิง ต่างก็เป็นอึของแมงป่อง มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน

(คือคำพังเพยของจีนหากแปลจะได้ความหมายว่าอึของแมงป่องเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คำว่าเอกลักษณ์ภาษาจีนคือคำว่าตู๋ ซึ่งออกเสียงเหมือนคำว่าตู๋ที่แปลว่าพิษ เพราะแมงป่องเป็นแมลงที่มีพิษจึงเชื่อว่าต่อให้เป็นอึของมันก็มีพิษด้วย เปรียบเปรยถึงบุคคลหรือเรื่องราวที่มีความพิเศษ หาได้ยาก แตกต่างจากผู้อื่น)

หยวนหลิงเตี้ยนรู้สึกว่าคำกล่าวว่า “มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” นี้ของอาจารย์ ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร?

เจินเหรินผู้เฒ่าจึงวิจารณ์ลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ขาดไหวพริบผู้นี้ว่าเป็นคนจะคร่ำครึเกินไปไม่ได้ พูดจาก็อย่าได้เอาแต่จับผิดถ้อยคำ แค่เข้าใจความหมายคร่าวๆ ก็พอแล้ว

และการประลองเวทคาถาครั้งที่เก้าสิบเจ็ด สรุปแล้วเหวยเซ่อแพ้ให้กับเทพเซียนจากฝ่ายใดกันแน่ก็กลายมาเป็นปริศนาไร้คำตอบที่ทำให้คนสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอด

แต่เฉินผิงอันกลับเป็นคนจำนวนไม่มากที่รู้คำตอบ เพราะว่าคราวก่อนได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ อู๋ซวงเจี้ยงเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง บอกว่าก่อนจะออกจากใต้หล้าไพศาลไปยังใต้หล้ามืดสลัวได้ตีกับเหวยเซ่อไปรอบหนึ่ง

ตอนนั้นอู๋ซวงเจี้ยงพูดค่อนข้างคลุมเครือ บอกว่าทุกวันนี้ตนเองรู้สึกเสียดายภายหลังอยู่บ้าง ไม่ควรเพิ่มน้ำค้างแข็งลงบนหิมะให้กับเหวยเซ่อ

เหวยเซ่อใช้เสียงในใจถาม ”ผู้อาวุโสสามารถอนุมานถึงสภาพการณ์ของหันอวี่ซู่ได้หรือไม่?”

นักพรตเฒ่าพยักหน้า “บอกข้อมูลเกี่ยวกับแปดอักษรเวลาเกิดของสหายผู้นั้นให้ผินเต้าหน่อย”

ครู่หนึ่งต่อมา นักพรตเฒ่าก็หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ก่อนจะยื่นมือออกมา สะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “คนกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคาแล้ว”

คำกล่าวที่สุภาพไพเราะนี้หากเปลี่ยนให้สามัญเข้าใจง่ายสักหน่อยก็คือตายแล้ว

บทที่ 1129.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสำรอง (เก้า) 1

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!